แผนภาพองค์ประกอบของ Health Belief Model: ปัจจัยร่วม การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความรุนแรง ประโยชน์ อุปสรรค ความเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง และสิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ ที่นำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพ

Health Belief Model คืออะไร: องค์ประกอบและการใช้ในงานวิจัย

Health Belief Model (HBM) หรือแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ คือทฤษฎีที่อธิบายว่าคนจะลงมือทำพฤติกรรมสุขภาพเมื่อรับรู้ว่าตนเสี่ยง โรคนั้นรุนแรง การปฏิบัติมีประโยชน์มากกว่าอุปสรรค มีสิ่งชักนำ และมั่นใจว่าทำได้ ซึ่งงานวิจัยที่ดีต้องวัดครบทุกองค์ประกอบด้วยเครื่องมือที่ตรวจสอบคุณภาพแล้ว

ในวิทยานิพนธ์สาขาพยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และสุขศึกษาของไทย HBM เป็นกรอบทฤษฎีที่นิยมใช้ เพราะเข้าใจง่ายและแปลงเป็นแบบสอบถามได้ตรงไปตรงมา แต่ความง่ายนี้เองอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น วัดไม่ครบองค์ประกอบ รวมประโยชน์กับอุปสรรคเป็นตัวแปรเดียว หรือไม่ระบุว่าใช้ HBM ฉบับใด บทความนี้สรุปที่มา องค์ประกอบ หลักฐานเชิงอภิมานว่า HBM ทำนายพฤติกรรมได้ดีแค่ไหน ตัวอย่างงานวิจัยไทยที่ตีพิมพ์แล้ว และขั้นตอนสร้างกรอบแบบสอบถามพร้อมตัวเลขจริง

Health Belief Model คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

HBM เป็นหนึ่งในทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพรุ่นแรกที่ยังใช้กันแพร่หลายถึงปัจจุบัน คู่มือ Theory at a Glance ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Cancer Institute) อธิบายว่าแบบจำลองนี้พัฒนาขึ้นในทศวรรษ 1950 โดยนักจิตวิทยาสังคมของ U.S. Public Health Service ซึ่งต้องการเข้าใจว่าทำไมประชาชนจำนวนมากไม่มาใช้บริการป้องกันและตรวจคัดกรองโรค ทั้งที่บริการนั้นฟรีและสะดวก ตัวอย่างคลาสสิกคือหน่วยเอกซเรย์ทรวงอกเคลื่อนที่เพื่อคัดกรองวัณโรคที่มีผู้มาใช้บริการน้อย [1]

Irwin M. Rosenstock เป็นผู้เรียบเรียงแนวคิดนี้อย่างเป็นระบบในบทความ “Why people use health services” ปี 1966 [2] และบันทึกประวัติความเป็นมาของแบบจำลองไว้อีกครั้งในปี 1974 [3] ต่อมา Champion (1984) พัฒนามาตรวัดองค์ประกอบของ HBM เกี่ยวกับการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความรุนแรง ประโยชน์ อุปสรรค และแรงจูงใจด้านสุขภาพ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของแบบสอบถาม HBM จำนวนมาก [4]

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดในปี 1988 เมื่อ Rosenstock, Strecher และ Becker เสนอให้เพิ่ม ความเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง (self-efficacy) เป็นตัวแปรอิสระแยกต่างหาก ควบคู่กับการรับรู้โอกาสเสี่ยง ความรุนแรง ประโยชน์ และอุปสรรค โดยมีแรงจูงใจด้านสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของแบบจำลองด้วย [5] ดังนั้นเมื่อเขียนบทที่ 2 ผู้วิจัยควรระบุให้ชัดว่าใช้ HBM ฉบับดั้งเดิม หรือฉบับที่รวม self-efficacy แล้ว เพราะจำนวนตัวแปรและสมมติฐานจะต่างกัน

องค์ประกอบของ health belief model ที่ต้องวัดให้ครบ

NCI สรุปว่าคนจะพร้อมลงมือเมื่อเชื่อว่าตนเสี่ยง เชื่อว่าโรครุนแรง เชื่อว่าการปฏิบัติช่วยลดความเสี่ยงได้ เห็นว่าประโยชน์คุ้มกับต้นทุน ได้รับสิ่งกระตุ้น และมั่นใจในความสามารถของตน [1] ส่วน “ปัจจัยร่วม” (modifying factors) เช่น อายุ เพศ การศึกษา และความรู้ ผู้เขียนวาดไว้ในภาพที่ 1 ตามธรรมเนียมของแผนภาพ HBM ฉบับคลาสสิก ซึ่งไม่ได้อยู่ในสรุปของ NCI ข้างต้น ภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างที่ใช้วาดกรอบแนวคิดได้ทันที

แผนภาพองค์ประกอบของ Health Belief Model: ปัจจัยร่วม การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความรุนแรง ประโยชน์ อุปสรรค ความเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง และสิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ ที่นำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพ
ภาพที่ 1: แผนภาพองค์ประกอบของ Health Belief Model การรับรู้โอกาสเสี่ยงและความรุนแรงรวมเป็นการรับรู้ภาวะคุกคาม ส่วนประโยชน์ อุปสรรค และ self-efficacy ส่งผลต่อโอกาสเกิดพฤติกรรมโดยตรง ที่มา: ผู้เขียนสร้างด้วย R จาก Rosenstock (1974), Janz & Becker (1984), Rosenstock และคณะ (1988) และ NCI (2005)

ตารางที่ 1: องค์ประกอบของ HBM นิยาม ตัวอย่างข้อคำถาม และแนวทางออกแบบโปรแกรม

องค์ประกอบนิยามเชิงปฏิบัติการตัวอย่างข้อคำถาม (ร่างเพื่อสาธิต)กลยุทธ์ปรับเปลี่ยนตาม NCI
การรับรู้โอกาสเสี่ยง
(Perceived susceptibility)
ความเชื่อว่าตนมีโอกาสเกิดโรคหรือภาวะนั้น“ฉันมีโอกาสติดวัณโรคเพราะอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วย”ระบุกลุ่มเสี่ยงและระดับความเสี่ยง ปรับข้อมูลความเสี่ยงให้ตรงกับบุคคล
การรับรู้ความรุนแรง
(Perceived severity)
ความเชื่อว่าโรคหรือผลที่ตามมารุนแรงเพียงใด“ถ้าป่วยเป็นวัณโรค ฉันจะทำงานไม่ได้หลายเดือน”อธิบายผลที่ตามมาของโรคอย่างเป็นรูปธรรม
การรับรู้ประโยชน์
(Perceived benefits)
ความเชื่อว่าการปฏิบัติจะลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงได้“การสวมหน้ากากในบ้านช่วยลดการแพร่เชื้อได้”บอกว่าทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด และผลดีที่คาดได้
การรับรู้อุปสรรค
(Perceived barriers)
ต้นทุนทั้งด้านวัตถุและจิตใจของการปฏิบัติ“การไปเอกซเรย์ปอดเสียเวลาทำงานทั้งวัน” (คะแนนสูง = อุปสรรคมาก)ให้ความมั่นใจ สิ่งจูงใจ และความช่วยเหลือ แก้ข้อมูลผิด
สิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ
(Cues to action)
สิ่งกระตุ้นภายในหรือภายนอกที่ทำให้ลงมือทำ“อสม. มาเตือนให้ไปตรวจ”ให้ข้อมูลวิธีปฏิบัติ สร้างการรับรู้ และใช้ระบบเตือน
ความเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง
(Self-efficacy)
ความมั่นใจว่าตนทำพฤติกรรมนั้นได้สำเร็จ“ฉันมั่นใจว่ากินยาครบตามนัดได้แม้งานยุ่ง”ฝึกทักษะ ตั้งเป้าหมายทีละขั้น ให้แรงเสริมทางวาจา

ที่มาของนิยามและกลยุทธ์: National Cancer Institute (2005) ตารางที่ 2 ตัวอย่างข้อคำถามผู้เขียนร่างขึ้นเพื่อการสอน ไม่ใช่ข้อคำถามจากเครื่องมือมาตรฐาน

ข้อสังเกตสำหรับการเขียนนิยามศัพท์เฉพาะ: “การรับรู้อุปสรรค” เป็นตัวแปรเดียวใน HBM ที่คาดว่าจะสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรม ถ้าจะรวมทุกด้านเป็นคะแนนรวมความเชื่อด้านสุขภาพ ต้องกลับคะแนนด้านอุปสรรคก่อน และต้องเขียนวิธีให้คะแนนนี้ไว้ในบทที่ 3 อย่างชัดเจน

หลักฐานเชิงประจักษ์: HBM ทำนายพฤติกรรมได้ดีแค่ไหน

กรรมการสอบอาจถามว่า “ทำไมเลือก HBM” คำตอบที่ดีต้องอ้างหลักฐานเชิงสังเคราะห์ ไม่ใช่แค่บอกว่าเป็นทฤษฎีที่นิยม ตารางที่ 2 สรุปงานทบทวนสำคัญสี่ชิ้น

ตารางที่ 2: หลักฐานเชิงสังเคราะห์เกี่ยวกับ HBM

งานทบทวนขอบเขตข้อค้นพบหลัก
Janz & Becker (1984) [6]ทบทวน 46 การศึกษา (prospective 18, retrospective 28)การรับรู้อุปสรรคเป็นมิติที่ทรงพลังที่สุด ความรุนแรงมี significance ratio ต่ำสุดโดยรวม
Carpenter (2010) [7]Meta-analysis 18 การศึกษาแบบตามยาว ผู้เข้าร่วม 2,702 คนประโยชน์และอุปสรรคเป็นตัวทำนายที่แรงที่สุดอย่างสม่ำเสมอ ไม่แนะนำให้ใช้ HBM แบบ direct effects ต่อไป
Jones, Smith & Llewellyn (2014) [8]Systematic review โปรแกรมแทรกแซงที่อิง HBM 18 การศึกษา14 การศึกษา (78%) เพิ่ม adherence อย่างมีนัยสำคัญ แต่มีเพียง 6 การศึกษาที่ใช้ HBM ครบทุกองค์ประกอบ
Jones et al. (2015) [9]สำรวจผู้ใหญ่ 1,377 คนหลังแคมเปญวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ดำเนินการ 8 เดือนสนับสนุนโมเดลที่ self-efficacy เป็นตัวแปรกำกับ (moderated mediation) และอุปสรรคกับประโยชน์ต่อกันเป็นลูกโซ่

ข้อมูลตัวเลขทั้งหมดมาจากบทคัดย่อของแต่ละบทความ ตรวจสอบผ่าน PubMed และ Crossref

Janz และ Becker (1984) ทบทวน 46 การศึกษา และสร้าง “significance ratio” ซึ่งคือจำนวนผลที่มีนัยสำคัญหารด้วยจำนวนการศึกษาที่รายงานมิตินั้น พบว่าการรับรู้อุปสรรคเป็นมิติที่ทรงพลังที่สุด การรับรู้โอกาสเสี่ยงอธิบายพฤติกรรมป้องกันโรคได้ดีกว่าพฤติกรรมเมื่อเจ็บป่วย ขณะที่การรับรู้ประโยชน์กลับกัน [6] ส่วน meta-analysis ของ Carpenter (2010) ซึ่งรวม 18 การศึกษาแบบตามยาว ผู้เข้าร่วม 2,702 คน ยืนยันว่าประโยชน์และอุปสรรคเป็นตัวทำนายที่แรงที่สุดอย่างสม่ำเสมอ และพบว่าระยะเวลาระหว่างการวัดความเชื่อกับการวัดพฤติกรรม ประเภทพฤติกรรม (ป้องกันหรือรักษา) และพฤติกรรมการใช้ยา เป็นตัวแปรกำกับกำลังการทำนาย เขาสรุปว่าไม่ควรใช้ HBM แบบ “direct effects” ที่ให้ทุกตัวแปรชี้ตรงไปที่พฤติกรรมต่อไป [7]

Jones และคณะ (2015) ตอบโจทย์นี้ด้วยการทดสอบลำดับตัวแปรในกลุ่มตัวอย่าง 1,377 คนหลังแคมเปญวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ออกแบบตาม HBM ผลสนับสนุนโมเดลที่ผลทางอ้อมผ่านอุปสรรคและการรับรู้ภาวะคุกคามถูกกำกับโดย self-efficacy และพบว่าอุปสรรคกับประโยชน์เชื่อมกันเป็นลูกโซ่ [9] สำหรับงานเชิงทดลอง systematic review ของ Jones, Smith และ Llewellyn (2014) พบว่าโปรแกรมที่อิง HBM 14 จาก 18 การศึกษา (78%) เพิ่มการปฏิบัติตามคำแนะนำได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่มีเพียง 6 การศึกษาที่ใช้ HBM ครบทุกองค์ประกอบ และความสำเร็จดูไม่สัมพันธ์กับองค์ประกอบที่เลือกแทรกแซง [8]

นัยต่อการออกแบบวิทยานิพนธ์: (1) วัดให้ครบทุกองค์ประกอบ ไม่เลือกเฉพาะด้านที่สะดวก (2) ถ้ามีเวลาและขนาดตัวอย่างพอ ให้พิจารณาโมเดลที่มีตัวแปรส่งผ่านหรือตัวแปรกำกับ แทนการใส่ทุกตัวแปรเข้า regression พร้อมกันแบบเดียว (3) ถ้าเป็นงานทดลอง ให้วัดความเชื่อด้านสุขภาพทั้งก่อนและหลังโปรแกรม เพื่อแสดงว่าโปรแกรมเปลี่ยนความเชื่อจริง

บริบทไทย: ตัวอย่างงานวิจัย HBM ที่ตีพิมพ์แล้ว

ในภาษาไทยนิยมแปล HBM ว่า “แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ” ก่อนเขียนบทที่ 2 ควรค้นทั้งคำไทยและคำอังกฤษในระบบสืบค้น TCI [10] และค้นวิทยานิพนธ์ในหัวข้อใกล้เคียงผ่าน ThaiLIS เพื่อดูว่ามีเครื่องมือภาษาไทยที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วหรือไม่ การนำเครื่องมือเดิมมาใช้พร้อมขออนุญาตผู้พัฒนามักดีกว่าการสร้างใหม่ทั้งหมด ตัวอย่างงานไทยที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติและตรวจสอบได้ใน PubMed มีดังนี้

1) ความตั้งใจรับวัคซีน COVID-19 ในกลุ่มเปราะบาง

Rukchart และคณะ (2024) สำรวจกลุ่มเปราะบาง 945 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ค้าในตลาด และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ด้วยการสุ่มหลายขั้นตอนในช่วงตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2564 พบความตั้งใจรับวัคซีนร้อยละ 75.03 (95% CI 72.16–77.68) ตัวแปร HBM ที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญคือ สิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ (AOR 3.13) การรับรู้ประโยชน์ (AOR 2.04) และการรับรู้ความรุนแรง (AOR 1.77) โดยวิเคราะห์ด้วย generalized linear mixed model [11] ภาพที่ 2 แสดงค่าเหล่านี้เทียบกับตัวแปรร่วมอื่น

กราฟ forest plot ค่า adjusted odds ratio ของปัจจัยตาม Health Belief Model ที่สัมพันธ์กับความตั้งใจรับวัคซีน COVID-19 ในกลุ่มเปราะบางของไทย จากงานวิจัยของ Rukchart และคณะ 2024
ภาพที่ 2: Forest plot ค่า adjusted odds ratio และ 95% CI ของปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจรับวัคซีน COVID-19 ในกลุ่มเปราะบางของไทย (n = 945) สีน้ำเงินคือตัวแปรใน HBM ที่มา: ผู้เขียนสร้างด้วย R จากค่าที่รายงานในบทคัดย่อของ Rukchart และคณะ (2024)

บทเรียนจากงานนี้คือ ในบริบทชุมชนไทย สิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ เช่น คำแนะนำของบุคลากรสุขภาพและข้อมูลจาก อสม. อาจมีน้ำหนักมาก ดังที่ผู้วิจัยอภิปรายไว้ ผู้ที่ใช้ HBM จึงไม่ควรวัดด้านนี้ด้วยข้อคำถามเพียงข้อเดียว

2) แบบสอบถาม HBM ในชุมชนภาคเหนือ

Seangpraw และคณะ (2022) ศึกษาผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 1,024 คนในเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และพะเยา แบบสอบถามแบ่งเป็น 6 ส่วน คือ การรับรู้ความรุนแรง 13 ข้อ การรับรู้โอกาสเสี่ยง 12 ข้อ self-efficacy 12 ข้อ ประโยชน์และอุปสรรครวมกัน 10 ข้อ สิ่งชักนำ 12 ข้อ และการตัดสินใจรับวัคซีน 10 ข้อ ใช้มาตรวัด 3 ระดับ ผ่านการตรวจความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ทดลองใช้กับ 30 คน ได้ Cronbach’s alpha 0.76–0.82 และแบ่งระดับคะแนนเป็นสูง (≥80%) ปานกลาง (60–79%) และต่ำ (<60%) ผลการถดถอยพหุคูณอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมป้องกันได้ร้อยละ 42.5 [12] ข้อสังเกตเชิงออกแบบคือ การรวมประโยชน์กับอุปสรรคไว้ในส่วนเดียวทำให้แยกผลของสององค์ประกอบนี้ไม่ได้ ทั้งที่หลักฐานเชิงอภิมานชี้ว่าทั้งสองเป็นตัวทำนายที่สำคัญที่สุด

3) การป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้าน

Khamai และคณะ (2024) ศึกษาผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรค 422 คนในจังหวัดเชียงราย พบว่าคะแนนพฤติกรรมป้องกันสัมพันธ์กับการรับรู้ประโยชน์ (r = 0.581) การรับรู้โอกาสเสี่ยง (r = 0.565) self-efficacy (r = 0.526) การรับรู้ความรุนแรง (r = 0.452) และสิ่งชักนำ (r = 0.179) [13] งานนี้เป็นต้นแบบที่ดีของการเชื่อมคะแนนพฤติกรรมกับผลลัพธ์ทางคลินิก คือภาพรังสีทรวงอก

4) การแปลและตรวจสอบเครื่องมือ HBM ฉบับภาษาไทย

Suriyong และคณะ (2023) แปล Champion’s Health Belief Model Scale เป็นภาษาไทยด้วยวิธี forward–back translation ให้คณะผู้เชี่ยวชาญตรวจ เพิ่มข้อคำถามเรื่องอัลตราซาวด์ 11 ข้อ (I-CVI เฉลี่ย 1.00 จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน) และทดสอบกับสตรีไทยอายุ 40–70 ปี 130 คน ได้เครื่องมือ 64 ข้อ 10 ด้าน มาตรวัด Likert 5 ระดับ ค่า alpha รายด้าน 0.74–0.93 และ confirmatory factor analysis สนับสนุนโมเดล 10 องค์ประกอบ [14] นี่คือตัวอย่างที่ควรอ้างเมื่อจะใช้เครื่องมือต่างประเทศในบริบทไทย

ตัวอย่างการสร้างกรอบแบบสอบถามตาม HBM ทีละขั้น

สมมติโจทย์วิทยานิพนธ์: “ปัจจัยตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้าน” ตัวเลขในตัวอย่างนี้เป็นการออกแบบเพื่อสาธิต ไม่ใช่ข้อมูลจากงานวิจัยจริง

ขั้นที่ 1 กำหนดตัวแปรตามให้เป็นพฤติกรรมที่วัดได้ เช่น ความถี่ของการสวมหน้ากาก การแยกภาชนะ และการไปตรวจคัดกรองในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ไม่ใช้ “ความรู้” หรือ “ทัศนคติ” เป็นตัวแปรตาม เพราะ HBM อธิบายพฤติกรรม

ขั้นที่ 2 จับคู่องค์ประกอบกับส่วนของแบบสอบถาม แยกทุกองค์ประกอบเป็นส่วนของตัวเอง ห้ามรวมประโยชน์กับอุปสรรค ดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3: โครงสร้างแบบสอบถามตัวอย่างตาม HBM (ฉบับรวม self-efficacy)

ส่วนองค์ประกอบ/ตัวแปรจำนวนข้อมาตรวัดช่วงคะแนน
ส่วนที่ 1ข้อมูลทั่วไป (ปัจจัยร่วม)8เลือกตอบ/เติมคำไม่รวมคะแนน
ส่วนที่ 2การรับรู้โอกาสเสี่ยง6Likert 5 ระดับ6–30
ส่วนที่ 3การรับรู้ความรุนแรง6Likert 5 ระดับ6–30
ส่วนที่ 4การรับรู้ประโยชน์6Likert 5 ระดับ6–30
ส่วนที่ 5การรับรู้อุปสรรค (กลับคะแนนเมื่อรวมเป็นดัชนี)6Likert 5 ระดับ6–30
ส่วนที่ 6ความเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง6Likert 5 ระดับ6–30
ส่วนที่ 7สิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ5เคย/ไม่เคยได้รับ (นับจำนวน)0–5
ส่วนที่ 8พฤติกรรมการป้องกันวัณโรค (ตัวแปรตาม)10ความถี่ 4 ระดับ (0–3)0–30

รวม 53 ข้อ ช่วงคะแนนรายด้านคำนวณจาก จำนวนข้อ × ค่าต่ำสุด ถึง จำนวนข้อ × ค่าสูงสุด เช่น 6 × 1 = 6 ถึง 6 × 5 = 30

ขั้นที่ 3 กำหนดเกณฑ์แปลผลล่วงหน้า ถ้าใช้เกณฑ์ร้อยละของคะแนนเต็มแบบที่ Seangpraw และคณะใช้ [12] ด้านที่มี 6 ข้อ คะแนนเต็ม 30 จะได้ระดับสูง ≥ 24 คะแนน (0.80 × 30) ระดับปานกลาง 18–23 คะแนน (0.60 × 30 = 18) และระดับต่ำ < 18 คะแนน ต้องเขียนเกณฑ์นี้พร้อมแหล่งอ้างอิงในบทที่ 3 ก่อนเก็บข้อมูล ไม่ใช่เลือกเกณฑ์หลังเห็นผล

ขั้นที่ 4 ตรวจคุณภาพเครื่องมือ ให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 คนตรวจความตรงเชิงเนื้อหา ปรับข้อคำถาม แล้วทดลองใช้กับกลุ่มที่คล้ายกลุ่มตัวอย่าง (งานไทยข้างต้นใช้ 30 คน) และรายงานค่า Cronbach’s alpha รายด้าน โดยเกณฑ์ที่ใช้บ่อยคือมากกว่า 0.70 ตามที่ Suriyong และคณะระบุไว้ [14] ถ้าแปลเครื่องมือจากภาษาอังกฤษ ให้ทำ back-translation และขออนุญาตผู้พัฒนา

ขั้นที่ 5 เลือกสถิติให้ตรงกับชนิดตัวแปรตาม ถ้าตัวแปรตามเป็นคะแนนต่อเนื่อง ใช้ multiple linear regression ตามแบบ Seangpraw และคณะ [12] ถ้าเป็นตัวแปรสองค่า เช่น ตั้งใจ/ไม่ตั้งใจรับวัคซีน ใช้ logistic regression หรือ mixed model ถ้าสุ่มแบบกลุ่มตามแบบ Rukchart และคณะ [11] ถ้ายังลังเลเรื่องโปรแกรม อ่านเพิ่มที่ SPSS vs R vs Python และเขียนรายละเอียดทั้งหมดตามแนวทางใน การเขียนส่วน Methods

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและข้อจำกัดของ HBM

  • วัดไม่ครบองค์ประกอบ แต่ยังเรียกว่าใช้ HBM ทั้งที่ systematic review พบว่าแม้งานทดลองที่ตีพิมพ์แล้วก็มีเพียงส่วนน้อยที่ใช้ครบ [8]
  • ใช้ชื่อองค์ประกอบปะปนกัน เช่น เขียน “การรับรู้ความรุนแรง” ในบทที่ 2 แต่ตั้งชื่อตัวแปรเป็น “ความตระหนัก” ในบทที่ 4 ควรใช้ชื่อเดียวกันทั้งเล่มตั้งแต่ โครงร่างวิทยานิพนธ์
  • ตีความความสัมพันธ์เชิงเหตุผลจากการศึกษาภาคตัดขวาง งานไทยส่วนใหญ่ในตัวอย่างข้างต้นเป็นแบบภาคตัดขวาง จึงเขียนได้ว่า “สัมพันธ์กับ” หรือ “ทำนาย” ไม่ใช่ “เป็นสาเหตุ”
  • วัดความตั้งใจแต่สรุปเป็นพฤติกรรม ความตั้งใจรับวัคซีนไม่เท่ากับการรับวัคซีนจริง ต้องเขียนข้อจำกัดนี้ในบทที่ 5
  • ไม่อภิปรายข้อจำกัดของทฤษฎี Carpenter ชี้ว่าการรับรู้โอกาสเสี่ยงและความรุนแรงมีกำลังทำนายอ่อนกว่าประโยชน์และอุปสรรค [7] ถ้าผลของคุณพบเช่นเดียวกัน ให้อภิปรายโดยอ้างหลักฐานนี้ แทนที่จะมองว่าเป็นผลผิดปกติ

หากต้องการรวบรวมงาน HBM ในหัวข้อของคุณอย่างเป็นระบบเพื่อเขียนบทที่ 2 ให้หนักแน่น ดูขั้นตอนเพิ่มเติมได้ที่ วิธีทำ Systematic Review

สรุป

HBM ยังเป็นกรอบที่มีประโยชน์สำหรับงานวิจัยพฤติกรรมสุขภาพ แต่หลักฐานเชิงอภิมานชี้ว่าคุณค่าของมันขึ้นกับการวัดที่ครบและการวางโมเดลที่สมเหตุสมผล ใช้รายการตรวจสอบนี้ก่อนส่งโครงร่าง

  • ระบุฉบับของ HBM ที่ใช้ (ดั้งเดิม หรือรวม self-efficacy ตาม Rosenstock และคณะ 1988)
  • วาดกรอบแนวคิดที่แยกองค์ประกอบครบ 6 ด้าน พร้อมปัจจัยร่วม
  • มีนิยามเชิงปฏิบัติการและจำนวนข้อคำถามของทุกด้าน ไม่รวมประโยชน์กับอุปสรรค
  • ระบุการกลับคะแนนด้านอุปสรรค และเกณฑ์แปลผลพร้อมแหล่งอ้างอิงก่อนเก็บข้อมูล
  • รายงานความตรงเชิงเนื้อหา ผลการทดลองใช้ และ Cronbach’s alpha รายด้าน
  • ถ้าแปลเครื่องมือ ทำ back-translation และขออนุญาตผู้พัฒนา
  • เลือกสถิติตามชนิดตัวแปรตาม และเขียนผลด้วยภาษาที่ไม่อ้างความเป็นเหตุเป็นผลเกินแบบแผนการวิจัย
  • อ้างงานไทยที่ใช้ HBM ในประชากรใกล้เคียง เพื่อเทียบผลในบทที่ 5

ถ้าคุณร่างกรอบแนวคิดและแบบสอบถามตาม HBM แล้ว แต่ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจความสอดคล้องระหว่างทฤษฎี นิยามเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือ และการวิเคราะห์ บริการ วิทยานิพนธ์ ของ Editverse ตรวจทานและขัดเกลางานโดยบรรณาธิการที่มีปริญญาเอกหรือแพทยศาสตรบัณฑิตในสาขาของคุณ เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ ติดต่อได้ที่ [email protected]

คำถามที่พบบ่อย

HBM มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค สิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ และความมั่นใจในความสามารถตนเอง (self-efficacy) ซึ่งรวมเข้ามาในฉบับของ Rosenstock และคณะ (1988)

วัดการรับรู้ประโยชน์และอุปสรรครวมกันได้หรือไม่

ไม่ควร ทุกด้านต้องมีนิยามเชิงปฏิบัติการและข้อคำถามแยกกัน และต้องระบุการกลับคะแนนด้านอุปสรรคไว้ล่วงหน้า

ใช้แบบสอบถาม HBM ที่แปลมาต้องทำอะไร

ทำ back-translation ขออนุญาตผู้พัฒนา และรายงานความตรงเชิงเนื้อหา ผลการทดลองใช้ และ Cronbach’s alpha รายด้าน

เอกสารอ้างอิง

  1. National Cancer Institute. (2005). Theory at a glance: A guide for health promotion practice (2nd ed.). U.S. Department of Health and Human Services, National Institutes of Health. https://cancercontrol.cancer.gov/sites/default/files/2020-06/theory.pdf
  2. Rosenstock, I. M. (1966). Why people use health services. The Milbank Memorial Fund Quarterly, 44(3), 94–127. doi:10.2307/3348967
  3. Rosenstock, I. M. (1974). Historical origins of the health belief model. Health Education Monographs, 2(4), 328–335. doi:10.1177/109019817400200403
  4. Champion, V. L. (1984). Instrument development for health belief model constructs. Advances in Nursing Science, 6(3), 73–85. doi:10.1097/00012272-198404000-00011 PMID: 6426380
  5. Rosenstock, I. M., Strecher, V. J., & Becker, M. H. (1988). Social learning theory and the Health Belief Model. Health Education Quarterly, 15(2), 175–183. doi:10.1177/109019818801500203 PMID: 3378902
  6. Janz, N. K., & Becker, M. H. (1984). The Health Belief Model: A decade later. Health Education Quarterly, 11(1), 1–47. doi:10.1177/109019818401100101 PMID: 6392204
  7. Carpenter, C. J. (2010). A meta-analysis of the effectiveness of health belief model variables in predicting behavior. Health Communication, 25(8), 661–669. doi:10.1080/10410236.2010.521906 PMID: 21153982
  8. Jones, C. J., Smith, H., & Llewellyn, C. (2014). Evaluating the effectiveness of health belief model interventions in improving adherence: A systematic review. Health Psychology Review, 8(3), 253–269. doi:10.1080/17437199.2013.802623 PMID: 25053213
  9. Jones, C. L., Jensen, J. D., Scherr, C. L., Brown, N. R., Christy, K., & Weaver, J. (2015). The Health Belief Model as an explanatory framework in communication research: Exploring parallel, serial, and moderated mediation. Health Communication, 30(6), 566–576. doi:10.1080/10410236.2013.873363 PMID: 25010519
  10. ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre). (2026). ระบบสืบค้นบทความวารสารไทย TCI. https://search.tci-thailand.org/
  11. Rukchart, N., Hnuploy, K., Eltaybani, S., et al. (2024). Prevalence and determinants of COVID-19 vaccine acceptance among vulnerable populations in Thailand: An application of the health belief model. Heliyon, 10(4), e26043. doi:10.1016/j.heliyon.2024.e26043 PMID: 38384553
  12. Seangpraw, K., Pothisa, T., Boonyathee, S., et al. (2022). Using the Health Belief Model to predict vaccination intention among COVID-19 unvaccinated people in Thai communities. Frontiers in Medicine, 9, 890503. doi:10.3389/fmed.2022.890503 PMID: 35721100
  13. Khamai, N., Seangpraw, K., & Ong-Artborirak, P. (2024). Using the Health Belief Model to predict tuberculosis preventive behaviors among tuberculosis patients’ household contacts during the COVID-19 pandemic in the border areas of Northern Thailand. Journal of Preventive Medicine and Public Health, 57(3), 223–233. doi:10.3961/jpmph.23.453 PMID: 38726580
  14. Suriyong, P., Jiraniramai, S., Wongpakaran, N., et al. (2023). Translation, adaptation, and validation of the Modified Thai Version of Champion’s Health Belief Model Scale (MT-CHBMS). Healthcare, 11(1), 128. doi:10.3390/healthcare11010128 PMID: 36611589

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *