เมทริกซ์ตัดสินใจเลือกการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ หรือแบบผสมผสาน ตามลักษณะคำถามวิจัย 8 แบบ

การวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ และแบบผสมผสาน: เลือกใช้อย่างไร

การวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ และแบบผสมผสานไม่ได้ดีกว่ากัน แต่ละแนวทางตอบคำถามวิจัยคนละชนิด ดังนั้นการเลือกที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการเขียนคำถามวิจัยให้ชัด แล้วจึงเลือกวิธีและเกณฑ์คุณภาพที่ตรงกับคำถามนั้น

นักศึกษาบัณฑิตศึกษาจำนวนมากเลือกแนวทางการวิจัยจากความถนัด เช่น “ทำแบบสอบถามเพราะใช้ SPSS เป็น” หรือ “ทำสัมภาษณ์เพราะไม่ชอบสถิติ” แล้วจึงพบปัญหาในวันสอบโครงร่างว่าวิธีที่เลือกตอบคำถามที่ตั้งไว้ไม่ได้ บทความนี้อธิบายนิยามของทั้งสามแนวทาง วิธีตัดสินใจด้วยเมทริกซ์ เกณฑ์ความน่าเชื่อถือของการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบแผนผสมผสานของ Creswell และคณะ พร้อมตัวอย่างการวางแผนทีละขั้นและตัวอย่างจริงจากงานวิจัยไทยที่ตีพิมพ์แล้ว

การวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ และแบบผสมผสาน ต่างกันอย่างไร

การวิจัยเชิงปริมาณ ตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ความแตกต่างระหว่างกลุ่ม หรือการพรรณนาคุณลักษณะของประชากรด้วยตัวเลข คำถามถูกกำหนดอย่างแม่นยำตั้งแต่เริ่มการศึกษาและผูกกับประชากร ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และแบบการวิจัย [1] ผลที่ได้จึงตอบว่า “มากน้อยเท่าใด” และ “สัมพันธ์กันหรือไม่”

การวิจัยเชิงคุณภาพ ตั้งคำถามหลัก (central question) ที่สำรวจปรากฏการณ์อย่างกว้าง เพื่อนำเสนอมุมมองที่หลากหลายของผู้ให้ข้อมูล คำถามเชิงคุณภาพมักถูกทบทวนและปรับระหว่างการเก็บข้อมูล และผลของการวิจัยอาจนำไปสู่การสร้างสมมติฐานใหม่ (hypothesis-generating) หรือการทดสอบสมมติฐานก็ได้ [1] ผลที่ได้จึงตอบว่า “ทำไม” “อย่างไร” และ “มีความหมายอย่างไรต่อผู้ที่ประสบ”

การวิจัยแบบผสมผสาน ใช้ทั้งสองแนวทางในการศึกษาเดียว โดยหัวใจไม่ใช่การมีข้อมูลสองชนิด แต่คือการบูรณาการ (integration) ให้ข้อมูลทั้งสองส่วนเชื่อมกันอย่างตั้งใจในระดับแบบแผน ระดับวิธีการ และระดับการตีความ [2] เมื่อการศึกษาต้องใช้ทั้งคำถามเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยสามารถเขียนเป็นคำถามแบบผสมผสานข้อเดียวที่สะท้อนการบูรณาการนี้ได้ [1]

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบสามแนวทางการวิจัย (สังเคราะห์จาก [1], [3], [2], [4])

ประเด็นเชิงปริมาณการวิจัยเชิงคุณภาพแบบผสมผสาน
คำถามวิจัยความสัมพันธ์ ความแตกต่าง ขนาดของปรากฏการณ์ กำหนดชัดตั้งแต่ต้นประสบการณ์ ความหมาย กระบวนการ คำถามหลักปรับได้ระหว่างเก็บข้อมูลมีทั้งสองแบบ และคำถามหนึ่งต้องอาศัยคำตอบของอีกคำถาม
ข้อมูลตัวเลขจากแบบสอบถาม การวัด เวชระเบียนคำพูด ข้อความ การสังเกต บันทึกภาคสนามทั้งสองแบบ พร้อมจุดเชื่อมที่วางแผนไว้
การได้มาซึ่งผู้ร่วมวิจัยสุ่มเพื่อเป็นตัวแทนประชากร คำนวณขนาดตัวอย่างล่วงหน้าเลือกแบบเจาะจงตามความหลากหลายของประสบการณ์ หยุดเมื่อข้อมูลอิ่มตัวมักเลือกผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ตอบแบบสำรวจ
การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและอนุมานการวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์ประเด็น ทฤษฎีฐานรากวิเคราะห์แยกแล้วบูรณาการ เช่น ตารางแสดงผลร่วม
เกณฑ์คุณภาพความตรงภายใน ความเที่ยง การสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือ 4 ด้านของ Lincoln และ Guba และการสะท้อนตนเองคุณภาพของแต่ละส่วน บวกคุณภาพของการบูรณาการ
แนวทางการรายงานตามแบบการศึกษา เช่น STROBE, CONSORTCOREQ (32 ข้อ) หรือ SRQR (21 ข้อ)อธิบายเหตุผลของแบบแผนและวิธีบูรณาการให้ชัด

เลือกอย่างไร: เริ่มจากคำถามวิจัย ไม่ใช่จากความถนัด

หลักตัดสินใจที่ใช้ได้จริงคือ เขียนคำถามวิจัยทุกข้อออกมาก่อน แล้วถามสามข้อ ข้อแรก คำถามต้องการคำตอบเป็นตัวเลขที่สรุปไปยังประชากรได้ หรือต้องการความเข้าใจเชิงลึกต่อประสบการณ์และความหมาย ข้อสอง ถ้ามีทั้งสองแบบ คำถามหนึ่งต้องรอผลของอีกคำถามหรือไม่ ข้อสาม เวลา งบประมาณ และทักษะของผู้วิจัยพอสำหรับการวิจัยสองระยะหรือไม่ ภาพที่ 1 สรุปสถานการณ์แปดแบบเป็นเมทริกซ์ตัดสินใจ

เมทริกซ์ตัดสินใจเลือกการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ หรือแบบผสมผสาน ตามลักษณะคำถามวิจัย 8 แบบ
ภาพที่ 1: เมทริกซ์ตัดสินใจระหว่างลักษณะคำถามวิจัยกับแนวทางการวิจัย สีเข้มคือแนวทางที่เหมาะที่สุด ที่มา: สังเคราะห์โดย Editverse จาก Barroga & Matanguihan (2022) และ Fetters, Curry & Creswell (2013)

สังเกตแถวสุดท้ายของเมทริกซ์ การวิจัยแบบผสมผสานไม่ใช่ทางเลือกที่ “ครบกว่า” เสมอไป ถ้าทรัพยากรไม่พอ งานที่ทำส่วนเชิงคุณภาพอย่างผิวเผินเพียงเพื่อให้เรียกว่าผสมผสานได้ จะอ่อนกว่างานที่ทำแนวทางเดียวอย่างดี หลักฐานจากการประเมินงานวิจัยแบบผสมผสาน 75 โครงการที่ได้รับทุนจากกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษพบว่า ผู้วิจัยส่วนใหญ่ไม่อธิบายเหตุผลของแบบแผนผสมผสาน รายงานแต่ละส่วนแยกกัน และแทบไม่มีความพยายามบูรณาการข้อมูล ส่วนเชิงคุณภาพยังขาดความโปร่งใสมากกว่า โดยข้อเสนอโครงการร้อยละ 42 (19 จาก 45) อธิบายส่วนเชิงคุณภาพไม่ชัด เทียบกับร้อยละ 18 (8 จาก 45) สำหรับส่วนเชิงปริมาณ [5]

เกณฑ์ความน่าเชื่อถือของการวิจัยเชิงคุณภาพ: Lincoln & Guba และ COREQ

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในบทที่ 3 ของวิทยานิพนธ์เชิงคุณภาพ คือการนำเกณฑ์ของการวิจัยเชิงปริมาณ เช่น ความตรงภายใน การสรุปอ้างอิง หรือค่าความเที่ยง มาใช้ตรง ๆ Korstjens และ Moser ชี้ว่าเกณฑ์เหล่านี้ไม่เหมาะกับการตัดสินคุณภาพของการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งใช้แนวคิดความน่าเชื่อถือ (trustworthiness) แทน และเกณฑ์ที่รู้จักมากที่สุดคือสี่ด้านของ Lincoln และ Guba ได้แก่ credibility, transferability, dependability และ confirmability โดยมีการสะท้อนตนเอง (reflexivity) เป็นส่วนสำคัญของความโปร่งใส [3] [6]

ตารางที่ 2: เกณฑ์ความน่าเชื่อถือของการวิจัยเชิงคุณภาพและกลยุทธ์ (นิยามและกลยุทธ์ตาม Korstjens & Moser [3] ซึ่งอ้างอิง Lincoln & Guba [6])

เกณฑ์ (Lincoln & Guba)ความหมายกลยุทธ์ที่ใช้เขียนไว้ที่ไหนในวิทยานิพนธ์
Credibility ความน่าเชื่อถือผลการวิจัยสะท้อนมุมมองเดิมของผู้ให้ข้อมูลอย่างถูกต้องการอยู่ในสนามนานพอ การสังเกตอย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบสามเส้า (ข้อมูล ผู้วิจัย วิธีการ) การให้ผู้ให้ข้อมูลตรวจสอบ (member check)บทที่ 3 หัวข้อการตรวจสอบคุณภาพข้อมูล
Transferability การถ่ายโอนผลผู้อ่านตัดสินได้ว่าผลใช้กับบริบทของตนได้หรือไม่การบรรยายอย่างละเอียด (thick description) ของบริบท ผู้ให้ข้อมูล และกระบวนการบทที่ 3 และส่วนต้นของบทที่ 4
Dependability ความคงเส้นคงวากระบวนการวิเคราะห์สอดคล้องกับมาตรฐานของแบบแผนที่เลือกร่องรอยการตรวจสอบ (audit trail) บันทึกการตัดสินใจทุกขั้นบทที่ 3 และภาคผนวก
Confirmability การยืนยันผลการตีความมาจากข้อมูล ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวของผู้วิจัยaudit trail ตัวอย่างคำพูดใต้แต่ละประเด็น ผู้ตรวจสอบภายนอกบทที่ 4 (คำพูดอ้างอิง) และภาคผนวก
Reflexivity การสะท้อนตนเองผู้วิจัยตระหนักถึงอคติและความสัมพันธ์กับผู้ให้ข้อมูลบันทึกสะท้อนคิด (reflexive diary) ระบุบทบาทและความสัมพันธ์ของผู้วิจัยบทที่ 3 หัวข้อบทบาทของผู้วิจัย

ประเด็นที่ควรระวังคือ transferability ผู้วิจัยไม่ได้เป็นผู้ประกาศว่าผลใช้ได้กับที่อื่น หน้าที่ของผู้วิจัยคือบรรยายบริบทและผู้ให้ข้อมูลให้ละเอียดพอที่ผู้อ่านจะตัดสินเองได้ [3] อีกประเด็นคือ การเลือกกลยุทธ์ต้องเหมาะกับผู้ให้ข้อมูล เช่น การส่งข้อค้นพบที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ให้ข้อมูลตรวจสอบอาจทำไม่ได้กับผู้ที่อ่านเขียนได้จำกัด [3]

COREQ และ SRQR: เกณฑ์ที่ใช้เขียนรายงาน

เกณฑ์ของ Lincoln และ Guba ใช้ตัดสินคุณภาพของการวิจัย ส่วนแนวทางการรายงานช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่าผู้วิจัยทำอะไรไปบ้าง COREQ ของ Tong และคณะ (2007) พัฒนาจากการรวบรวม 76 ข้อจากแบบตรวจสอบ 22 ฉบับ แล้วกลั่นเหลือ 32 ข้อสำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม แบ่งเป็นสามหมวด คือ ทีมวิจัยและการสะท้อนตนเอง แบบแผนการศึกษา และการวิเคราะห์และการรายงาน [7] ส่วน SRQR ของ O’Brien และคณะ (2014) มี 21 ข้อ ใช้ได้กับการวิจัยเชิงคุณภาพทุกแบบแผน [8]

สำหรับขนาดตัวอย่าง การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบของ Hennink และ Kaiser (2022) จาก 23 บทความพบว่า การศึกษาที่ใช้ข้อมูลจริงถึงจุดอิ่มตัวในช่วงการสัมภาษณ์ 9–17 ครั้ง หรือการสนทนากลุ่ม 4–8 กลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อประชากรค่อนข้างเป็นเนื้อเดียวกันและวัตถุประสงค์แคบ ส่วนงานที่ซับซ้อนกว่า เช่น หลายประเทศ ต้องใช้ตัวอย่างมากขึ้น [9] ตัวเลขนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการวางแผน ไม่ใช่โควตาตายตัว

แบบแผนการวิจัยแบบผสมผสานของ Creswell และคณะ

Fetters, Curry และ Creswell (2013) อธิบายแบบแผนพื้นฐานไว้สามแบบ [2] แบบ exploratory sequential เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพก่อน แล้วใช้ข้อค้นพบกำหนดการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น สัมภาษณ์เพื่อหาประเด็นแล้วสร้างข้อคำถามในแบบสำรวจ แบบ explanatory sequential เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณก่อน แล้วใช้ผลกำหนดการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่ออธิบายผลนั้น ส่วนแบบ convergent เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งสองแบบในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบหรือรวมกัน

แผนภาพสามแบบแผนหลักของการวิจัยแบบผสมผสาน: convergent, explanatory sequential และ exploratory sequential
ภาพที่ 2: สามแบบแผนหลักของการวิจัยแบบผสมผสาน และจุดบูรณาการของแต่ละแบบ ที่มา: นิยามตาม Fetters, Curry & Creswell (2013); ตัวอย่างจาก Sriyasak et al. (2024)

ในระดับวิธีการ การบูรณาการเกิดได้สี่ทาง คือ connecting (ฐานข้อมูลหนึ่งเชื่อมกับอีกฐานผ่านการเลือกตัวอย่าง) building (ฐานข้อมูลหนึ่งกำหนดวิธีเก็บข้อมูลของอีกฐาน) merging (นำสองฐานมาวิเคราะห์ร่วมกัน) และ embedding (เชื่อมกันหลายจุดตลอดการศึกษา) ส่วนในระดับการตีความและรายงาน ใช้การเขียนบรรยาย การแปลงข้อมูล หรือตารางแสดงผลร่วม (joint display) [2] ผลของการบูรณาการมีได้สามแบบ คือ ยืนยันกัน (confirmation) ขยายความกัน (expansion) หรือขัดแย้งกัน (discordance) ซึ่งกรณีหลังผู้วิจัยควรอธิบายที่มาของความไม่สอดคล้อง ไม่ใช่ตัดผลที่ไม่ตรงกันทิ้ง

ตัวอย่างการตัดสินใจทีละขั้น: วิทยานิพนธ์เรื่องการใช้ยาของผู้สูงอายุ

สมมุตินักศึกษาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตต้องการศึกษาความร่วมมือในการใช้ยาของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในอำเภอหนึ่ง ซึ่งมีผู้ป่วยขึ้นทะเบียน 1,200 คน ตารางที่ 3 แสดงลำดับการตัดสินใจ

ตารางที่ 3: เจ็ดขั้นของการเลือกแนวทางและวางแผนวิทยานิพนธ์ (ตัวอย่างสมมุติ ตัวเลขขนาดตัวอย่างคำนวณโดยผู้เขียน)

ขั้นสิ่งที่ตัดสินตัวอย่าง: ความร่วมมือในการใช้ยาของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง
1เขียนคำถามวิจัยทุกข้อก่อน แล้วติดป้ายว่าแต่ละข้อเป็นเชิงตัวเลขหรือเชิงความหมายข้อ 1: ร้อยละเท่าใดใช้ยาไม่สม่ำเสมอ และปัจจัยใดสัมพันธ์ (ตัวเลข) ข้อ 2: ผู้ที่ใช้ยาไม่สม่ำเสมอเผชิญอุปสรรคอะไรและให้ความหมายต่อการกินยาอย่างไร (ความหมาย)
2ถ้ามีทั้งสองแบบ ถามว่าคำถามหนึ่งต้องรอคำตอบของอีกคำถามหรือไม่ข้อ 2 ต้องรู้ก่อนว่าใครอยู่กลุ่มใช้ยาไม่สม่ำเสมอ จึงเป็น explanatory sequential
3คำนวณขนาดตัวอย่างระยะเชิงปริมาณN = 1,200 ใช้สูตรสัดส่วน p = 0.5, e = 0.05, z = 1.96 ได้ n0 = 384.16 ปรับประชากรจำกัด n = 384.16 / (1 + 383.16/1,200) = 291.18 → 292 คน เผื่อไม่ตอบ 10% → 292/0.9 = 324.4 → 325 คน
4กำหนดวิธีเชื่อมสองระยะ (connecting)เลือกผู้ให้สัมภาษณ์จากผู้ตอบแบบสำรวจ: กลุ่มคะแนนความร่วมมือต่ำสุดหนึ่งในสี่ และกลุ่มสูงสุดหนึ่งในสี่ กระจายเพศ อายุ และตำบล
5วางแผนขนาดตัวอย่างเชิงคุณภาพและเกณฑ์หยุดวางแผนกลุ่มละประมาณ 10–12 คน (รวม 20–24 คน) เพราะช่วง 9–17 คนใช้กับกลุ่มที่ค่อนข้างเป็นเนื้อเดียวกัน และกำหนดเกณฑ์หยุดเมื่อไม่พบรหัสใหม่ไว้ล่วงหน้า
6เลือกกลยุทธ์ความน่าเชื่อถือผู้ลงรหัสคนที่สองอ่าน 5 บทสัมภาษณ์แรกอย่างอิสระ member check บันทึกสะท้อนคิด audit trail
7วางแผนการบูรณาการและการรายงานตารางแสดงผลร่วม: ปัจจัยที่มีนัยสำคัญจากระยะที่ 1 คู่กับประเด็นจากระยะที่ 2 แล้วระบุว่ายืนยัน ขยาย หรือขัดแย้งกัน

จุดสำคัญของตัวอย่างนี้อยู่ที่ขั้น 2 และขั้น 4 คำถามข้อ 2 พึ่งพาผลของข้อ 1 จึงเลือก explanatory sequential ไม่ใช่ convergent และการเลือกผู้ให้สัมภาษณ์จากสองขั้วของคะแนนความร่วมมือ คือการบูรณาการแบบ connecting ที่ทำให้ระยะเชิงคุณภาพตอบคำถามที่ระยะเชิงปริมาณทิ้งไว้ได้ตรงจุด ส่วนขั้น 5 เลือกกลุ่มละประมาณ 10–12 คนแทนการใช้ตัวเลขรวมเพียงชุดเดียว เพราะช่วงที่ Hennink และ Kaiser รายงานมาจากการศึกษาที่ประชากรค่อนข้างเป็นเนื้อเดียวกัน [9] ขณะที่ตัวอย่างนี้มีสองกลุ่มที่มีประสบการณ์ต่างกัน

แบบแผนลักษณะนี้มีงานตีพิมพ์จริงในประเทศไทย Buathong และคณะ (2024) ศึกษาผู้ป่วยมุสลิมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนชนบทภาคใต้ ระยะเชิงปริมาณมีผู้ป่วย 138 คน พบความไม่ร่วมมือในการใช้ยาร้อยละ 75.36 จากนั้นเลือกผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึก 22 คนจากผู้ตอบแบบสำรวจแบบเจาะจง ให้ครอบคลุมระดับความร่วมมือ เพศ และอายุ และกำหนดจำนวนตามหลักการอิ่มตัวของข้อมูล พร้อมสนทนากลุ่มกับบุคลากรสุขภาพ 10 คน [10]

ตัวอย่างจริง: งานวิจัยแบบผสมผสานของไทยที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ

งานของ Sriyasak และคณะ (2024) ใน American Journal of Men’s Health เป็นตัวอย่างที่แสดงองค์ประกอบครบทั้งการคำนวณขนาดตัวอย่าง การเชื่อมสองระยะ และการรายงานความน่าเชื่อถือ [11]

ตารางที่ 4: สรุปงานของ Sriyasak และคณะ (2024) [11]

องค์ประกอบสิ่งที่ผู้วิจัยรายงานไว้
คำถามและแบบแผนศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของบิดาในการเลี้ยงดูบุตรปฐมวัย ใช้ explanatory sequential mixed methods
ระยะเชิงปริมาณสุ่มแบบหลายขั้นตอนจากเขตสุขภาพที่ 5 ได้บิดาของเด็กอายุ 3–5 ปี จาก 32 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คำนวณด้วย G*Power (α = .05, อำนาจ .95, ตัวแปรทำนาย 5 ตัว, f2 = .10) ได้ขั้นต่ำ 204 คน เผื่อสูญหายร้อยละ 13.2 จึงเก็บ 230 คน
ผลเชิงปริมาณการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบสามปัจจัย ได้แก่ การรับรู้ทักษะการเลี้ยงดู การแบ่งความรับผิดชอบ และความพึงพอใจในชีวิตสมรส อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 53
การเชื่อมสู่ระยะเชิงคุณภาพเชิญบิดาที่ตอบแบบสำรวจแล้วมาสัมภาษณ์เชิงลึก เลือกแบบ maximum variation ตามอายุ พื้นที่ เศรษฐานะ และการศึกษา จนข้อมูลอิ่มตัวที่ 20 คน นำร่องแนวคำถามกับ 3 คนก่อน
ความน่าเชื่อถืออ้างเกณฑ์ของ Lincoln และ Guba: ผู้วิจัยลงรหัสอิสระแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญเชิงคุณภาพทบทวน ประชุมทีมเพื่อความคงเส้นคงวา เชิญบุคคลภายนอก 3 คนตรวจผล ใส่คำพูดจริงใต้แต่ละประเด็น และเก็บข้อมูลดิบทั้งหมด
การบูรณาการอ้างแนวทางบูรณาการของ Fetters และคณะ แต่รายงานผลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพแยกกัน ผลเชิงคุณภาพได้สามประเด็นหลัก คือ การมีส่วนร่วมอย่างรับผิดชอบ ปฏิสัมพันธ์พ่อลูก และการฝึกวินัย ซึ่งผู้วิจัยระบุว่าขยายความผลเชิงตัวเลข
จริยธรรมและทุนผ่านคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย (RECHH No.025/2023) ได้รับทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ 2566

บทเรียนสำหรับวิทยานิพนธ์มีสามข้อ ข้อแรก ระยะเชิงปริมาณมีการคำนวณขนาดตัวอย่างพร้อมระบุค่าทุกตัวที่ใช้ ข้อสอง ระยะเชิงคุณภาพระบุวิธีเลือกผู้ให้ข้อมูล เกณฑ์หยุด และกลยุทธ์ความน่าเชื่อถือรายด้าน ไม่ได้เขียนเพียงว่า “ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ” ข้อสาม งานนี้อ้างแนวทางบูรณาการของ Fetters และคณะ แต่รายงานผลสองส่วนแยกกัน วิทยานิพนธ์จึงควรทำให้ชัดกว่านี้ เช่น ใช้ตารางแสดงผลร่วม (joint display) เพราะ O’Cathain และคณะพบว่างานผสมผสานมักไม่มีความพยายามบูรณาการข้อมูลและข้อค้นพบ [5]

บริบทไทย: สิ่งที่วารสารและกรรมการสอบคาดหวัง

วารสารการแพทย์ของไทยเริ่มกำหนดแนวทางการรายงานเชิงคุณภาพอย่างเป็นทางการ หน้าคำแนะนำผู้แต่งของ Journal of the Medical Association of Thailand ระบุให้ใช้แนวทาง SRQR หรือ COREQ สำหรับงานวิจัยเชิงคุณภาพ และระบุว่าแม้นโยบายนี้ค่อนข้างใหม่สำหรับผู้แต่งชาวไทย วารสารจะขอให้ผู้แต่งปฏิบัติตามอย่างจริงจัง [4] ในสายการพยาบาล บรรณาธิการของ Pacific Rim International Journal of Nursing Research ซึ่งเผยแพร่ในระบบ ThaiJO เขียนบทความแนะนำว่าต้นฉบับเชิงคุณภาพจำนวนมากถูกปฏิเสธหรือต้องแก้ไขใหญ่ เพราะให้ข้อมูลไม่พอ โครงสร้างไม่ดี ไม่ทำตามรูปแบบของวารสาร และเข้าใจผิดว่าความเข้มงวดของงานเชิงคุณภาพคืออะไร [12]

สำหรับวิทยานิพนธ์ ผลที่ตามมาคือ บทที่ 3 ของงานเชิงคุณภาพควรมีหัวข้อที่งานเชิงปริมาณไม่มี เช่น บทบาทและความสัมพันธ์ของผู้วิจัยกับผู้ให้ข้อมูล วิธีเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักและเกณฑ์หยุด แนวคำถามที่ผ่านการนำร่อง และกลยุทธ์ความน่าเชื่อถือรายด้าน ซึ่งตรงกับหมวดแรกของ COREQ เรื่องทีมวิจัยและการสะท้อนตนเอง [7] ส่วนงานผสมผสานควรเขียนเหตุผลที่ต้องใช้สองแนวทาง ลำดับของสองระยะ และจุดบูรณาการไว้ตั้งแต่โครงร่าง เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ประเมินตรวจหา [5] ทั้งสองระยะยังต้องผ่านคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนเก็บข้อมูล ดังที่งานของ Sriyasak และคณะและ Buathong และคณะรายงานเลขที่การรับรองไว้ [11] [10] เมื่อจะส่งงานเชิงคุณภาพไปวารสาร Korstjens และ Moser แนะนำให้อธิบายในจดหมายนำส่งว่าเหตุใดคำถามนี้ต้องใช้แบบแผนเชิงคุณภาพ และแนบแบบตรวจสอบที่ใช้ไปด้วย [3] (ดูแนวทางเขียนได้ใน จดหมายนำส่งบทความวิชาการ: แม่แบบและตัวอย่าง)

สรุป

ก่อนส่งโครงร่างให้อาจารย์ที่ปรึกษา ตรวจการเลือกแนวทางการวิจัยด้วยรายการนี้

  • เขียนคำถามวิจัยครบทุกข้อ และติดป้ายแล้วว่าข้อใดต้องการคำตอบเชิงตัวเลข ข้อใดต้องการคำตอบเชิงความหมาย
  • แนวทางที่เลือกตรงกับคำถาม ไม่ได้เลือกจากความถนัดหรือโปรแกรมที่ใช้เป็น
  • ถ้าเป็นแบบผสมผสาน ระบุชื่อแบบแผน (convergent, explanatory หรือ exploratory sequential) และเหตุผลของลำดับ
  • ระบุจุดบูรณาการ (connecting, building, merging หรือ embedding) และวิธีรายงานผลร่วม เช่น joint display
  • ระยะเชิงปริมาณมีการคำนวณขนาดตัวอย่างพร้อมค่าทุกตัวที่ใช้
  • ระยะเชิงคุณภาพระบุวิธีเลือกผู้ให้ข้อมูล จำนวนที่วางแผน และเกณฑ์หยุดเมื่อข้อมูลอิ่มตัว
  • กลยุทธ์ความน่าเชื่อถือเขียนแยกครบทั้งสี่ด้านของ Lincoln และ Guba พร้อมการสะท้อนตนเอง
  • เตรียมแบบตรวจสอบ COREQ หรือ SRQR สำหรับตอนเขียนบทความจากวิทยานิพนธ์
  • แผนรองรับกรณีผลสองส่วนขัดแย้งกัน แทนการตัดผลที่ไม่ตรงทิ้ง

การเลือกแนวทางที่ตรงกับคำถามตั้งแต่โครงร่างช่วยให้บทที่ 3 ถึงบทที่ 5 ไม่ต้องรื้อใหม่ภายหลัง หากต้องการให้บรรณาธิการที่มีปริญญาเอกหรือแพทยศาสตรบัณฑิตในสาขาเดียวกับคุณตรวจความสอดคล้องระหว่างคำถามวิจัย แบบแผน และการรายงานความน่าเชื่อถือในโครงร่างหรือเล่มวิทยานิพนธ์ ดูรายละเอียดได้ที่ บริการแก้ไขและตรวจทานวิทยานิพนธ์ ของเรา เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ

คำถามที่พบบ่อย

ควรเลือกแนวทางการวิจัยจากอะไร

จากคำถามวิจัย ข้อที่ต้องการคำตอบเชิงตัวเลขใช้เชิงปริมาณ ข้อที่ต้องการคำตอบเชิงความหมายใช้เชิงคุณภาพ ไม่ใช่เลือกจากความถนัดหรือโปรแกรมที่ใช้เป็น

การวิจัยแบบผสมผสานมีแบบแผนอะไรบ้าง

แบบที่ใช้บ่อยคือ convergent, explanatory sequential และ exploratory sequential โดยต้องระบุเหตุผลของลำดับและจุดบูรณาการให้ชัด

งานเชิงคุณภาพแสดงความน่าเชื่อถืออย่างไร

เขียนกลยุทธ์ครบทั้งสี่ด้านตาม Lincoln และ Guba พร้อมการสะท้อนตนเอง และใช้แบบตรวจสอบ COREQ หรือ SRQR เมื่อเขียนบทความ

เอกสารอ้างอิง

  1. Barroga, E., & Matanguihan, G. J. (2022). A practical guide to writing quantitative and qualitative research questions and hypotheses in scholarly articles. Journal of Korean Medical Science, 37(16), e121. doi:10.3346/jkms.2022.37.e121 PMID: 35470596
  2. Fetters, M. D., Curry, L. A., & Creswell, J. W. (2013). Achieving integration in mixed methods designs—Principles and practices. Health Services Research, 48(6 Pt 2), 2134–2156. doi:10.1111/1475-6773.12117 PMID: 24279835
  3. Korstjens, I., & Moser, A. (2018). Series: Practical guidance to qualitative research. Part 4: Trustworthiness and publishing. European Journal of General Practice, 24(1), 120–124. doi:10.1080/13814788.2017.1375092 PMID: 29202616
  4. Journal of the Medical Association of Thailand. (n.d.). Submissions: Author guidelines (reporting guidelines: qualitative research — SRQR, COREQ). https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAThai/about/submissions
  5. O’Cathain, A., Murphy, E., & Nicholl, J. (2008). The quality of mixed methods studies in health services research. Journal of Health Services Research & Policy, 13(2), 92–98. doi:10.1258/jhsrp.2007.007074 PMID: 18416914
  6. Lincoln, Y. S., & Guba, E. G. (1985). Naturalistic inquiry. Sage Publications.
  7. Tong, A., Sainsbury, P., & Craig, J. (2007). Consolidated criteria for reporting qualitative research (COREQ): A 32-item checklist for interviews and focus groups. International Journal for Quality in Health Care, 19(6), 349–357. doi:10.1093/intqhc/mzm042 PMID: 17872937
  8. O’Brien, B. C., Harris, I. B., Beckman, T. J., Reed, D. A., & Cook, D. A. (2014). Standards for reporting qualitative research: A synthesis of recommendations. Academic Medicine, 89(9), 1245–1251. doi:10.1097/ACM.0000000000000388 PMID: 24979285
  9. Hennink, M., & Kaiser, B. N. (2022). Sample sizes for saturation in qualitative research: A systematic review of empirical tests. Social Science & Medicine, 292, 114523. doi:10.1016/j.socscimed.2021.114523 PMID: 34785096
  10. Buathong, N., Naruephai, S., Wanichanon, W., Rodkitvitthaya, K., Thananinkul, P., et al. (2024). Exploring symptoms perception and barriers to medication adherence among Thai Muslim patients with non-communicable diseases in a rural community in southern Thailand: A mixed-methods study. BMJ Open, 14(12), e089301. doi:10.1136/bmjopen-2024-089301 PMID: 39653570
  11. Sriyasak, A., Howharn, C., Chookunhom, P., Ket-in, V., & Sarakshetrin, A. (2024). Thai fathers’ involvement in childcare during early childhood: A mixed-methods study. American Journal of Men’s Health, 18(6), 15579883241301830. doi:10.1177/15579883241301830 PMID: 39624884
  12. Turale, S. (2025). Writing a rigorous qualitative journal article: Tips for authors. Pacific Rim International Journal of Nursing Research, 29(1), 1–7. doi:10.60099/prijnr.2025.270351

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *