ข้อผิดพลาดภาษาอังกฤษที่นักวิจัยไทยมักพบในบทความวิชาการ และวิธีแก้ไข — Editverse Thailand

ข้อผิดพลาดภาษาอังกฤษที่นักวิจัยไทยมักพบในบทความวิชาการ และวิธีแก้ไข

บทนำ

ทุกปี นักวิจัยไทยหลายพันคนส่งบทความวิชาการไปยังวารสารนานาชาติ ด้วยความหวังว่าผลงานที่พวกเขาทุ่มเทศึกษาค้นคว้ามาอย่างยาวนานจะได้รับการยอมรับในระดับโลก แต่ความเป็นจริงที่โหดร้ายคือบทความไทยจำนวนมากถูกปฏิเสธตั้งแต่ขั้นตอน desk rejection เพียงเพราะข้อผิดพลาดทางภาษาอังกฤษที่สามารถแก้ไขได้ก่อนส่ง บรรณาธิการวารสารระดับสูงรายงานว่าคุณภาพภาษาเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่บทความจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ถูกปฏิเสธ แม้งานวิจัยนั้นจะมีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์สูงก็ตาม

บทความนี้รวบรวมข้อผิดพลาดภาษาอังกฤษที่พบบ่อยที่สุดในบทความวิจัยของนักวิชาการไทย พร้อมตัวอย่างเปรียบเทียบ วิธีแก้ไข และเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาคุณภาพภาษาได้จริง หากคุณเป็นนักวิจัยที่กำลังเตรียมส่งบทความไปวารสาร Scopus, PubMed หรือ Web of Science บทความนี้คือสิ่งที่คุณต้องอ่านก่อนกดปุ่ม Submit

1. ปัญหา Article (a/an/the) ที่ทำให้บทความดูไม่เป็นมืออาชีพ

ข้อผิดพลาดที่พบมากที่สุดอย่างแรกในบทความของนักวิจัยไทยคือการใช้ article ผิดหรือละเว้น article โดยสิ้นเชิง ภาษาไทยไม่มีระบบ article จึงทำให้นักวิจัยไทยมักจะไม่ใส่ article หรือใส่ผิดประเภท ซึ่งส่งผลกระทบต่อความชัดเจนของประโยคและทำให้งานดูไม่เป็นมืออาชีพในสายตาบรรณาธิการชาวตะวันตก

ตัวอย่างที่พบบ่อย:

  • ผิด: Results showed that enzyme activity was increased by treatment.
  • ถูก: The results showed that the enzyme activity was increased by the treatment.
  • ผิด: Study was conducted at university in Bangkok.
  • ถูก: The study was conducted at a university in Bangkok.

หลักทั่วไปที่ควรจำ: ใช้ “the” เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ผู้อ่านรู้แล้วว่าคืออะไร หรือเมื่อมีการกล่าวถึงครั้งแรกในบริบทที่ชัดเจน ใช้ “a/an” เมื่อกล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งในกลุ่มเป็นครั้งแรก และละ article เมื่อพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมหรือเป็นแนวคิดทั่วไป

เคล็ดลับ: ใช้กฎ “FANBOYS” สำหรับ article: หากคุณสามารถชี้ไปที่สิ่งนั้นได้อย่างเฉพาะเจาะจง ให้ใช้ “the” หากไม่แน่ใจว่าควรใส่ article หรือไม่ ให้ลองอ่านออกเสียงทั้งสองแบบ แล้วเลือกแบบที่ฟังดูเป็นธรรมชาติมากกว่า หรือขอความช่วยเหลือจาก native speaker editor ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

2. การใช้ Tense ผิดประเภทในแต่ละส่วนของบทความ

บทความวิจัยแต่ละส่วนมีกฎการใช้ tense ที่แตกต่างกัน แต่นักวิจัยไทยส่วนใหญ่ใช้ tense เดียวกันตลอดทั้งบทความ ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่บรรณาธิการมองเห็นได้ชัดเจนมาก

  • Abstract และ Introduction: ใช้ present tense เมื่อพูดถึงความจริงทั่วไป เช่น “Diabetes affects millions of people worldwide.”
  • Methods: ใช้ past tense เสมอ เช่น “Samples were collected from 120 participants.”
  • Results: ใช้ past tense สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในการทดลอง เช่น “The mean score was significantly higher in the treatment group.”
  • Discussion: ผสมระหว่าง present tense (ความจริงทั่วไป) และ past tense (ผลที่ได้) เช่น “Our findings suggest that the intervention is effective, which is consistent with previous studies that reported similar outcomes.”

ตัวอย่างข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:

  • ผิด: “In the Methods section, we collect blood samples from patients.”
  • ถูก: “Blood samples were collected from patients.” (passive past tense)
  • ผิด: “The result showed that diabetes is more common in urban areas, and researchers studied this for decades.”
  • ถูก: “The results showed that diabetes was more common in urban areas. Researchers have studied this phenomenon for decades.”
ข้อควรระวัง: ในส่วน Discussion อย่าใช้ present tense เพื่ออ้างถึงผลการทดลองของตัวเอง เพราะผลนั้นเกิดขึ้นแล้วในอดีต ควรใช้ past tense เช่น “We found that…” หรือ “The treatment reduced…” แต่ใช้ present tense เมื่อสรุปความหมายของผลในบริบทกว้างขึ้น เช่น “These findings suggest that…”

3. ปัญหา Passive Voice และ Active Voice ที่ไม่เหมาะสม

นักวิจัยไทยมักเข้าใจผิดว่าบทความวิชาการควรใช้ passive voice ตลอด ทำให้ประโยคซับซ้อน อ่านยาก และบางครั้งทำให้ความหมายไม่ชัดเจน ในขณะเดียวกัน บางส่วนของบทความก็ควรใช้ passive voice โดยเฉพาะในส่วน Methods เพื่อเน้นขั้นตอน ไม่ใช่ผู้กระทำ

กรณีที่ควรใช้ Passive Voice:

  • ส่วน Methods: “Samples were stored at -80°C until analysis.”
  • เมื่อผู้กระทำไม่สำคัญหรือไม่ชัดเจน: “The compound was first isolated in 1985.”

กรณีที่ควรใช้ Active Voice:

  • ส่วน Discussion เพื่อความชัดเจน: “We propose that this mechanism…” ดีกว่า “It is proposed that…”
  • เมื่อต้องการเน้นผู้กระทำ: “Smith et al. demonstrated that…”

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้ passive voice ในส่วน Introduction และ Discussion จนทำให้ประโยคยาวและซับซ้อนโดยไม่จำเป็น เช่น “It was found by the researchers that the results were being influenced by multiple factors that were not being controlled for.” ซึ่งสามารถเขียนให้ชัดกว่าได้ว่า “We found that multiple uncontrolled factors influenced the results.”

4. การใช้คำเชื่อม (Transition Words) ผิดและการขาดความต่อเนื่อง

บทความวิชาการที่ดีต้องมีความไหลลื่นระหว่างประโยคและย่อหน้า นักวิจัยไทยมักใช้คำเชื่อมซ้ำกันมากเกินไป เช่น “moreover,” “furthermore,” และ “therefore” หรือใช้คำเชื่อมผิดบริบท ทำให้ logic ของบทความไม่ชัดเจน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:

  • ผิด: ใช้ “Besides” แทน “In addition” ในงานวิชาการ — “Besides” ฟังดู informal มากกว่า
  • ผิด: ใช้ “So” เพื่อสรุปผลแทน “Therefore” หรือ “Thus”
  • ผิด: ใช้ “But” แทน “However” หรือ “Nevertheless” ในงานวิชาการ
  • ผิด: ใช้ “Also” เพื่อนำเสนอข้อมูลสำคัญ ซึ่งทำให้ข้อมูลนั้นดูรอง

คำเชื่อมที่เหมาะสมตามบริบท:

  • เพิ่มเติม: Furthermore, Moreover, In addition, Additionally
  • ขัดแย้ง: However, Nevertheless, On the other hand, In contrast
  • สรุปผล: Therefore, Thus, Consequently, As a result
  • ยกตัวอย่าง: For instance, For example, Specifically, In particular
เคล็ดลับ: อย่าใช้คำเชื่อมเดิมซ้ำกันเกิน 2 ครั้งในหน้าเดียวกัน ลองอ่านบทความดัง ๆ ในสาขาของคุณจาก Nature, Science หรือ Lancet แล้วสังเกตว่าเขาใช้คำเชื่อมอะไรบ้างและในบริบทใด การเรียนรู้จากตัวอย่างบทความที่ได้รับการตีพิมพ์จริงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

5. ปัญหาคำศัพท์เฉพาะทางและ Register ไม่เหมาะสม

ภาษาวิชาการมี register ที่เป็นทางการและเฉพาะเจาะจงมาก นักวิจัยไทยมักใช้คำที่เป็น informal หรือพูด ๆ กันเกินไปในบทความวิชาการ รวมถึงการแปลสำนวนไทยตรง ๆ เป็นภาษาอังกฤษซึ่งทำให้ความหมายไม่ชัดเจนหรือผิดธรรมชาติ

ตัวอย่างคำที่ควรหลีกเลี่ยงและคำทดแทนที่เหมาะสม:

  • ผิด: “a lot of” → ถูก: “numerous,” “a substantial number of,” “a large proportion of”
  • ผิด: “show that” (ทั่วไปเกินไป) → ถูก: “demonstrate,” “indicate,” “reveal,” “suggest,” “confirm”
  • ผิด: “very important” → ถูก: “crucial,” “critical,” “essential,” “significant”
  • ผิด: “get” (เช่น “we got the results”) → ถูก: “obtained,” “acquired,” “yielded”
  • ผิด: “good” เพื่อบรรยายผลลัพธ์ → ถูก: “favorable,” “positive,” “beneficial,” “promising”
  • ผิด: “big” เพื่อบรรยายขนาด → ถูก: “substantial,” “considerable,” “extensive,” “large-scale”

อีกปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยคือการใช้คำย่อโดยไม่นิยามก่อน เช่น เขียน “SPSS” โดยไม่อธิบายว่าย่อมาจาก “Statistical Package for the Social Sciences” ในการกล่าวถึงครั้งแรก หรือการใช้ตัวย่อเฉพาะสาขาโดยถือว่าผู้อ่านทุกคนรู้แล้ว

สำหรับนักวิจัยที่ต้องการความช่วยเหลือในการปรับปรุงคุณภาพภาษาและโครงสร้างบทความอย่างครอบคลุม บริการแก้ไขบทความวิชาการ EditVerse มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจทั้งด้านภาษาและเนื้อหาวิชาการเฉพาะสาขา พร้อมช่วยยกระดับบทความของคุณให้พร้อมสำหรับการส่งวารสารนานาชาติ

6. ข้อผิดพลาดในการอ้างอิงและโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนเกินไป

ปัญหาสุดท้ายที่พบบ่อยมากในบทความของนักวิจัยไทยคือประโยคที่ยาวและซับซ้อนเกินไป บางครั้งประโยคหนึ่งยาวกว่า 50 คำ มี clause ซ้อนกันหลายชั้น ทำให้ผู้อ่านต้องอ่านซ้ำหลายรอบเพื่อทำความเข้าใจ วารสารชั้นนำส่วนใหญ่มีนโยบายให้ใช้ประโยคที่ชัดเจนและกระชับ

ตัวอย่าง:

  • ผิด (ประโยคยาวเกินไป): “The results of the analysis that was conducted using SPSS version 26 software on the data that were collected from the 120 participants who were recruited from three hospitals in Bangkok during the period of January to March 2023 showed that there was a statistically significant difference between the two groups.”
  • ถูก (แบ่งให้กระชับ): “Data from 120 participants recruited from three Bangkok hospitals (January–March 2023) were analyzed using SPSS version 26. The analysis revealed a statistically significant difference between the two groups.”

หลักการเขียนที่ดี: ประโยคหนึ่งควรมี idea หนึ่งอย่าง ความยาวประโยคที่เหมาะสมในงานวิชาการภาษาอังกฤษคือ 20-35 คำ หากประโยคยาวกว่า 40 คำ ให้พิจารณาแบ่งเป็น 2 ประโยค

ข้อผิดพลาดด้านการอ้างอิงที่พบบ่อย:

  • อ้างอิงผิด format ตาม style guide ของวารสาร (APA, AMA, Vancouver, etc.)
  • ใช้ “et al.” ผิดกฎ — ส่วนใหญ่ควรใช้เมื่อมีผู้เขียน 3 คนขึ้นไป แต่แต่ละ style guide มีกฎต่างกัน
  • วงเล็บการอ้างอิงผิดตำแหน่ง — ควรวางก่อน period ไม่ใช่หลัง
  • ไม่อ้างอิงข้อมูลที่ควรอ้างอิง เช่น ตัวเลขสถิติหรือข้อเท็จจริงเฉพาะ
สรุปสำคัญ: ข้อผิดพลาดหลัก 6 ประการที่นักวิจัยไทยควรระวังในบทความวิชาการภาษาอังกฤษได้แก่: (1) การใช้ article ผิดหรือละเว้น (2) การใช้ tense ไม่ตรงตามส่วนของบทความ (3) การใช้ passive/active voice ไม่เหมาะสม (4) การใช้คำเชื่อมผิดหรือซ้ำซาก (5) การใช้คำศัพท์ไม่เป็นทางการหรือผิด register และ (6) ประโยคที่ยาวซับซ้อนและการอ้างอิงผิดรูปแบบ ทั้ง 6 ข้อนี้แก้ไขได้ด้วยการฝึกฝนและการขอรับการแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญ

เครื่องมือฟรีที่แนะนำ

นักวิจัยไทยสามารถใช้เครื่องมือฟรีต่อไปนี้เพื่อช่วยตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพภาษาอังกฤษในบทความวิชาการ:

  1. Grammarly (เวอร์ชันฟรี) — grammarly.com
    ช่วยตรวจจับข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์พื้นฐาน การสะกดคำ และแนะนำคำที่เหมาะสมกว่า เวอร์ชันฟรีครอบคลุมการตรวจสอบไวยากรณ์ tense และ article เบื้องต้น เหมาะสำหรับการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนส่งให้ editor ตรวจ
  2. Hemingway Editor — hemingwayapp.com
    เครื่องมือที่ดีมากสำหรับตรวจสอบว่าประโยคยาวเกินไปหรือซับซ้อนเกินไปหรือไม่ ไฮไลต์ประโยคที่ควรแบ่งใหม่ และชี้ให้เห็น adverb ที่ใช้มากเกินควร ฟรีทั้งหมดบนเว็บไซต์
  3. LanguageTool — languagetool.org
    ทางเลือกที่ดีของ Grammarly ที่รองรับภาษาหลายภาษา ตรวจสอบ style ของการเขียนเชิงวิชาการได้ดี มีระบบให้เลือก style เช่น “Academic” เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับงานวิชาการ
  4. AJE (American Journal Experts) Free Tools — aje.com/resources
    มีบทความแนะนำและ checklist สำหรับการเตรียมบทความวิชาการ รวมถึง guide สำหรับ tense, article, และ academic writing style ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ non-native English speakers
  5. Elsevier’s Language Editing Tools — elsevier.com
    Elsevier มีแหล่งข้อมูลฟรีมากมายสำหรับนักวิจัย รวมถึง free manuscript check ที่ประเมินคุณภาพเบื้องต้นของบทความก่อนส่ง และ researcher academy ที่มีคอร์สฟรีเกี่ยวกับ academic writing

ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?

บริการแก้ไขบทความวิชาการ EditVerse — ทีม EditVerse พร้อมช่วยนักวิจัยไทยทุกท่านบรรลุเป้าหมายการตีพิมพ์

อ้างอิง

  1. Paltridge, B., & Starfield, S. (2007). Thesis and Dissertation Writing in a Second Language: A Handbook for Supervisors. Routledge. — ครอบคลุมปัญหาการเขียนวิชาการของผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง รวมถึงผู้เขียนชาวเอเชีย
  2. Cargill, M., & O’Connor, P. (2013). Writing Scientific Research Articles: Strategy and Steps (2nd ed.). Wiley-Blackwell. — แหล่งอ้างอิงหลักสำหรับกลยุทธ์การเขียนบทความวิจัยในทุกสาขา รวมถึงการใช้ tense และ passive/active voice ที่ถูกต้อง
  3. Hyland, K. (2009). Academic Discourse: English in a Global Context. Continuum. — วิเคราะห์ลักษณะของภาษาวิชาการและ register ที่เหมาะสมในบริบทนานาชาติ
  4. Flowerdew, J. (2001). Attitudes of journal editors to nonnative speaker contributions. TESOL Quarterly, 35(1), 121–150. — งานวิจัยสำคัญที่ศึกษาทัศนคติของบรรณาธิการวารสารนานาชาติต่อบทความจากผู้เขียนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่
  5. Swales, J. M., & Feak, C. B. (2012). Academic Writing for Graduate Students: Essential Tasks and Skills (3rd ed.). University of Michigan Press. — คู่มือมาตรฐานสำหรับการเขียนเชิงวิชาการในระดับบัณฑิตศึกษา ครอบคลุมโครงสร้างทุกส่วนของบทความวิจัย

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *