กรอบแนวคิดการวิจัย คืออะไร เขียนอย่างไร พร้อมตัวอย่าง
กรอบแนวคิดการวิจัยคือแผนที่ย่อของงานวิจัยที่บอกว่าศึกษาตัวแปรใด และคาดว่าตัวแปรเหล่านั้นเชื่อมกันอย่างไร โดยทุกกล่องต้องวัดได้และทุกลูกศรต้องทดสอบได้
นักศึกษาจำนวนมากวาดกรอบแนวคิดเป็นกล่องเรียงกันในบทที่ 1 แต่เมื่อกรรมการถามว่า “ลูกศรเส้นนี้ทดสอบด้วยสถิติอะไร” กลับตอบไม่ได้ บทความนี้อธิบายนิยาม ความต่างจากกรอบทฤษฎี ความหมายของตัวแปรและลูกศร พร้อมตัวอย่างแผนภาพ 2 แบบ ตัวอย่างจากงานวิจัยไทยที่ตีพิมพ์ และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
กรอบแนวคิดการวิจัย คืออะไร
คู่มือการเขียนและการพิมพ์วิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นิยามกรอบแนวคิดในการวิจัยว่าเป็น “ข้อสรุปที่ประมวลมาจากการศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง” โดยเฉพาะการกำหนดกรอบเชิงเนื้อหาซึ่งประกอบด้วยตัวแปรและ/หรือการระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และระบุว่าการเสนอกรอบแนวคิดทำได้หลายวิธี ได้แก่ คำพรรณนา แบบจำลอง สัญลักษณ์และสมการ แผนภาพ และแบบผสมผสาน [1]
ในวรรณกรรมสากล Bordage อธิบายว่ากรอบแนวคิดคือวิธีคิดเกี่ยวกับปัญหาหรือการศึกษา หรือวิธีแสดงว่าสิ่งที่ซับซ้อนทำงานอย่างไร อาจมาจากทฤษฎี แบบจำลอง หรือแนวปฏิบัติที่ดี และกรอบที่ต่างกันจะเน้นตัวแปร ผลลัพธ์ และความเชื่อมโยงที่ต่างกัน [2]
Bordage ยังยกผลการศึกษาคุณภาพการรายงานงานวิจัยเชิงทดลองด้านแพทยศาสตรศึกษาว่า บทความที่ระบุกรอบแนวคิดอย่างชัดเจนมีเพียงราวครึ่งหนึ่ง และสรุปว่านักวิชาการมีหน้าที่ทำให้สมมติฐานเบื้องหลังและหลักการในกรอบแนวคิดของตนปรากฏชัด [2]
กรอบแนวคิด ต่างจากกรอบทฤษฎีอย่างไร
คำว่าทฤษฎี กรอบทฤษฎี และกรอบแนวคิด มักถูกใช้สลับกันราวกับเป็นคำเดียวกัน Varpio และคณะเขียนบทความใน Academic Medicine ปี 2020 เพื่อแยกสามคำนี้ออกจากกันโดยตรง และชี้ว่าความหมายยังเปลี่ยนไปตามแนวทางการวิจัยด้วย [3] สาระสำคัญสรุปได้ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1: ทฤษฎี กรอบทฤษฎี และกรอบแนวคิด สรุปจาก Varpio และคณะ [3]
| คำ | คืออะไร | ตอบคำถามว่า |
|---|---|---|
| ทฤษฎี (Theory) | คำอธิบายเชิงนามธรรมว่ามโนทัศน์ต่าง ๆ สัมพันธ์กันอย่างไร ใช้ได้ข้ามบริบท | ปรากฏการณ์นี้ทำงานอย่างไรโดยทั่วไป |
| กรอบทฤษฎี (Theoretical framework) | ชุดมโนทัศน์และข้อตั้งที่ผู้วิจัยดึงจากทฤษฎีหนึ่งหรือหลายทฤษฎี แล้วเชื่อมโยงให้เป็นนั่งร้านของการศึกษา | ใช้เลนส์ทฤษฎีใดมองปัญหานี้ |
| กรอบแนวคิด (Conceptual framework) | เหตุผลรองรับว่าทำไมต้องทำการศึกษานี้ ครอบคลุมสิ่งที่รู้แล้ว ช่องว่าง และฐานคิดเชิงระเบียบวิธี | ทำไมต้องศึกษา ศึกษาตัวแปรใด และคาดว่าเชื่อมกันอย่างไร |
มีสองประเด็นที่ควรจำ ประเด็นแรก กรอบแนวคิดตามนิยามของ Varpio และคณะครอบคลุมเหตุผลว่าทำไมต้องศึกษา ช่องว่างความรู้ และฐานคิดเชิงระเบียบวิธี ซึ่งกว้างกว่านั่งร้านเชิงทฤษฎีของกรอบทฤษฎี บทความไม่ได้ระบุว่ากรอบทฤษฎีเป็นส่วนย่อยของกรอบแนวคิด แต่ในการเขียนวิทยานิพนธ์ ควรนำกรอบทฤษฎีที่เลือกใช้มาเป็นส่วนประกอบของแผนภาพกรอบแนวคิดของงานคุณ ประเด็นที่สอง Varpio และคณะแยกการวิจัยเชิงนิรนัยแบบวัตถุวิสัย ซึ่งเริ่มจากทฤษฎีไปสู่ข้อมูล ออกจากการวิจัยเชิงอุปนัยแบบอัตวิสัย ซึ่งเริ่มจากข้อมูลไปสู่ทฤษฎี และอธิบายว่างานเชิงอุปนัยใช้ทฤษฎีได้หลายแบบ ตั้งแต่สร้างทฤษฎีจากข้อมูลล้วน ๆ จนถึงใช้ทฤษฎีช่วยวิเคราะห์ข้อมูล [3]
ผลในทางปฏิบัติคือ งานเชิงปริมาณที่ทดสอบสมมติฐานควรมีแผนภาพตัวแปรและลูกศรชัดเจน ส่วนงานเชิงคุณภาพไม่จำเป็นต้องมีลูกศรระบุทิศทาง อาจนำเสนอเป็นมโนทัศน์ตั้งต้นสำหรับเก็บและตีความข้อมูลแทน
ตัวแปรและลูกศร: ภาษาของแผนภาพ
แผนภาพกรอบแนวคิดเชิงปริมาณใช้องค์ประกอบเพียงสองอย่าง คือ กล่องซึ่งแทนตัวแปร และลูกศรซึ่งแทนความสัมพันธ์ที่คาดไว้ แต่ความหมายของลูกศรเปลี่ยนไปตามบทบาทของตัวแปร ตารางที่ 2 สรุปบทบาทหลักที่พบในวิทยานิพนธ์
ตารางที่ 2: บทบาทของตัวแปรในแผนภาพกรอบแนวคิด
| บทบาทของตัวแปร | ความหมาย | วาดอย่างไร | ผลต่อการวิเคราะห์ |
|---|---|---|---|
| ตัวแปรต้น (X) | ตัวแปรที่คาดว่าเป็นเหตุหรือปัจจัยทำนาย | กล่องด้านซ้าย ลูกศรชี้ออก | เป็นตัวแปรทำนายในโมเดล |
| ตัวแปรตาม (Y) | ผลลัพธ์ที่ต้องการอธิบาย | กล่องด้านขวา ลูกศรชี้เข้า | ต้องนิยามและวัดได้ชัด |
| ตัวแปรส่งผ่าน (M) | กลไกที่ X ส่งผลต่อ Y ผ่านตัวมัน | X → M → Y | ทดสอบผลทางอ้อม |
| ตัวแปรกำกับ (W) | ตัวแปรที่เปลี่ยนทิศทางหรือขนาดของความสัมพันธ์ X กับ Y | ลูกศรชี้ไปที่ลูกศร X → Y | ทดสอบพจน์ปฏิสัมพันธ์ X×W |
| ตัวแปรกวน (C) | ตัวแปรที่เป็นเหตุของทั้ง X และ Y | C → X และ C → Y | ต้องควบคุมในการออกแบบหรือการวิเคราะห์ |
Baron และ Kenny เตือนตั้งแต่ปี 1986 ว่าไม่ควรใช้คำว่าตัวแปรกำกับและตัวแปรส่งผ่านแทนกัน เพราะสองบทบาทนี้ต่างกันทั้งเชิงแนวคิด กลยุทธ์ และสถิติ [4] ส่วน Greenland และคณะแสดงว่าแผนภาพเชิงเหตุผลเป็นจุดตั้งต้นในการระบุว่าต้องวัดและควบคุมตัวแปรใด จึงจะประมาณผลได้โดยไม่ถูกตัวแปรกวนบิดเบือน [5] ทุกลูกศรที่วาดหรือไม่วาดจึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่มีผลต่อการออกแบบการวิจัย
ไม่ว่าจะใช้สัญลักษณ์แบบใด เช่น ลูกศรหัวคู่แทนความสัมพันธ์ที่ไม่ระบุทิศทาง หรือเส้นประแทนตัวแปรควบคุม ให้เขียนคำอธิบายสัญลักษณ์ใต้ภาพเสมอ
ตัวอย่างที่ 1: วาดกรอบแนวคิดจากทฤษฎีทีละขั้น
สมมติว่านักศึกษาปริญญาโทสาธารณสุขต้องการศึกษาว่าเหตุใดนักศึกษามหาวิทยาลัยบางคนออกกำลังกายถึงเกณฑ์ 150 นาทีต่อสัปดาห์ และบางคนไม่ถึง หลังทบทวนวรรณกรรมแล้วเลือกทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior) ของ Ajzen เป็นเลนส์ ทฤษฎีนี้เสนอว่าเจตคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม ร่วมกันทำนายความตั้งใจ และความตั้งใจร่วมกับการรับรู้การควบคุมพฤติกรรมทำนายพฤติกรรม [6] ขั้นตอนการแปลงทฤษฎีเป็นกรอบแนวคิดมีดังนี้
- ระบุตัวแปรตามก่อน ในที่นี้คือพฤติกรรมออกกำลังกาย และนิยามให้วัดได้ คือถึงหรือไม่ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ดึงมโนทัศน์จากทฤษฎี มาเป็นตัวแปรต้นและตัวแปรส่งผ่าน โดยไม่เพิ่มตัวแปรที่ไม่มีเหตุผลรองรับจากวรรณกรรม
- วาดลูกศรเฉพาะเส้นที่ทฤษฎีหรืองานวิจัยก่อนหน้ารองรับ แล้วติดป้าย H1, H2, … ให้ทุกเส้น
- เพิ่มตัวแปรควบคุม ที่วรรณกรรมชี้ว่าเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ เช่น เพศ ชั้นปี ดัชนีมวลกาย แล้ววาดเป็นเส้นประเพื่อแยกจากสมมติฐานหลัก
- ตรวจความสอดคล้องสามทาง ทุกกล่องต้องมีเครื่องมือวัดในบทที่ 3 และทุกลูกศรต้องมีสมมติฐานและสถิติรองรับ

เมื่อวาดเสร็จ ให้ใช้กฎตัดสินง่าย ๆ ว่า 1 ลูกศร = 1 สมมติฐาน = 1 การทดสอบ ภาพที่ 1 มีลูกศรทึบ 5 เส้น จึงต้องมีสมมติฐาน 5 ข้อที่ทดสอบด้วยสถิติได้ (ตารางที่ 3) ถ้านับลูกศรได้ 5 แต่สมมติฐานมี 3 ข้อ แปลว่ากรอบแนวคิดกับบทที่ 3 ยังไม่ตรงกัน และนั่นคือจุดที่กรรมการจะถามก่อน
ตารางที่ 3: แปลงลูกศรในภาพที่ 1 เป็นสมมติฐาน เครื่องมือ และสถิติ (ตัวอย่างสมมติ)
| ลูกศร | สมมติฐาน (เขียนเต็มในบทที่ 1) | เครื่องมือวัด (บทที่ 3) | การวิเคราะห์ (บทที่ 3–4) |
|---|---|---|---|
| H1 | เจตคติสัมพันธ์ทางบวกกับความตั้งใจ | มาตรประเมินค่าเจตคติ | ถดถอยพหุคูณ (ความตั้งใจเป็นตัวแปรตาม) |
| H2 | การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงสัมพันธ์ทางบวกกับความตั้งใจ | มาตรการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง | โมเดลเดียวกับ H1 |
| H3 | การรับรู้การควบคุมสัมพันธ์ทางบวกกับความตั้งใจ | มาตรการรับรู้การควบคุม | โมเดลเดียวกับ H1 |
| H4 | ความตั้งใจสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรม | บันทึกนาทีออกกำลังกาย/สัปดาห์ | ถดถอยโลจิสติก (พฤติกรรมถึงเกณฑ์หรือไม่) |
| H5 | การรับรู้การควบคุมสัมพันธ์กับพฤติกรรมโดยตรง | มาตรเดียวกับ H3 | โมเดลเดียวกับ H4 หรือทดสอบทุกเส้นพร้อมกันด้วย SEM |
ตัวอย่างที่ 2: ตัวแปรตัวที่สามเปลี่ยนกรอบแนวคิดทั้งภาพ
จุดที่สับสนได้ง่ายคือการวางตัวแปรตัวที่สามไว้ในภาพโดยไม่ระบุบทบาท สมมติโจทย์ว่า “ภาระงานของพยาบาลสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟหรือไม่” และผู้วิจัยสนใจตัวแปรตัวที่สามอีกหนึ่งตัว ภาพที่ 2 แสดงว่าตัวแปรตัวที่สามสามบทบาทให้แผนภาพและวิธีวิเคราะห์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

- แบบ ก ตัวแปรส่งผ่าน: ถ้าเชื่อว่าภาระงานทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง แล้วการนอนไม่ดีจึงนำไปสู่ภาวะหมดไฟ คุณภาพการนอนคือกลไก ต้องวาดเป็น X → M → Y และวางแผนทดสอบผลทางอ้อม (เส้น a คูณเส้น b) เทียบกับผลทางตรง c′
- แบบ ข ตัวแปรกำกับ: ถ้าเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างภาระงานกับภาวะหมดไฟอ่อนลงเมื่อหัวหน้างานให้การสนับสนุนสูง การสนับสนุนไม่ได้เป็นทางผ่าน แต่เปลี่ยนความแรงของความสัมพันธ์ ต้องวาดลูกศรชี้ไปที่ลูกศร X → Y และทดสอบด้วยพจน์ปฏิสัมพันธ์ [4]
- แบบ ค ตัวแปรกวน: ถ้าแผนกที่ปฏิบัติงาน เช่น หอผู้ป่วยวิกฤตเทียบกับหอผู้ป่วยทั่วไป ส่งผลทั้งต่อภาระงานและต่อภาวะหมดไฟ ความสัมพันธ์ X กับ Y ที่เห็นอาจเกิดจากแผนกบางส่วน ต้องควบคุมแผนกในการเลือกตัวอย่างหรือในโมเดล [5]
บทบาทของตัวแปรต้องตัดสินจากวรรณกรรมก่อนเก็บข้อมูล ไม่ใช่เลือกหลังเห็นผลว่าแบบใดมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างจริงจากงานวิจัยไทยที่ตีพิมพ์
งานของ Khaday, Li และ Dorloh ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Healthcare ปี 2023 เป็นตัวอย่างที่ดีของกรอบแนวคิดที่ผูกกับการวิเคราะห์อย่างแนบแน่น [7] ผู้วิจัยศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมป้องกันโรคโควิด-19 ของแรงงานก่อสร้างในกรุงเทพมหานคร โดยบูรณาการทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรค (Protection Motivation Theory) เข้ากับทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนแบบขยาย ทำให้ได้สมมติฐาน 14 ข้อ (H1 ถึง H14) ซึ่งแต่ละข้อตรงกับเส้นทางหนึ่งเส้นในภาพกรอบงานวิจัย เช่น การสนับสนุนจากองค์กรและความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 ส่งผลต่อการรับรู้โอกาสเสี่ยงและความรุนแรง ไปจนถึงความตั้งใจที่ส่งผลต่อพฤติกรรมป้องกัน
จากนั้นผู้วิจัยพัฒนาแบบสอบถามจากกรอบดังกล่าว ประกอบด้วย 9 ปัจจัย 43 ข้อคำถาม เก็บข้อมูลจากแรงงานก่อสร้าง 610 คน และวิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลพบว่าการรับรู้การควบคุมพฤติกรรมและเจตคติส่งผลโดยตรงต่อความตั้งใจ และความตั้งใจส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมป้องกัน [7] บทเรียนสำหรับผู้เขียนวิทยานิพนธ์คือ เส้นทางในภาพ สมมติฐานในบทนำ ข้อคำถามในเครื่องมือ และเส้นทางในโมเดลสถิติ เป็นชุดเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ
บริบทไทย: คู่มือบัณฑิตวิทยาลัยวางกรอบแนวคิดไว้ตรงไหน
คู่มือวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยไทยสองแห่งที่เราตรวจสอบวางกรอบแนวคิดไว้ในบทที่ 1 เหมือนกัน แต่ตำแหน่งและชื่อหัวข้อต่างกัน คู่มือของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยกำหนด “กรอบแนวคิดในการวิจัย” เป็นหัวข้อแยกในบทนำ ต่อจากขอบเขตของการวิจัยและก่อนสมมติฐานของการวิจัย [1] ส่วนคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวถึงกรอบแนวคิดของการวิจัย (Conceptual Framework) ไว้ภายในหัวข้อความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ว่าเป็นการนำเสนอแนวคิดและหลักการสำคัญ “จากการประมวลมาจากทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง” [8]
ทั้งสองคู่มือเห็นตรงกันว่ากรอบแนวคิดต้องประมวลมาจากทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ จึงควรตรวจหัวข้อและลำดับตามคู่มือของบัณฑิตวิทยาลัยตนเอง อ้างอิงที่มาของแต่ละกล่องไว้ในย่อหน้าก่อนภาพ และใช้ชื่อตัวแปรให้ตรงกับวัตถุประสงค์ สมมติฐาน และนิยามศัพท์เฉพาะ ส่วนวิธีวางกรอบแนวคิดในบริบทของโครงร่างทั้งเล่ม ดูเพิ่มเติมได้ที่การเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์ในไทย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในกรอบแนวคิดการวิจัย
- กล่องที่วัดไม่ได้: เช่น “ปัจจัยด้านสังคม” ซึ่งกว้างเกินกว่าจะมีเครื่องมือวัด ให้แตกเป็นตัวแปรที่นิยามเชิงปฏิบัติการได้
- ลูกศรไม่มีสมมติฐาน หรือสมมติฐานไม่มีลูกศร: ใช้กฎ 1 ลูกศร = 1 สมมติฐาน = 1 การทดสอบ ตรวจนับทุกครั้งก่อนส่งโครงร่าง
- วาดทุกตัวแปรชี้ไปที่ Y ตัวเดียว: แผนภาพรูปพัดไม่บอกว่าตัวแปรใดเป็นตัวกวนหรือตัวส่งผ่าน
- ใช้ภาพทฤษฎีต้นฉบับทั้งภาพโดยไม่ปรับ: ภาพทฤษฎีคือกรอบทฤษฎี ไม่ใช่กรอบแนวคิดของงานคุณ ต้องระบุว่าใช้ส่วนใด ตัดส่วนใด และเพิ่มอะไรด้วยเหตุผลใด [3]
- สับสนตัวแปรกำกับกับตัวแปรส่งผ่าน: วาดเป็นกล่องกลางทาง แต่วิเคราะห์ด้วยพจน์ปฏิสัมพันธ์ หรือกลับกัน [4]
- ลืมตัวแปรกวนที่วรรณกรรมรู้กันดี: ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของข้อสรุป [5]
- ชื่อตัวแปรไม่ตรงกันในแต่ละบท: บทที่ 1 เรียก “แรงจูงใจ” บทที่ 3 เรียก “ความตั้งใจ”
ข้อผิดพลาดเหล่านี้แก้ได้ถ้าตรวจกรอบแนวคิดคู่กับบทนำและบทระเบียบวิธี (ดูหลักเดียวกันในบทนำและส่วน Methods)
สรุป
กรอบแนวคิดที่ดีไม่ได้วัดจากความสวยของแผนภาพ แต่วัดจากว่าทุกองค์ประกอบในภาพนำไปสู่การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ได้จริง ใช้รายการตรวจสอบต่อไปนี้ก่อนส่งโครงร่าง
- กรอบแนวคิดสังเคราะห์มาจากทฤษฎีและงานวิจัยในบทที่ 2 และอ้างอิงที่มาครบ
- แยกได้ว่าส่วนใดคือกรอบทฤษฎีที่ยืมมา และส่วนใดคือการปรับของผู้วิจัยเอง
- ทุกกล่องมีนิยามเชิงปฏิบัติการและเครื่องมือวัดในบทที่ 3
- ทุกลูกศรมีสมมติฐานและสถิติที่ใช้ทดสอบ นับจำนวนแล้วตรงกัน
- ตัวแปรตัวที่สามทุกตัวระบุบทบาทชัดเจน: ส่งผ่าน กำกับ หรือกวน
- มีคำอธิบายสัญลักษณ์ใต้ภาพ และชื่อตัวแปรตรงกันทุกบท
- ตรวจหัวข้อและตำแหน่งตามคู่มือของบัณฑิตวิทยาลัยตนเองแล้ว
หากคุณวาดกรอบแนวคิดไว้แล้วแต่ไม่แน่ใจว่าสอดคล้องกับสมมติฐาน เครื่องมือ และแผนการวิเคราะห์หรือไม่ บรรณาธิการของ Editverse ที่ถือปริญญาเอกหรือแพทยศาสตรบัณฑิตในสาขาของคุณช่วยตรวจความสอดคล้องและขัดเกลาการนำเสนอได้ผ่านบริการสนับสนุนวิทยานิพนธ์ เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ
คำถามที่พบบ่อย
กรอบแนวคิดกับกรอบทฤษฎีต่างกันอย่างไร
กรอบทฤษฎีคือทฤษฎีที่ยืมมาใช้ ส่วนกรอบแนวคิดคือการสังเคราะห์ของผู้วิจัยเองจากทฤษฎีและงานวิจัยในบทที่ 2 ว่าจะศึกษาตัวแปรใดและเชื่อมกันอย่างไร
ทุกลูกศรในแผนภาพต้องมีอะไรรองรับ
ทุกลูกศรต้องมีสมมติฐานและสถิติที่ใช้ทดสอบ และทุกกล่องต้องมีนิยามเชิงปฏิบัติการและเครื่องมือวัดในบทที่ 3
ตัวแปรตัวที่สามควรวาดอย่างไร
ต้องระบุบทบาทให้ชัดว่าเป็นตัวแปรส่งผ่าน กำกับ หรือกวน เพราะแต่ละบทบาทให้แผนภาพและวิธีวิเคราะห์ต่างกัน
เอกสารอ้างอิง
- บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย. (2565). คู่มือการเขียนและการพิมพ์วิทยานิพนธ์ (หัวข้อ 1.1 บทนำ: กรอบแนวคิดในการวิจัย, หน้า 3–4). https://graduateschool.rmutsv.ac.th/assets/files/manual/Thesis-2565.pdf
- Bordage, G. (2009). Conceptual frameworks to illuminate and magnify. Medical Education, 43(4), 312–319. doi:10.1111/j.1365-2923.2009.03295.x PMID: 19335572
- Varpio, L., Paradis, E., Uijtdehaage, S., & Young, M. (2020). The distinctions between theory, theoretical framework, and conceptual framework. Academic Medicine, 95(7), 989–994. doi:10.1097/ACM.0000000000003075 PMID: 31725464
- Baron, R. M., & Kenny, D. A. (1986). The moderator–mediator variable distinction in social psychological research: Conceptual, strategic, and statistical considerations. Journal of Personality and Social Psychology, 51(6), 1173–1182. doi:10.1037/0022-3514.51.6.1173 PMID: 3806354
- Greenland, S., Pearl, J., & Robins, J. M. (1999). Causal diagrams for epidemiologic research. Epidemiology, 10(1), 37–48. doi:10.1097/00001648-199901000-00008 PMID: 9888278
- Ajzen, I. (1991). The theory of planned behavior. Organizational Behavior and Human Decision Processes, 50(2), 179–211. doi:10.1016/0749-5978(91)90020-T
- Khaday, S., Li, K.-W., & Dorloh, H. (2023). Factors affecting preventive behaviors for safety and health at work during the COVID-19 pandemic among Thai construction workers. Healthcare, 11(3), 426. doi:10.3390/healthcare11030426 PMID: 36767001
- บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. (2558). คู่มือการทำวิทยานิพนธ์ (หัวข้อ 2.2.1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา, หน้า 10). https://itd.kmutnb.ac.th/content/e-service/pdf/ThesisManual.pdf
มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?
ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ





