บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ: เขียนให้ลึกกว่าการทวนผล
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ คือบทที่ต้องบอกว่าผลการวิจัยหมายความว่าอะไร เชื่อได้แค่ไหน และใครควรทำอะไรต่อ ไม่ใช่การนำตัวเลขจากบทที่ 4 มาเรียงใหม่อีกรอบ
ปัญหาที่พบบ่อยคือบทนี้ถูกเขียนช่วงท้ายสุด จึงกลายเป็นการทวนผล ตามด้วย “สอดคล้องกับงานวิจัยของ…” และข้อเสนอแนะกว้าง ๆ ที่ใครก็เขียนได้ บทความนี้แสดงโครงสร้างที่ใช้ได้จริง ตัวอย่างจากงานวิจัยไทยที่ตีพิมพ์แล้ว และเกณฑ์ตรวจข้อเสนอแนะ
บทที่ 5 มีสามส่วน และแต่ละส่วนตอบคำถามต่างกัน
คู่มือการทำวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) แบ่งบทที่ 5 ออกเป็นสามส่วน [1] ส่วนแรกคือสรุป ซึ่งแสดงวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการวิจัย และผลที่ค้นพบ ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่นำเสนอตัวเลขสถิติที่ซับซ้อน และสรุปตามวัตถุประสงค์ทีละข้อ ส่วนที่สองคืออภิปรายผล ซึ่งต้องให้เหตุผลว่าทำไมจึงได้ผลเช่นนั้น ผลเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ และเหมือนหรือต่างจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่สรุปไว้ในบทที่ 2 อย่างไร ส่วนที่สามคือข้อเสนอแนะ ซึ่งแบ่งเป็นข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลไปใช้ และข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
ประเด็นที่นักศึกษามักมองข้ามคือ คู่มือเดียวกันระบุว่าการอภิปรายผลทำได้สองแนวทาง คืออธิบายว่าผลหมายความว่าอะไรและทำไมจึงเป็นเช่นนั้น กับระบุว่าผลสอดคล้องหรือขัดแย้งกับงานวิจัยของใคร และยังอนุญาตให้ผู้วิจัยเสนอความคิดเห็นส่วนตัวประกอบได้ [1] แปลว่าการอภิปรายที่มีแต่รายชื่องานที่ “สอดคล้อง” ทำได้เพียงครึ่งเดียวของงาน อีกข้อที่คู่มือเน้นคือ ข้อเสนอแนะต้องเกิดจากการทำวิจัยครั้งนี้จริงเท่านั้น ไม่ควรเสนอประเด็นที่ไม่ต้องทำวิจัยเรื่องนี้ก็เสนอได้
ตารางที่ 1: สามส่วนของบทที่ 5 ตามคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ มจพ. [1]
| ส่วน | คำถามที่ต้องตอบ | ความผิดพลาดที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| 5.1 สรุปผลการวิจัย | ทำวิจัยเรื่องอะไร กับใคร ด้วยวิธีใด และได้คำตอบอะไรต่อวัตถุประสงค์แต่ละข้อ | คัดลอกตารางและค่าสถิติจากบทที่ 4 มาทั้งหมด จนผู้อ่านหาข้อสรุปไม่เจอ |
| 5.2 อภิปรายผล | ทำไมจึงได้ผลเช่นนี้ ตรงหรือไม่ตรงกับสมมติฐาน และเหมือนหรือต่างจากทฤษฎีและงานวิจัยในบทที่ 2 อย่างไร | เขียนเพียง “สอดคล้องกับงานวิจัยของ…” แล้วต่อด้วยรายชื่องาน โดยไม่อธิบายเหตุผล |
| 5.3 ข้อเสนอแนะ | นำผลไปใช้อย่างไร และควรวิจัยอะไรต่อ | เสนอเรื่องทั่วไปที่ไม่ต้องทำวิจัยนี้ก็เสนอได้ หรือเสนอเกินขอบเขตกลุ่มตัวอย่าง |
โครงสร้างการอภิปรายผลในบทที่ 5: ห้าขั้นจาก BMJ และ ICMJE
บทบรรณาธิการในวารสาร BMJ ปี 1999 เสนอว่าส่วนอภิปรายผลควรมีโครงสร้างเช่นเดียวกับบทคัดย่อ เพราะมักเป็นส่วนที่อ่อนที่สุดของบทความ และเป็นจุดที่คำอธิบายอย่างรอบคอบมักกลายเป็นการโน้มน้าว [2] โครงสร้างที่เสนอมีห้าส่วน ได้แก่ ข้อค้นพบหลัก จุดแข็งและจุดอ่อนของการศึกษา จุดแข็งและจุดอ่อนเมื่อเทียบกับงานอื่นโดยเฉพาะเมื่อผลต่างกัน ความหมายของการศึกษาทั้งกลไกที่เป็นไปได้และนัยต่อผู้ปฏิบัติหรือผู้กำหนดนโยบาย และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบกับงานวิจัยในอนาคต
บทความเดียวกันแนะนำว่าข้อค้นพบหลักควรเขียนไม่เกินหนึ่งประโยคตามที่เหมาะสม จุดแข็งและจุดอ่อนควรได้น้ำหนักเท่ากัน การเทียบกับงานก่อนหน้าไม่ใช่การแสดงว่างานของเราดีกว่า แต่เป็นการเทียบจุดแข็งจุดอ่อน และถ้าไม่รู้ว่าทำไมผลจึงต่างจากงานอื่นก็ไม่ควรทำเป็นรู้ [2] คำแนะนำของคณะกรรมการบรรณาธิการวารสารการแพทย์นานาชาติ (ICMJE) ฉบับปรับปรุงมกราคม 2026 ก็วางลำดับคล้ายกัน คือเริ่มด้วยการสรุปข้อค้นพบหลักสั้น ๆ อธิบายกลไกที่เป็นไปได้ วางผลไว้ในบริบทของหลักฐานทั้งหมด ระบุข้อจำกัด แล้วจึงกล่าวถึงนัยต่อการวิจัยและการปฏิบัติ พร้อมเตือนว่าไม่ควรทวนรายละเอียดข้อมูลจากส่วนผล ต้องแยกนัยสำคัญทางสถิติออกจากความสำคัญเชิงปฏิบัติ และหากเสนอสมมติฐานใหม่ให้ระบุให้ชัดว่าเป็นสมมติฐาน [3]
Hess สรุปหลักไว้สั้น ๆ ว่าส่วนอภิปรายผลมีไว้อธิบายความหมายของผลให้ผู้อ่าน จึงต้องเขียนเพื่อผู้อ่านและให้น้ำหนักกับข้อมูลของการศึกษาเป็นหลัก [4] สำหรับวิทยานิพนธ์ซึ่งมีหลายวัตถุประสงค์ วิธีที่ใช้ได้ผลคือทำห้าขั้นนี้ซ้ำทีละวัตถุประสงค์ ดังภาพที่ 1

หลักเดียวกันใช้กับส่วน Discussion ของบทความวารสาร ดู วิธีเขียนบท Discussion ที่ Editor ประทับใจ ความต่างคือวิทยานิพนธ์ต้องเชื่อมกลับไปยังกรอบแนวคิดในบทที่ 2 อย่างครบถ้วน
การเปรียบเทียบกับงานวิจัยก่อนหน้า: สอดคล้องอย่างเดียวไม่พอ
ประโยคแบบ “ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ ก (2560) ข (2562) และ ค (2565)” บอกผู้อ่านเพียงว่ามีงานอื่นพบคล้ายกัน แต่ไม่บอกว่างานของเราเพิ่มอะไร การเปรียบเทียบที่มีน้ำหนักควรตอบอย่างน้อยหนึ่งในสามคำถาม คือ ผลของเราเหมือนงานเดิมในบริบทที่ต่างออกไปหรือไม่ ผลของเราต่างจากงานเดิมเพราะอะไร และผลของเราสนับสนุนหรือโต้แย้งทฤษฎีที่ใช้ในกรอบแนวคิดอย่างไร
เมื่อผลต่างจากงานก่อนหน้า ให้ไล่ตรวจแหล่งของความต่างตามลำดับนี้ก่อนจะเขียนคำอธิบาย
- ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง อายุ ระดับการศึกษา พื้นที่ เกณฑ์คัดเข้าและคัดออก
- นิยามและเครื่องมือวัด ใช้เกณฑ์วินิจฉัย แบบสอบถาม หรือจุดตัดเดียวกันหรือไม่
- รูปแบบการวิจัย ภาคตัดขวาง ติดตามไปข้างหน้า หรือทดลอง
- การวิเคราะห์ ควบคุมตัวแปรกวนต่างกันหรือไม่ รายงานค่าดิบหรือค่าที่ปรับแล้ว
ถ้าตรวจครบแล้วยังอธิบายไม่ได้ ให้เขียนตามตรงว่ายังไม่ทราบสาเหตุและเสนอเป็นประเด็นวิจัยต่อไป ซึ่งตรงกับคำเตือนของ BMJ ว่าไม่ควรสันนิษฐานว่าผลของเราถูกและงานอื่นผิด [2]
ตัวอย่างจริง: การอภิปรายผลในงานวิจัยไทยที่ตีพิมพ์แล้ว
งานของ Sri-on และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ใน BMC Geriatrics ปี 2022 ศึกษาภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) ในผู้สูงอายุที่อาศัยในชุมชนเมืองกรุงเทพฯ จำนวน 892 คน โดยใช้ข้อมูลจากโครงการ Bangkok Falls study [5] ส่วนอภิปรายผลของงานนี้แยกให้เห็นทั้งห้าขั้นได้ชัด จึงใช้เป็นต้นแบบได้ดี
ตารางที่ 2: แยกส่วนการอภิปรายผลของ Sri-on และคณะ (2022) ตามโครงสร้างห้าขั้น [5]
| ขั้นในภาพที่ 1 | สิ่งที่ผู้เขียนทำในบทความ | บทเรียนสำหรับบทที่ 5 |
|---|---|---|
| ① ข้อค้นพบหลัก | ระบุความชุกของภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยตามเกณฑ์ AWGS-2019 ร้อยละ 22.2 (ชาย 24.1, หญิง 21.3) | เปิดด้วยคำตอบของวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ทบทวนวรรณกรรมซ้ำ |
| ② เทียบงานก่อนหน้า | ใกล้เคียงงานในเกาหลี แต่สูงกว่างานในจีน (ร้อยละ 18.6) และงานในไทยของ Therakomen และคณะ (ร้อยละ 8.8) | เทียบตัวเลขต่อตัวเลข ระบุประชากรและเกณฑ์ที่ใช้ |
| ③ อธิบายเหตุผล | ความต่างจากงานในไทยอาจมาจากอายุ (มัธยฐาน 70 ปี เทียบกับค่าเฉลี่ย 66.89 ปี) และงานเดิมคัดผู้มีโรคเรื้อรังออก ส่วนงานในจีนชี้ว่าใช้สมการประมาณมวลกล้ามเนื้อแทนเครื่องวัดตามเกณฑ์ | อธิบายด้วยความต่างของประชากร เกณฑ์ และเครื่องมือ ไม่ใช่สรุปว่างานอื่นผิด |
| ④ ข้อจำกัด | รวมเฉพาะผู้สูงอายุที่เดินได้ คัดผู้มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดรุนแรงออก จึงน่าจะประเมินความชุกต่ำกว่าจริง และแบบภาคตัดขวางสรุปเหตุและผลไม่ได้ | บอกทิศทางของอคติ ไม่ใช่แค่บอกว่ามีข้อจำกัด |
| ⑤ ความหมาย | ชี้ว่างานต่อไปควรเน้นการคัดกรองปัจจัยเสี่ยงรายบุคคล เช่น ภาวะทุพโภชนาการและการกลืนลำบาก เพื่อวางแผนออกกำลังกายและโภชนบำบัดเฉพาะราย | ความหมายและข้อเสนอผูกกับปัจจัยที่พบว่ามีความสัมพันธ์จริง |
ผู้เขียนไม่ได้หยุดที่ว่าผลต่างจากงานเดิม แต่ระบุความต่างที่ตรวจสอบได้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงด้านภาวะโภชนาการ ผู้เขียนรายงานค่า aOR 1.72 (95% CI 1.21–2.44) แล้วเทียบกับงานในจีน โปรตุเกส ญี่ปุ่น และการวิเคราะห์อภิมาน ทำให้ผู้อ่านเห็นว่าความสัมพันธ์นี้พบซ้ำในหลายบริบท [5]
ถ้างานนี้เป็นบทที่ 5 ของวิทยานิพนธ์ สิ่งที่กรรมการน่าจะขอเพิ่มคือหัวข้อข้อเสนอแนะที่แยกชัดระหว่างการนำไปใช้กับการวิจัยครั้งต่อไป เพราะในบทความวารสาร ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้แยกเป็นหัวข้อเฉพาะ ส่วนบทสรุปของบทความ ซึ่งรายงานความชุกร้อยละ 22.2 และภาวะรุนแรงร้อยละ 9.4 พร้อมปัจจัยเสี่ยงหลัก คือรูปแบบของส่วน “สรุปผล” ที่สั้นและตอบวัตถุประสงค์ตรง ๆ
ข้อจำกัดของการวิจัย: บอกทิศทางของผลกระทบ ไม่ใช่แค่รายการ
ปัญหาที่พบจริงคือการเขียนข้อจำกัดน้อยเกินไป Ioannidis ตรวจบทความ 400 เรื่องจากวารสารชั้นนำที่ตีพิมพ์ในปี 2005 พบว่ามีเพียง 67 เรื่อง (ร้อยละ 17) ที่ใช้คำที่สื่อถึงข้อจำกัดกับงานของตนเอง มีเพียง 4 เรื่องที่กล่าวถึงข้อจำกัดในบทคัดย่อ และมีเพียง 5 เรื่องที่มีหัวข้อข้อจำกัดแยกต่างหาก [6] การสำรวจบทความชีวการแพทย์ 300 เรื่องที่ตีพิมพ์ในปี 2007 พบว่าร้อยละ 27 ไม่กล่าวถึงข้อจำกัดเลย ส่วนที่กล่าวถึงมีค่ามัธยฐาน 3 ข้อ และมีเพียงร้อยละ 5 ที่กล่าวถึงในบทคัดย่อ [7]

BMJ ให้เหตุผลว่าหากผู้อ่านพบจุดอ่อนที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึง ความเชื่อถือต่องานทั้งชิ้นจะลดลง เพราะผู้อ่านจะสงสัยว่ายังมีจุดอ่อนอื่นที่ไม่มีใครเห็นอีกหรือไม่ [2] การเขียนข้อจำกัดที่ดีจึงควรมีสี่องค์ประกอบ คือ ข้อจำกัดคืออะไร ทำให้ผลคลาดเคลื่อนไปทางใด เช่น ประเมินสูงหรือต่ำกว่าจริง ผู้วิจัยลดผลกระทบไว้อย่างไร และส่งผลต่อการนำไปใช้อย่างไร
ตัวอย่างจากงานของ Sri-on และคณะ คือการระบุว่าการคัดผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดรุนแรงจนทำกิจกรรมทางกายไม่ได้ออกไป อาจทำให้ความชุกต่ำกว่าความเป็นจริง [5] ประโยคนี้มีประโยชน์กว่า “กลุ่มตัวอย่างอาจไม่เป็นตัวแทน” มาก เพราะบอกผู้อ่านว่าควรอ่านตัวเลขร้อยละ 22.2 ว่าเป็นค่าที่น่าจะต่ำกว่าจริง ไม่ใช่สูงกว่าจริง
ข้อเสนอแนะที่นำไปใช้ได้จริง: ตัวอย่างการตรวจด้วยเกณฑ์สี่ข้อ
ข้อเสนอแนะมักอ่อนเพราะเขียนกว้างเกินไป เราใช้เกณฑ์สี่ข้อในการตรวจข้อเสนอแนะทุกข้อ ได้แก่ ก. อ้างถึงผลการวิจัยข้อใด ข. ใครเป็นผู้รับข้อเสนอ ค. การกระทำนั้นตรวจสอบได้หรือไม่ และ ง. อยู่ในขอบเขตกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาหรือไม่ ข้อเสนอที่ได้ 4 จาก 4 ใช้ได้ทันที ได้ 2–3 ให้เขียนใหม่โดยเติมส่วนที่ขาด และได้ 0–1 ให้ตัดทิ้ง เพราะมักเป็นข้อเสนอที่ไม่ต้องทำวิจัยนี้ก็เสนอได้ ซึ่งคู่มือ มจพ. ระบุว่าไม่ควรเขียน [1]
ตารางที่ 3: ตรวจข้อเสนอแนะด้วยเกณฑ์สี่ข้อ (ตัวอย่างประกอบการอธิบาย ดัดแปลงจากผลของ Sri-on และคณะ)
| เกณฑ์ | ข้อเสนอแนะแบบที่ 1 | ข้อเสนอแนะแบบที่ 2 |
|---|---|---|
| ข้อความ | “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ” | “ทีมเยี่ยมบ้านของศูนย์บริการสาธารณสุขควรเพิ่มการคัดกรองภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุอายุ 70 ปีขึ้นไปที่เดินได้ เพราะผลข้อ 2 พบว่าภาวะเสี่ยงขาดสารอาหารสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย” |
| ก. อ้างถึงผลข้อใด | ไม่ระบุ | ผลข้อ 2 |
| ข. ระบุผู้รับข้อเสนอ | “หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” | ทีมเยี่ยมบ้าน |
| ค. ระบุการกระทำที่ตรวจสอบได้ | “ให้ความสำคัญ” | เพิ่มการคัดกรองภาวะโภชนาการ |
| ง. อยู่ในขอบเขตกลุ่มตัวอย่าง | ผู้สูงอายุทุกกลุ่ม | อายุ 70 ปีขึ้นไปที่เดินได้ |
| คะแนน | 0/4 ตัดทิ้งหรือเขียนใหม่ | 4/4 ใช้ได้ |
หมายเหตุ: ข้อความทั้งสองแบบเป็นตัวอย่างที่ Editverse เขียนขึ้นเพื่อสาธิตเกณฑ์ ไม่ใช่ข้อความที่ปรากฏในบทความต้นฉบับ
สำหรับข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งต่อไป วิธีที่เป็นระบบที่สุดคือแปลงข้อจำกัดแต่ละข้อเป็นงานวิจัยหนึ่งเรื่อง เพราะทำให้ข้อเสนอเกิดจากงานวิจัยนี้จริงตามที่คู่มือกำหนด และสอดคล้องกับข้อเสนอของ BMJ ให้ปิดส่วนอภิปรายด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ [2] ตารางที่ 4 แสดงการแปลงดังกล่าว
ตารางที่ 4: เปลี่ยนข้อจำกัดเป็นข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งต่อไป (สองคอลัมน์แรกมาจากส่วนข้อจำกัดของ Sri-on และคณะ คอลัมน์สุดท้ายเป็นตัวอย่างประกอบ)
| ข้อจำกัดที่พบ | ผลต่อการตีความ | ข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งต่อไป |
|---|---|---|
| คัดผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดรุนแรงออก | ความชุกน่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง | ศึกษาความชุกในกลุ่มผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงด้วยวิธีวัดที่ทำได้ข้างเตียง |
| แบบภาคตัดขวาง | บอกได้เพียงความสัมพันธ์ ไม่ใช่เหตุและผล | ใช้แบบติดตามไปข้างหน้าเพื่อดูว่าภาวะโภชนาการเกิดก่อนภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยหรือไม่ |
ลำดับการเขียนที่แนะนำสำหรับวิทยานิพนธ์ที่มี 3 วัตถุประสงค์ คือ เขียนสรุปผล 3 ข้อตามลำดับวัตถุประสงค์ แล้วเขียนอภิปรายผล 3 ตอน แต่ละตอนใช้ห้าขั้นในภาพที่ 1 จากนั้นรวบรวมข้อจำกัดจากทั้ง 3 ตอนมาไว้ที่เดียว และปิดด้วยข้อเสนอแนะสองหัวข้อที่ผ่านเกณฑ์ข้างต้น ลำดับนี้ทำให้ตรวจย้อนได้ว่าวัตถุประสงค์ทุกข้อในบทที่ 1 ได้รับการสรุป อภิปราย และมีข้อเสนอแนะครบ
บริบทไทย: บทที่ 5 ของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน
แม้วิทยานิพนธ์ไทยส่วนใหญ่ใช้รูปแบบ 5 บท แต่ตำแหน่งของการอภิปรายผลขึ้นกับคู่มือของแต่ละสถาบัน คู่มือ มจพ. วางการอภิปรายผลไว้ในบทที่ 5 ร่วมกับสรุปและข้อเสนอแนะ [1] ขณะที่คู่มือของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์วางการอภิปรายผลไว้ในบทที่ 4 ต่อจากการรายงานผลทันที และให้บทที่ 5 ประกอบด้วยสรุปผลการวิจัย ข้อจำกัดของการวิจัย (ถ้ามี) การประยุกต์ผลการวิจัย และข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป [8] คู่มือ มจพ. ยังระบุว่างานวิจัยเชิงคุณภาพอาจมีมากกว่า 5 บทได้ [1]
ถ้าสถาบันของคุณอภิปรายผลในบทที่ 4 บทที่ 5 ต้องสั้นและเน้นการนำไปใช้ แต่ถ้าอภิปรายในบทที่ 5 บทที่ 4 ต้องไม่มีการตีความ ก่อนเริ่มเขียนจึงควรตรวจคู่มือฉบับล่าสุดว่ากำหนดหัวข้อย่อยอะไร และข้อจำกัดเป็นหัวข้อบังคับหรือไม่ ดูเพิ่มเติมใน การเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์ในไทย
สรุป
บทที่ 5 ที่ดีตอบสามคำถาม คือผลหมายความว่าอะไร เชื่อได้แค่ไหน และควรทำอะไรต่อ ใช้รายการตรวจด้านล่างก่อนส่งเล่มให้อาจารย์ที่ปรึกษา
- หัวข้อย่อยของบทที่ 5 ตรงกับคู่มือของบัณฑิตวิทยาลัยฉบับล่าสุด
- สรุปผลตามวัตถุประสงค์ทีละข้อ ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ทวนตารางสถิติ
- แต่ละวัตถุประสงค์มีการอภิปรายครบห้าขั้น: ข้อค้นพบ เทียบงานเดิม เหตุผล ข้อจำกัด และความหมาย
- เมื่อผลต่างจากงานเดิม ได้ตรวจความต่างด้านประชากร เครื่องมือ รูปแบบการวิจัย และการวิเคราะห์แล้ว
- แยกนัยสำคัญทางสถิติออกจากความสำคัญเชิงปฏิบัติ และไม่สรุปเกินข้อมูล
- ข้อจำกัดแต่ละข้อบอกทิศทางของผลกระทบต่อการตีความ
- ข้อเสนอแนะทุกข้อผ่านเกณฑ์ 4 ข้อ: ผลข้อใด ใครทำ ทำอะไร ขอบเขตใด
- ข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งต่อไปมาจากข้อจำกัดหรือคำถามที่งานนี้ยังตอบไม่ได้
หากเขียนบทที่ 5 เสร็จแล้วแต่ยังไม่แน่ใจว่าการอภิปรายลึกพอหรือข้อเสนอแนะผูกกับผลจริงหรือไม่ บริการ วิทยานิพนธ์ ของ Editverse มีบรรณาธิการที่จบปริญญาเอกหรือแพทยศาสตร์ในสาขาของคุณช่วยตรวจความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ ผล และข้อเสนอแนะ ตรวจการอ้างอิงงานวิจัยที่นำมาเปรียบเทียบ และขัดเกลาภาษาให้ตรงตามคู่มือของสถาบัน เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยหรือเขียนวิทยานิพนธ์แทนคุณ ส่งต้นฉบับมาที่ [email protected] หรือ ติดต่อทีมงาน
คำถามที่พบบ่อย
บทที่ 5 ต่างจากการทวนผลในบทที่ 4 อย่างไร
บทที่ 5 ตอบว่าผลหมายความว่าอะไร เชื่อได้แค่ไหน และควรทำอะไรต่อ โดยสรุปตามวัตถุประสงค์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ทวนตารางสถิติซ้ำ
การอภิปรายผลควรมีกี่ขั้น
บทความเสนอห้าขั้นต่อหนึ่งวัตถุประสงค์ คือ ข้อค้นพบ เทียบงานเดิม เหตุผล ข้อจำกัด และความหมาย
ข้อเสนอแนะที่ดีต้องมีอะไร
ผ่านเกณฑ์ 4 ข้อ คือ มาจากผลข้อใด ใครเป็นผู้ทำ ทำอะไร และในขอบเขตใด
เอกสารอ้างอิง
- บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. (2558). คู่มือการทำวิทยานิพนธ์ (หัวข้อ 2.2.4–2.2.5 บทที่ 4 และบทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ, หน้า 13–14). https://itd.kmutnb.ac.th/content/e-service/pdf/ThesisManual.pdf
- Docherty, M., & Smith, R. (1999). The case for structuring the discussion of scientific papers. BMJ, 318(7193), 1224–1225. doi:10.1136/bmj.318.7193.1224 PMID: 10231230
- International Committee of Medical Journal Editors. (2026). Recommendations for the conduct, reporting, editing, and publication of scholarly work in medical journals (updated January 2026), Section IV.A.3.f Discussion. https://www.icmje.org/icmje-recommendations.pdf
- Hess, D. R. (2004). How to write an effective discussion. Respiratory Care, 49(10), 1238–1241. PMID: 15447810
- Sri-on, J., Fusakul, Y., Kredarunsooksree, T., Paksopis, T., & Ruangsiri, R. (2022). The prevalence and risk factors of sarcopenia among Thai community-dwelling older adults as defined by the Asian Working Group for Sarcopenia (AWGS-2019) criteria: A cross-sectional study. BMC Geriatrics, 22, 786. doi:10.1186/s12877-022-03471-z PMID: 36207688
- Ioannidis, J. P. A. (2007). Limitations are not properly acknowledged in the scientific literature. Journal of Clinical Epidemiology, 60(4), 324–329. doi:10.1016/j.jclinepi.2006.09.011 PMID: 17346604
- ter Riet, G., Chesley, P., Gross, A. G., Siebeling, L., Muggensturm, P., Heller, N., Umbehr, M., Vollenweider, D., Yu, T., Akl, E. A., Brewster, L., Dekkers, O. M., Mühlhauser, I., Richter, B., Singh, S., Goodman, S., & Puhan, M. A. (2013). All that glitters isn’t gold: A survey on acknowledgment of limitations in biomedical studies. PLoS ONE, 8(11), e73623. doi:10.1371/journal.pone.0073623 PMID: 24324540
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). คู่มือการเขียนวิทยานิพนธ์ บทที่ 1 ส่วนประกอบของวิทยานิพนธ์ (หัวข้อบทที่ 4 ผลการวิจัยและการอภิปราย และบทที่ 5 สรุป, หน้า 5–6). https://grad.wu.ac.th/wp-content/uploads/2022/03/Unit1-WU-thesis-writing-manual-TH.pdf
มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?
ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ





