แผนผังการเรียบเรียงบทคัดย่อภาษาไทยเป็นบทคัดย่อภาษาอังกฤษ 4 ส่วน พร้อมกาลที่ใช้และตัวอย่างสมมติการจัดสรรจำนวนคำ 250 คำ

แปลบทคัดย่อภาษาอังกฤษ: จากบทคัดย่อไทยสู่ Abstract ที่ดี

แปลบทคัดย่อภาษาอังกฤษให้ผ่านตาบรรณาธิการ คือการเรียบเรียงข้อมูลจากบทคัดย่อไทยใหม่เป็นโครงสร้าง Background/Objective, Methods, Results และ Conclusion ที่ตัวเลข กาล และข้อสรุปตรงกับเนื้อเรื่อง ไม่ใช่การแปลทีละประโยค

ทำไมต้องเรียบเรียงใหม่ ไม่ใช่แปลทีละประโยค

ICMJE ระบุว่าบทคัดย่อเป็นส่วนเดียวของบทความที่ถูกทำดัชนีในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก และเป็นส่วนเดียวที่ผู้อ่านจำนวนมากอ่าน ผู้นิพนธ์จึงต้องแน่ใจว่าบทคัดย่อสะท้อนเนื้อหาของบทความอย่างถูกต้อง ICMJE ยังเตือนว่า “ข้อมูลในบทคัดย่อมักต่างจากข้อมูลในเนื้อเรื่อง” ผู้นิพนธ์และบรรณาธิการจึงควรตรวจให้สองส่วนตรงกันระหว่างการแก้ไขและการพิจารณา [1] ในกรณีงานทดลองแบบสุ่ม Hopewell และคณะเขียนไว้ในบทคัดย่อของแนวทาง CONSORT for Abstracts ว่าผู้อ่านจำนวนมาก “ประเมินการทดลองจากข้อมูลในบทคัดย่อเพียงอย่างเดียว” [2]

ฝั่งการเข้าฐานข้อมูล Elsevier กำหนดเกณฑ์ทางเทคนิคของวารสารที่จะถูกพิจารณาเข้า Scopus ไว้ข้อหนึ่งว่าเนื้อหาต้องอ่านได้โดยผู้อ่านนานาชาติ คือมีบทคัดย่อและชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ [6] วารสารไทยที่ต้องการอยู่ในฐานข้อมูลสากล (ดู วิธีเลือกวารสารไทยใน Scopus) จึงต้องมีบทคัดย่อภาษาอังกฤษที่อ่านเข้าใจได้จริง

บทคัดย่อไทยมักเป็นย่อหน้าเดียว ประโยคยาว หลายประเด็นเชื่อมด้วย “ซึ่ง” “โดย” “ทั้งนี้” ถ้าแปลตามลำดับ ผู้อ่านต่างชาติต้องแกะเองว่าอะไรคือวัตถุประสงค์ อะไรคือผล กฎตัดสินใจ: ถือบทคัดย่อไทยเป็นแหล่งข้อมูล ไม่ใช่ร่างแรก แล้วเขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษใหม่จากตารางผลและเนื้อเรื่องของบทความ ถ้ายังต้องปรับโครงสร้างทั้งฉบับ การเรียบเรียงใหม่ต่างจากการตรวจแก้ภาษา และบทความ วิธีเรียบเรียงต้นฉบับใหม่ อธิบายขอบเขตงานทั้งสองแบบ

โครงสร้างและเพดานคำ: เริ่มจากคู่มือผู้นิพนธ์ของวารสาร

ICMJE กำหนดให้งานวิจัยต้นฉบับ systematic review และ meta-analysis ใช้บทคัดย่อแบบมีโครงสร้าง โดยต้องมีบริบทหรือภูมิหลัง วัตถุประสงค์ วิธีการหลัก (การเลือกผู้เข้าร่วม สถานที่ การวัด วิธีวิเคราะห์) ผลหลักพร้อมขนาดผล (effect size) ความสำคัญทางสถิติและทางคลินิกเท่าที่ทำได้ และข้อสรุปหลัก ควรเน้นสิ่งใหม่และสำคัญ ระบุข้อจำกัดที่สำคัญ และไม่ตีความเกินข้อมูล ส่วนแหล่งทุนให้แยกไว้หลังบทคัดย่อ ICMJE ยังระบุว่ารูปแบบของบทคัดย่อแบบมีโครงสร้างต่างกันตามวารสาร [1]

ถ้าเป็นการทดลองแบบสุ่ม ให้ใช้รายการของ CONSORT for Abstracts ซึ่งแนะนำบทคัดย่อแบบมีโครงสร้าง และมีรายการข้อมูลขั้นต่ำ เช่น วัตถุประสงค์ รูปแบบการทดลอง (วิธีจัดสรร การปกปิด) และผู้เข้าร่วม [2] ถ้าเป็น systematic review ให้ดู PRISMA for Abstracts [3] งานแบบอื่นดูวิธีเลือกแนวทางที่ เลือก reporting guideline ให้ตรงกับรูปแบบการศึกษา และ STROBE checklist สำหรับงานสังเกต

แผนผังการเรียบเรียงบทคัดย่อภาษาไทยเป็นบทคัดย่อภาษาอังกฤษ 4 ส่วน พร้อมกาลที่ใช้และตัวอย่างสมมติการจัดสรรจำนวนคำ 250 คำ
ภาพที่ 1: ลำดับการเรียบเรียงบทคัดย่อภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษและตัวอย่างสมมติการจัดสรรคำ 250 คำ (40/70/90/50) ตัวอย่างสมมติเพื่อการวางแผน ไม่ใช่เกณฑ์ของวารสารใด

ภาพที่ 1 แสดงลำดับที่ควรทำ ขั้นแรกแยกข้อมูลลงสี่ช่องก่อนเขียนประโยค ขั้นที่สองจัดสรรจำนวนคำตามเพดานของวารสาร สัดส่วน 40/70/90/50 คำ จาก 250 คำเป็นข้อเสนอของผู้เขียนบทความนี้เพื่อการวางแผน ไม่ใช่เกณฑ์ของวารสารใด หลักคิดคือส่วน Results ควรได้พื้นที่มากที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ผู้อ่านและ reviewer ใช้ตัดสินว่างานน่าอ่านต่อหรือไม่

เพดานคำต่างกันตามวารสาร ตารางต่อไปนี้ดึงจากหน้าคู่มือผู้นิพนธ์ของวารสารบน ThaiJO ที่เปิดอ่านเมื่อ 11 ต.ค. 2569 เป็นกฎของแต่ละวารสารเอง

วารสาร (กฎของวารสารนั้น)ข้อกำหนดบทคัดย่อที่ระบุ
Siriraj Medical Journal (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) [7]ต้นฉบับทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ บทคัดย่อไม่เกิน 250 คำ งานวิจัยใช้หัวข้อ Objective, Materials and Methods, Results, Conclusion บทความทบทวนเขียนเป็นย่อหน้าเดียว คำสำคัญระบุว่าพึงประสงค์ให้ใช้ MeSH
วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข [8]ต้นฉบับเป็นไทยหรืออังกฤษได้ แต่บทคัดย่อต้องมีทั้งสองภาษา เนื้อความไม่ควรเกิน 350 คำ เรียงบทคัดย่อไทยก่อนอังกฤษ
Journal of Sports Science and Technology [9]เขียนเป็นไทยหรืออังกฤษได้ ถ้าเขียนเป็นอังกฤษบทคัดย่อต้องไม่เกิน 300 คำ จะมีหรือไม่มีบทคัดย่อไทยก็ได้ ถ้าเขียนเป็นไทยต้องมีบทคัดย่อทั้งสองภาษา
แผนภูมิแท่งเพดานจำนวนคำของบทคัดย่อตามคู่มือผู้นิพนธ์ของวารสารสามฉบับบน ThaiJO: 250, 300 และ 350 คำ
ภาพที่ 2: เพดานจำนวนคำของบทคัดย่อตามหน้า Information for Authors ของวารสารแต่ละฉบับ เป็นกฎของวารสารนั้น ๆ ที่มา: เว็บไซต์ของวารสารบน ThaiJO เข้าถึง 11 ต.ค. 2569

กฎตัดสินใจ: เพดานคำและหัวข้อย่อยให้ยึดคู่มือของวารสารเป้าหมาย ไม่ใช่ตัวเลขทั่วไป ถ้าบทคัดย่อเดิมเกินเพดาน ให้ตัดจาก Background ก่อน แล้วตัดรายละเอียดวิธีวิเคราะห์ที่ไม่จำเป็น อย่าตัดตัวเลขผลหลักและช่วงความเชื่อมั่น

ขั้นตอนเขียนใหม่ 7 ขั้น

  1. เปิดคู่มือผู้นิพนธ์: จดเพดานคำ ชื่อหัวข้อย่อย จำนวนคำสำคัญ และนโยบาย AI ของวารสาร
  2. แยกข้อมูลลงตาราง 4 ช่อง: ใคร (ประชากร กลุ่มตัวอย่าง จำนวน) ทำอะไร (การออกแบบ ตัวแทรกแซง) วัดอะไร (ตัวแปรผลหลัก ช่วงเวลา) ได้ผลเท่าไร (ตัวเลข ขนาดผล ช่วงความเชื่อมั่น) ดึงตัวเลขจากตารางผลในเนื้อเรื่อง ไม่ใช่จากบทคัดย่อไทย
  3. หนึ่งประโยคหนึ่งข้อมูล: ประโยคสั้นที่มีประธานและกริยาชัด หลีกเลี่ยงการต่อประโยคด้วยอนุประโยคซ้อนกันสามชั้น
  4. ตัวเลขและหน่วย: ใช้เลขอารบิก จุดทศนิยม แปลงปี พ.ศ. เป็น ค.ศ. (ค.ศ. = พ.ศ. ลบ 543) ใช้หน่วยเมตริก และเขียนหน่วยทางห้องปฏิบัติการตามที่วารสารกำหนด ICMJE ระบุให้ใช้หน่วยเมตริก อุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส และความดันเลือดเป็น mmHg เว้นแต่วารสารกำหนดอย่างอื่น [1]
  5. กาล: ธรรมเนียมที่ใช้กันทั่วไปในบทคัดย่อทางการแพทย์คือ Methods และ Results ใช้ past tense ส่วน Conclusion ใช้ present tense กับข้อสรุปที่ข้อมูลรองรับ และ Background ใช้ present กับสถานการณ์ทั่วไป ส่วนวัตถุประสงค์ใช้ past หรือ infinitive (To evaluate …) นี่เป็นธรรมเนียม ไม่ใช่ข้อบังคับของ ICMJE ให้เทียบกับบทคัดย่อบทความล่าสุดในวารสารเป้าหมาย
  6. ตัวย่อ: ICMJE แนะนำให้ใช้เฉพาะตัวย่อมาตรฐาน หลีกเลี่ยงตัวย่อในชื่อเรื่อง และเขียนคำเต็มตามด้วยตัวย่อในวงเล็บเมื่อกล่าวถึงครั้งแรก [1] ในบทคัดย่อให้ใช้ตัวย่อเฉพาะคำที่ซ้ำอย่างน้อยสองครั้ง
  7. ตรวจกลับกับเนื้อเรื่อง: ติ๊กทุกตัวเลขในบทคัดย่อเทียบกับตารางผล จำนวนกลุ่มตัวอย่างต้องตรงกับ flow ของผู้เข้าร่วม และข้อสรุปต้องไม่เกินที่ผลรองรับ

ชื่อเรื่องควรเขียนไปพร้อมกัน ดู ชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษ: ตั้งอย่างไรให้ชัดและถูกค้นเจอ ส่วนคำสำคัญ ให้เปิด MeSH Browser ของ NLM ค้นหัวเรื่องมาตรฐานของแต่ละแนวคิด [10] Siriraj Medical Journal ระบุในคู่มือของตนว่าต้องการคำสำคัญที่เป็น MeSH [7]

กับดักที่พบบ่อยเมื่อเขียนจากบทคัดย่อไทย

รูปแบบในบทคัดย่อไทยปัญหาเมื่อแปลตรง ๆวิธีเขียนที่ใช้แทน
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิง … ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ …This research is a … research which has the objective to … ซ้ำและยืดยาวใช้ To evaluate … ในช่อง Objective และใช้ In this quasi-experimental study, … ในช่อง Methods
ผลการวิจัยพบว่า …The research results found that … ไม่มีข้อมูลเพิ่มเข้าผลเลย เช่น The mean score was 16.8 vs 13.2 …
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05บอกแค่ผ่านเกณฑ์ ไม่บอกขนาดและความไม่แน่นอนรายงานผลต่าง ช่วงความเชื่อมั่น 95% และค่า p ที่แท้จริง (ดู p-value และ effect size)
ประโยคยาวเชื่อมด้วย ซึ่ง / โดย / ทั้งนี้ผู้อ่านหาประธานและกริยาหลักไม่เจอตัดเป็นประโยคสั้น ใช้ relative clause เฉพาะข้อมูลที่ระบุตัวตนของคำนามนั้น
ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดย … (passive ซ้อนหลายชั้น)อ่านหนักและไม่ชัดว่าใครทำใช้ passive เมื่อผู้กระทำไม่สำคัญ ใช้ active เมื่อต้องระบุผู้กระทำ (ดู Passive Voice ในภาษาอังกฤษวิชาการ)
กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วย … จำนวน 60 คนThis sample was patients 60 peopleWe enrolled 60 adults with … หรือ Sixty adults with … (หลีกเลี่ยงขึ้นต้นประโยคด้วยตัวเลข)
ทั้งนี้ควรนำโปรแกรมไปใช้ในหน่วยบริการข้อเสนอแนะเกินกว่าที่ผลรองรับ ขัดกับ ICMJE ที่ให้ไม่ตีความเกินข้อมูลเขียนข้อสรุปที่ผลรองรับและข้อจำกัด เช่น The program was associated with … ; longer follow-up is needed
ร้อยละ 45.5 / ปี พ.ศ. 2567 / ทศนิยมรูปแบบตัวเลขไม่ตรงกับวารสารสากล45.5% / 2024 / ใช้จุดทศนิยม และคงจำนวนทศนิยมเท่ากันทั้งบทคัดย่อ

กรณีผลลัพธ์ในส่วน Results ต้องเขียนละเอียดกว่านี้ ดู Results Section ภาษาอังกฤษ: รายงานตัวเลขให้ถูกต้องและกระชับ และรายการข้อผิดพลาดภาษาอังกฤษที่พบบ่อยใน ข้อผิดพลาดภาษาอังกฤษที่นักวิจัยไทยมักพบ

ตัวอย่างก่อน–หลัง (ตัวอย่างสมมติ)

ตัวอย่างต่อไปนี้สมมติทั้งหมด ตัวเลขและงานวิจัยไม่ได้มาจากงานจริง เขียนขึ้นเพื่อแสดงวิธีคิด

บทคัดย่อไทย (สมมติ)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมให้ความรู้ต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เฉลี่ย 16.8 (SD 2.1) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ 13.2 (SD 2.6) และมีคะแนนพฤติกรรมเฉลี่ย 4.1 (SD 0.5) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ 3.4 (SD 0.6) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ ควรนำโปรแกรมไปใช้ในหน่วยบริการทุกแห่ง

แปลตรงทีละประโยค (สมมติ: แสดงปัญหาที่พบบ่อย)

This research is a quasi-experimental research which has the objective to study the effect of education program on knowledge and foot care behaviors of type 2 diabetes patients. The sample was type 2 diabetes patients 60 people, divided into experimental group and control group, 30 people per group. The research results found that after the experiment 8 weeks, the experimental group had mean knowledge score 16.8 higher than the control group 13.2 and behavior score 4.1 higher than 3.4 with statistical significance at .05 level. Therefore, the program should be implemented in all service units.

เรียบเรียงใหม่ตามโครงสร้าง (สมมติ, 159 คำ)

Background: Foot-care education is commonly offered to people with type 2 diabetes, but evidence from our setting is limited. Objective: To evaluate the effect of a structured education program on knowledge and foot-care behaviors in adults with type 2 diabetes. Methods: In this quasi-experimental study, 60 adults with type 2 diabetes at one outpatient clinic were assigned by ward to an intervention group (n = 30) or a control group (n = 30). The intervention group attended four education sessions; the control group received usual care. Knowledge (0-20) and foot-care behavior (1-5) were scored at baseline and at week 8. Results: At week 8, the intervention group scored higher than the control group on knowledge (16.8 ± 2.1 vs 13.2 ± 2.6; mean difference 3.6, 95% CI 2.4 to 4.8; p < 0.001) and on behavior (4.1 ± 0.5 vs 3.4 ± 0.6; mean difference 0.7, 95% CI 0.4 to 1.0; p < 0.001). Conclusion: The program was associated with higher knowledge and behavior scores at 8 weeks. A randomized design and longer follow-up are needed to confirm these findings.

ส่วนต่างที่ควรสังเกต (ตัวอย่างนี้สมมติ แต่หลักการใช้ได้จริง)

  • ตัดวลี “การวิจัยครั้งนี้เป็น … ซึ่งมีวัตถุประสงค์” เหลือ To evaluate … ในช่อง Objective
  • เติมสิ่งที่บทคัดย่อไทยไม่มี: จำนวนคนต่อกลุ่มที่ตรงกับ flow ของงาน วิธีจัดกลุ่ม ช่วงคะแนนของแบบวัด ผลต่างและช่วงความเชื่อมั่น 95% (ค่าในตัวอย่างคำนวณจากค่าเฉลี่ย SD และ n = 30 ต่อกลุ่มด้วย t-test สองกลุ่มอิสระ)
  • แทน “มีนัยสำคัญที่ระดับ .05” ด้วยผลต่าง ช่วงความเชื่อมั่น และค่า p ที่แท้จริง
  • แก้ “ควรนำไปใช้ทุกแห่ง” เป็นข้อสรุปที่ผลรองรับพร้อมข้อจำกัดด้านการออกแบบ
  • Methods และ Results ใช้ past tense ส่วน Conclusion ใช้ present tense กับข้อความที่ยังเป็นจริงอยู่ (needed)

เครื่องมือแปลและ AI: ช่วยร่างได้ แต่ต้องตรวจทีละตัวเลข

งานวิจัยที่ตรวจสอบได้มีน้อยและยังไม่ครอบคลุมภาษาไทย Sebo และ de Lucia (2024) เทียบ DeepL, Google Translate และ CUBBITT ในการแปลบทคัดย่อภาษาฝรั่งเศสเป็นอังกฤษ จากบทคัดย่อเพียง 10 เรื่องที่ตีพิมพ์ในปี 2021 ในวารสาร CMAJ และ Canadian Family Physician พบว่าคะแนน ROUGE ของเครื่องมือทั้งสามไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และในการประเมินความลื่นไหลโดยผู้ประเมิน 10 คน (ช่วงคะแนน 10 ถึง 50) CUBBITT ได้ค่ามัธยฐาน 43 เทียบกับ DeepL 39, Google Translate 38 และข้อความภาษาอังกฤษต้นฉบับ 40 ผู้เขียนยอมรับว่ายังไม่ได้ประเมินเวลาที่ต้องใช้แก้ไขหลังแปล [4] ข้อจำกัดคือใช้ตัวอย่างเล็ก เป็นภาษาฝรั่งเศส และวัดความใกล้เคียงของข้อความกับต้นฉบับ ไม่ได้วัดว่าตัวเลขและข้อสรุปถูกต้อง การนำผลมาใช้กับภาษาไทยจึงเป็นการสันนิษฐานของผู้เขียนบทความนี้ ไม่ใช่หลักฐาน

อีกด้านหนึ่ง Gao และคณะ (2023) ให้ ChatGPT สร้างบทคัดย่อจากชื่อเรื่องและชื่อวารสารของงานจริง พบว่าบทคัดย่อที่ได้อ่านน่าเชื่อ แต่ “ข้อมูลถูกสร้างขึ้นทั้งหมด” ผู้ประเมินที่ไม่ทราบที่มาระบุได้ถูกต้อง 68% ว่าเป็นข้อความจาก ChatGPT และระบุผิดว่าบทคัดย่อจริง 14% เป็นข้อความจาก ChatGPT [5] บทเรียนใช้ได้ตรง ๆ: ห้ามให้เครื่องมือเขียนบทคัดย่อจากชื่อเรื่อง

กติกาใช้เครื่องมือแปลหรือ AI ช่วยร่าง

  1. ให้เครื่องมือเห็นบทคัดย่อและตารางผลของท่านเอง ไม่ให้เขียนจากหัวข้อ
  2. หลังได้ร่าง ติ๊กทุกตัวเลข หน่วย และจำนวนคนเทียบกับตารางผล
  3. เปรียบเทียบข้อสรุปกับผลจริง ลบข้อความที่เกินข้อมูล
  4. ตรวจนโยบาย AI ของวารสารและเปิดเผยตามที่กำหนด (Scopus แนะนำให้วารสารมีนโยบาย GenAI และให้เปิดเผยการใช้ [6]) รายละเอียดดู ChatGPT งานวิจัย: ใช้ AI อย่างไรไม่ผิดจริยธรรม
  5. อย่านำข้อมูลที่ยังไม่เผยแพร่หรือข้อมูลที่มีข้อจำกัดตามเอกสารรับรองจริยธรรมไปใส่ในเครื่องมือภายนอก ถ้าไม่ได้รับอนุญาต

บริบทไทย: วารสารไทยและฐานข้อมูลกำหนดคนละแบบ

สามฉบับในตารางข้างต้นแสดงว่ากฎต่างกันมาก Siriraj Medical Journal ซึ่งระบุในหน้าของตนว่าอยู่ใน Scopus, DOAJ และ TCI รับเฉพาะต้นฉบับภาษาอังกฤษ [7] ขณะที่วารสารไทยอีกสองฉบับรับต้นฉบับภาษาไทยได้แต่ต้องมีบทคัดย่อภาษาอังกฤษ [8][9] การส่งต้นฉบับไทยไปยังวารสารที่ต้องการอยู่ใน Scopus จึงต้องเตรียมบทคัดย่อภาษาอังกฤษเสมอ เพราะเป็นหนึ่งในเกณฑ์ทางเทคนิคของ Scopus [6] ส่วนเกณฑ์ของ TCI บทความนี้ไม่ได้ตรวจสอบ ความต่างของ TCI กับ Scopus ดู TCI vs Scopus vs ISI

ถ้าบทคัดย่อภาษาอังกฤษจะใช้ในงานประชุมด้วย แนวทางคล้ายกันแต่ต้องดูเพดานคำของงานประชุม ดู วิธีเขียน Conference Abstract ให้ได้รับการคัดเลือก และถ้าวารสารขอ graphical abstract ดู graphical abstract คืออะไร

สรุป

  • เปิดคู่มือผู้นิพนธ์ก่อน: เพดานคำ หัวข้อ รูปแบบ คำสำคัญ นโยบาย AI
  • แยกข้อมูลลงตาราง 4 ช่อง แล้วเขียนใหม่ ไม่แปลทีละประโยค
  • ผลหลักต้องมีตัวเลข ขนาดผล ช่วงความเชื่อมั่น และค่า p ที่แท้จริง
  • Methods/Results ใช้ past, Conclusion ใช้ present กับข้อสรุปที่ข้อมูลรองรับ และตรวจกับบทคัดย่อบทความล่าสุดของวารสาร
  • ตัวเลข หน่วย ปี ค.ศ. และตัวย่อสม่ำเสมอ
  • คำสำคัญใช้ MeSH เมื่อวารสารต้องการ
  • ติ๊กทุกตัวเลขเทียบกับตารางผล และตัดข้อสรุปที่เกินข้อมูล
  • ใช้เครื่องมือแปลหรือ AI เฉพาะกับข้อความของท่านเอง ตรวจทุกตัวเลข และเปิดเผยตามนโยบายวารสาร

ถ้าต้องการให้บรรณาธิการที่มีวุฒิ PhD หรือ MD ในสาขาของท่านเรียบเรียงบทคัดย่อและตรวจความสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ดูบริการ แก้ไขบทความ นักศึกษาและนักวิจัยที่ไม่มีทุนสามารถสอบถามส่วนลดหรือขอคำชี้แจงเพิ่มเติมผ่านแบบฟอร์ม ติดต่อเรา หรืออีเมล [email protected] บริการของเราดำเนินการตามแนวทาง ICMJE, COPE และ GPP3

เอกสารอ้างอิง

  1. ICMJE. (n.d.). Preparing a manuscript for submission to a medical journal (Recommendations for the Conduct, Reporting, Editing, and Publication of Scholarly Work in Medical Journals). https://www.icmje.org/recommendations/browse/manuscript-preparation/preparing-for-submission.html (เข้าถึง 11 ต.ค. 2569)
  2. Hopewell, S., Clarke, M., Moher, D., et al. (2008). CONSORT for reporting randomized controlled trials in journal and conference abstracts: explanation and elaboration. PLoS Medicine, 5(1), e20. doi:10.1371/journal.pmed.0050020 PMID: 18215107
  3. Beller, E. M., Glasziou, P. P., Altman, D. G., et al. (2013). PRISMA for Abstracts: reporting systematic reviews in journal and conference abstracts. PLoS Medicine, 10(4), e1001419. doi:10.1371/journal.pmed.1001419 PMID: 23585737
  4. Sebo, P., & de Lucia, S. (2024). Performance of machine translators in translating French medical research abstracts to English: a comparative study of DeepL, Google Translate, and CUBBITT. PLoS ONE, 19(2), e0297183. doi:10.1371/journal.pone.0297183 PMID: 38300946
  5. Gao, C. A., Howard, F. M., Markov, N. S., et al. (2023). Comparing scientific abstracts generated by ChatGPT to real abstracts with detectors and blinded human reviewers. npj Digital Medicine, 6(1), 75. doi:10.1038/s41746-023-00819-6 PMID: 37100871
  6. Elsevier. (n.d.). Scopus content policy and selection. https://www.elsevier.com/products/scopus/content/content-policy-and-selection (เข้าถึง 11 ต.ค. 2569)
  7. Siriraj Medical Journal, Faculty of Medicine Siriraj Hospital, Mahidol University. (n.d.). Submissions / Information for authors (กฎของวารสาร). https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sirirajmedj/about/submissions (เข้าถึง 11 ต.ค. 2569)
  8. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข. (n.d.). ข้อมูลสำหรับผู้แต่ง (กฎของวารสาร). https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/information/authors (เข้าถึง 11 ต.ค. 2569)
  9. Journal of Sports Science and Technology. (n.d.). Information for authors (กฎของวารสาร). https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSST/information/authors (เข้าถึง 11 ต.ค. 2569)
  10. U.S. National Library of Medicine. (n.d.). MeSH Browser. https://meshb.nlm.nih.gov/ (เข้าถึง 11 ต.ค. 2569)

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *