journal club คืออะไร: วิธีจัดและ Critical Appraisal ทีละขั้น
journal club คือการประชุมกลุ่มที่สมาชิกอ่านบทความวิจัยเรื่องเดียวกันล่วงหน้า แล้วมาประเมินความน่าเชื่อถือของบทความอย่างเป็นระบบ (critical appraisal) เพื่อตัดสินว่าจะนำผลไปใช้กับผู้ป่วยได้หรือไม่
บทความนี้เขียนสำหรับแพทย์ประจำบ้าน แพทย์ พยาบาล และนักวิจัยทางคลินิกที่ต้องจัดหรือนำเสนอ journal club โดยสรุปหลักฐานว่า journal club แบบไหนได้ผล เปรียบเทียบเครื่องมือ CASP, JBI และ RoB 2 และสาธิตการประเมิน RCT ที่ตีพิมพ์จริงทีละขั้นพร้อมการคำนวณ
journal club คืออะไร และหลักฐานบอกอะไรเกี่ยวกับประโยชน์ของมัน
journal club ในวงการสุขภาพมีมานานกว่าร้อยปี สมาชิกพบกันสม่ำเสมอเพื่อวิจารณ์บทความวิจัย และฝึกความเข้าใจด้านการออกแบบการวิจัย สถิติ และการประเมินบทความ [1] คำว่า critical appraisal ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการจับผิด แต่หมายถึงการถามคำถามชุดเดียวกันกับทุกบทความ ได้แก่ ผลน่าเชื่อถือหรือไม่ ผลคืออะไร และผลใช้กับผู้ป่วยของเราได้หรือไม่
หลักฐานเรื่องประโยชน์ของ journal club มีอยู่จริงแต่ไม่ได้แข็งแรงทุกด้าน งานทดลองแบบสุ่มของ Linzer และคณะสุ่มแพทย์ฝึกหัดอายุรศาสตร์ 44 คนให้เข้า journal club หรือ seminar ควบคุม หลังเข้าร่วมเฉลี่ยห้าครั้ง ผู้เข้า journal club รายงานว่านิสัยการอ่านดีขึ้น 86% เทียบกับ 0% ในกลุ่มควบคุม และคะแนนความรู้ด้านระบาดวิทยาและชีวสถิติเพิ่มขึ้นมากกว่า แต่ความสามารถในการประเมินบทความทดสอบเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในทั้งสองกลุ่ม โดยไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ [2] ข้อค้นพบนี้สำคัญ เพราะบอกว่าการนั่งฟังเฉย ๆ ไม่ได้ทำให้ทักษะการประเมินเพิ่มขึ้นเอง
Deenadayalan และคณะทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบบทความ 101 เรื่อง ใช้เป็นฐานหลักฐาน 21 เรื่อง และ 12 เรื่องรายงานประสิทธิผลของ journal club โดยคุณภาพระเบียบวิธีอยู่ในระดับปานกลาง กว่า 80% ของบทความรายงานว่า journal club ช่วยเพิ่มความรู้และทักษะการประเมินบทความ แต่ไม่มีบทความใดรายงานการแปลงหลักฐานจาก journal club ไปสู่การปฏิบัติทางคลินิก [1] ส่วนการทบทวนในแพทย์ประจำบ้านศัลยศาสตร์ของ Ahmadi และคณะพบว่าคุณภาพการศึกษาโดยรวมต่ำ มีเพียงสองเรื่องที่เป็น RCT ผู้เข้าร่วมพึงพอใจกับรูปแบบ journal club แต่ยังไม่ชัดว่าองค์ประกอบใดสำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้ และผลต่อการดูแลผู้ป่วยยังไม่ทราบ [3]
องค์ประกอบของ journal club ที่ได้ผล
เมื่อหลักฐานบอกว่ารูปแบบมีผลต่อผลลัพธ์ คำถามต่อไปคือควรจัดอย่างไร Deenadayalan และคณะสรุปลักษณะของ journal club ที่ประสบความสำเร็จไว้ ได้แก่ การประชุมสม่ำเสมอและรู้กำหนดล่วงหน้า การกำหนดให้เข้าร่วม มีเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวชัดเจน เวลาประชุมและแรงจูงใจที่เหมาะสม มีผู้นำที่ผ่านการฝึกเป็นคนเลือกบทความและนำอภิปราย แจกบทความก่อนประชุม ใช้อินเทอร์เน็ตเผยแพร่และเก็บข้อมูล ใช้กระบวนการ critical appraisal ที่เป็นที่ยอมรับ และสรุปผลของแต่ละครั้งไว้ [1]
แนวทางของ Council of Emergency Medicine Residency Directors โดย Gottlieb และคณะ ให้รายละเอียดเชิงปฏิบัติเพิ่มเติม คือ กำหนดเป้าหมายที่สมาชิกเห็นตรงกัน ให้อาจารย์ที่มีประสบการณ์ช่วยเลือกบทความ แจกบทความ 1–2 สัปดาห์ก่อนประชุมพร้อมเตือนให้อ่าน ใช้เครื่องมือประเมินที่มีโครงสร้าง เลือกเป้าหมายหลักของแต่ละครั้งว่าจะฝึก critical appraisal หรือจะใช้ตอบคำถามทางคลินิก ให้ผู้เรียนมีส่วนเลือกหัวข้อ และให้คำถามทางคลินิกเป็นตัวกำหนดบทความ [4] แนวทางเดียวกันแนะนำการประชุมรายเดือนตามรอบที่กำหนด และการกำหนดให้เข้าร่วม
ขั้นตอนจัด journal club ทีละขั้น
ภาพที่ 1 แปลงข้อแนะนำข้างต้นเป็นลำดับงานแปดขั้น แบ่งเป็นก่อน ระหว่าง และหลังประชุม

ก่อนประชุม
ขั้นที่ 1 ตั้งคำถามทางคลินิกแบบ PICO เช่น ในผู้ใหญ่ที่บาดเจ็บและมีเลือดออก (P) การให้ tranexamic acid (I) เทียบกับไม่ให้ (C) ลดการเสียชีวิต (O) หรือไม่ คำถามที่ชัดทำให้เลือกบทความได้ตรง และทำให้การอภิปรายจบที่การตัดสินใจ ไม่ใช่การสรุปเนื้อหาบทความ
ขั้นที่ 2 เลือกบทความและ checklist ให้ตรงกับรูปแบบการวิจัย คำถามเรื่องการรักษาควรใช้ RCT หรือ systematic review ของ RCT และใช้ checklist ของรูปแบบนั้น ถ้าบทความเป็น cohort หรือ case-control ให้ใช้ checklist ของรูปแบบนั้นแทน CASP มี checklist แยกตามรูปแบบ เช่น RCT, cohort, case-control, diagnostic study และ systematic review [5]
ขั้นที่ 3 แจกบทความล่วงหน้า 1–2 สัปดาห์ พร้อม checklist ที่จะใช้ และมอบหมายบทบาท เช่น ผู้นำเสนอ ผู้ตอบส่วนระเบียบวิธี และผู้ตอบส่วนการนำไปใช้
ระหว่างประชุม
ขั้นที่ 4–6 เดินตามโครงสร้างของ checklist ตามลำดับ คือ ความตรงภายใน ผลลัพธ์ และการนำไปใช้ CASP แนะนำว่าระหว่างประเมินไม่ควรเดาว่าผู้วิจัยทำอะไรไว้ ถ้าบอกไม่ได้ให้ตอบ Can’t tell และถ้าคำตอบ Can’t tell มีจำนวนมาก ให้ตีความผลอย่างระมัดระวัง [5]
หลังประชุม
ขั้นที่ 7–8 สรุปผลเป็นบันทึกหนึ่งหน้า ระบุคำถาม บทความ จุดแข็ง จุดอ่อน สิ่งที่ยังไม่ทราบ และข้อเสนอ แล้วเก็บไว้ในที่ที่ทีมค้นได้ การสรุปผลเป็นหนึ่งในลักษณะของ journal club ที่ได้ผลตามการทบทวนของ Deenadayalan และคณะ [1] และช่วยให้รอบถัดไปไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
เลือกเครื่องมือ critical appraisal: CASP, JBI และ RoB 2
ความสับสนที่พบบ่อยคือการใช้ CONSORT เป็นเครื่องมือประเมินคุณภาพ CONSORT 2025 เป็นแนวทางการรายงานผล RCT ประกอบด้วย checklist 30 ข้อและแผนภาพการไหลของผู้เข้าร่วม [6] จึงตอบได้ว่าบทความรายงานข้อมูลครบหรือไม่ แต่ไม่ได้ตัดสินว่าผลมีอคติมากน้อยเพียงใด สำหรับการตัดสินอคติ ให้ใช้เครื่องมือในตารางที่ 1
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบเครื่องมือที่ใช้บ่อยใน journal club สำหรับบทความ RCT
| เครื่องมือ | ใช้ทำอะไร | โครงสร้าง | เหมาะกับ journal club เมื่อ |
|---|---|---|---|
| CASP RCT Checklist (2024) | ประเมินความน่าเชื่อถือ ผลลัพธ์ และการนำไปใช้ของ RCT หนึ่งเรื่อง | 11 ข้อ ใน 4 ส่วน: A การออกแบบ B ระเบียบวิธี C ผลลัพธ์ D การนำไปใช้ในบริบทของเรา ตอบ Yes / No / Can’t tell | กลุ่มผู้เริ่มต้น ต้องการเครื่องมือเดียวที่จบได้ในหนึ่งรอบประชุม |
| JBI Critical Appraisal Tool for RCTs (2023) | ประเมินความเสี่ยงต่ออคติ แยกตามโดเมน | 13 ข้อ: ความตรงภายใน (อคติจากการคัดเลือกและจัดสรร การให้การรักษา การวัดผล การคงอยู่ของผู้เข้าร่วม) และความตรงของข้อสรุปเชิงสถิติ บางข้อประเมินรายผลลัพธ์ | ต้องการฝึกแยกประเมินทีละ outcome หรือเตรียมพื้นฐานไปทำ systematic review |
| Cochrane RoB 2 (2019) | ตัดสินความเสี่ยงต่ออคติของผลลัพธ์หนึ่งรายการ | 5 โดเมน: กระบวนการสุ่ม การเบี่ยงจากการรักษาที่ตั้งใจ ข้อมูลผลลัพธ์ที่ขาดหาย การวัดผลลัพธ์ และการเลือกรายงานผล | กลุ่มที่มีประสบการณ์ หรืองานที่จะต่อยอดเป็น meta-analysis |
| CONSORT 2025 | แนวทางการรายงาน RCT ไม่ใช่เครื่องมือประเมินคุณภาพ | checklist 30 ข้อ และแผนภาพการไหลของผู้เข้าร่วม | ใช้ตรวจว่าบทความรายงานข้อมูลครบพอให้ประเมินได้หรือไม่ |
ที่มา: CASP RCT Checklist ฉบับ 2024 [5] Barker และคณะ (2023) และแบบฟอร์มของ JBI [7] Sterne และคณะ (2019) [8] และ Hopewell และคณะ (2025) [6]
แบบฟอร์มของ JBI ระบุไว้เองว่าแม้เครื่องมือออกแบบมาสำหรับ systematic review แต่ใช้ใน journal club และใช้เป็นเครื่องมือสอนได้ [7] ส่วน RoB 2 ให้ตัดสินความเสี่ยงต่ออคติแยกตามผลลัพธ์ จึงละเอียดกว่า [8] และในทางปฏิบัติมักใช้เวลามากกว่าเครื่องมือแบบ checklist ทั่วไป คำแนะนำเชิงปฏิบัติคือ เริ่มด้วย CASP ในปีแรกของการฝึก แล้วค่อยเพิ่ม JBI หรือ RoB 2 เมื่อกลุ่มคุ้นกับแนวคิดเรื่องอคติแล้ว
ตัวอย่าง critical appraisal ทีละขั้น: RCT ที่ตีพิมพ์จริง
ตัวอย่างนี้ใช้การทดลอง CRASH-2 ที่ตีพิมพ์ใน Lancet ปี 2010 ซึ่งสุ่มผู้ป่วยบาดเจ็บ 20,211 รายใน 274 โรงพยาบาลจาก 40 ประเทศ ให้ได้รับ tranexamic acid หรือยาหลอกภายใน 8 ชั่วโมงหลังบาดเจ็บ [9] ตารางที่ 2 แสดงการตอบคำถาม CASP จากบทคัดย่อ ซึ่งเป็นจุดเริ่มที่ดีสำหรับการเตรียมตัว แต่ในการประชุมจริงต้องใช้ฉบับเต็ม
ตารางที่ 2: ตัวอย่างการประเมิน CRASH-2 ด้วย CASP RCT Checklist จากบทคัดย่อ
| ข้อ CASP | คำถาม | หลักฐานจากบทคัดย่อ CRASH-2 | คำตอบ |
|---|---|---|---|
| 1 | คำถามวิจัยชัดเจน (PICO) หรือไม่ | P: ผู้ใหญ่บาดเจ็บที่มีหรือเสี่ยงต่อเลือดออกมาก ภายใน 8 ชั่วโมง; I: tranexamic acid 1 g ใน 10 นาที แล้ว 1 g ใน 8 ชั่วโมง; C: ยาหลอกที่เหมือนกัน; O: เสียชีวิตในโรงพยาบาลภายใน 4 สัปดาห์ | Yes |
| 2 | การจัดสรรเป็นแบบสุ่มหรือไม่ | สุ่มด้วยเครื่องสร้างเลขสุ่มของคอมพิวเตอร์ block ขนาด 8 สมดุลตามศูนย์ วิธีปกปิดลำดับการจัดสรรต้องอ่านในฉบับเต็ม | Yes (ตรวจ concealment ในฉบับเต็ม) |
| 3 | ติดตามผู้เข้าร่วมครบและวิเคราะห์ตามกลุ่มที่สุ่มหรือไม่ | สุ่ม 10,096 และ 10,115 ราย วิเคราะห์ได้ 10,060 และ 10,067 ราย (ขาด 36 และ 48 ราย) วิเคราะห์แบบ intention to treat | Yes |
| 4 | ผู้ป่วย ผู้ให้การรักษา และผู้ประเมินผลถูกปกปิดหรือไม่ | ผู้เข้าร่วมและเจ้าหน้าที่ทั้งที่ศูนย์วิจัยและศูนย์ประสานงานไม่ทราบกลุ่ม | Yes |
| 5 | กลุ่มคล้ายกันตั้งแต่เริ่มหรือไม่ | บทคัดย่อไม่แสดง ต้องดูตารางลักษณะพื้นฐานในฉบับเต็ม | Can’t tell จากบทคัดย่อ |
| 6 | ได้รับการดูแลอื่นเท่ากันหรือไม่ | บทคัดย่อไม่ระบุ | Can’t tell จากบทคัดย่อ |
| 7 | รายงานผลครบถ้วนหรือไม่ | รายงานผลลัพธ์หลักรายกลุ่ม พร้อมสาเหตุการตาย 5 หมวด | Yes |
| 8 | รายงานความแม่นยำของผลหรือไม่ | RR 0.91 (95% CI 0.85–0.97), p = 0.0035 | Yes |
| 9 | ประโยชน์คุ้มกับอันตรายและต้นทุนหรือไม่ | ภาวะหลอดเลือดอุดตันเป็นผลลัพธ์ที่วัดไว้ ผู้วิจัยสรุปว่าปลอดภัย ต้นทุนต้องประเมินเอง | ตัดสินในที่ประชุม |
| 10–11 | ใช้กับผู้ป่วยและระบบของเราได้หรือไม่ | 274 โรงพยาบาล 40 ประเทศ ต้องให้ยาภายใน 8 ชั่วโมงหลังบาดเจ็บ | ตัดสินในที่ประชุม |
ข้อมูลจากบทคัดย่อของ CRASH-2 trial collaborators (2010) [9] คำถามจาก CASP RCT Checklist ฉบับ 2024 [5] คำตอบเป็นการสาธิตของผู้เขียน ในการประชุมจริงควรใช้บทความฉบับเต็ม
คำนวณ ARR และ NNT จากตัวเลขในบทความ
บทความรายงานว่าผู้ป่วยเสียชีวิต 1,463 จาก 10,060 ราย (14.5%) ในกลุ่ม tranexamic acid และ 1,613 จาก 10,067 ราย (16.0%) ในกลุ่มยาหลอก relative risk เท่ากับ 0.91 (95% CI 0.85–0.97) และ p = 0.0035 [9] ตัวเลข RR บอกว่าความเสี่ยงลดลงราว 9% เชิงสัมพัทธ์ แต่ผู้ตัดสินใจทางคลินิกต้องการตัวเลขสัมบูรณ์ จึงคำนวณต่อดังนี้
- ARR = อัตราในกลุ่มควบคุม − อัตราในกลุ่มทดลอง = 0.1602 − 0.1454 = 0.0148 หรือ 1.5 จุดร้อยละ (95% CI 0.5–2.5)
- NNT = 1 ÷ ARR = 1 ÷ 0.0148 ≈ 67.6 ปัดขึ้นเป็น 68 คือต้องให้ยาผู้ป่วยราว 68 รายเพื่อป้องกันการเสียชีวิตหนึ่งราย (95% CI ประมาณ 41–206)
# CRASH-2: ผลลัพธ์หลัก เสียชีวิตในโรงพยาบาลภายใน 4 สัปดาห์
a <- 1463; n1 <- 10060 # tranexamic acid
b <- 1613; n2 <- 10067 # placebo
p1 <- a / n1; p2 <- b / n2 # 0.1454, 0.1602
rr <- p1 / p2 # 0.908
arr <- p2 - p1 # 0.0148
se <- sqrt(p1*(1-p1)/n1 + p2*(1-p2)/n2)
arr + c(-1, 1) * 1.96 * se # 0.0049 ถึง 0.0247
1 / arr # NNT = 67.6 -> ปัดขึ้นเป็น 68
rev(1 / (arr + c(-1, 1) * 1.96 * se)) # NNT 95% CI ประมาณ 41 ถึง 206
ภาพที่ 2 ทำให้เห็นว่า RR 0.91 ซึ่งฟังดูเล็ก มีความหมายเป็นการเสียชีวิตที่ลดลงราว 15 รายต่อผู้ป่วย 1,000 คน และช่วงความเชื่อมั่นของ NNT ที่กว้างตั้งแต่ราว 41 ถึง 206 บอกว่าขนาดประโยชน์จริงยังไม่แน่นอนนัก แม้ทิศทางจะชัด การอภิปรายที่ดีควรถามต่อว่าอัตราตายของผู้ป่วยในโรงพยาบาลของเราใกล้เคียง 16% หรือไม่ เพราะถ้าอัตราพื้นฐานต่ำกว่า ARR จะเล็กลงและ NNT จะสูงขึ้นแม้ RR เท่าเดิม
กฎตัดสินใจหลังอ่านผล RCT ในที่ประชุม
- ถ้าคำถามข้อ 1–4 ของ CASP มีคำตอบ No ให้ตั้งข้อสงสัยต่อขนาดผลอย่างมาก เพราะตัวเลขอาจมาจากอคติ และให้ถามต่อว่าข้อบกพร่องนั้นกระทบผลลัพธ์หลักจริงหรือไม่ (เช่น การไม่ปกปิดผู้ป่วยกระทบผลลัพธ์ที่วัดแบบอัตวิสัยมากกว่าการเสียชีวิต) นี่เป็นแนวทางปฏิบัติของผู้เขียน ไม่ใช่กฎที่ CASP กำหนด
- ถ้ามี Can’t tell หลายข้อ ให้กลับไปอ่านฉบับเต็มหรือภาคผนวก ก่อนสรุปว่างานวิจัยมีจุดอ่อน
- แปลง RR เป็น ARR และ NNT ทุกครั้ง โดยใช้อัตราเหตุการณ์ของกลุ่มควบคุมจากงานวิจัย หรือจากผู้ป่วยของเราเอง
- อ่านขอบทั้งสองด้านของ 95% CI: ถ้าขอบที่ให้ประโยชน์น้อยที่สุดยังคุ้มค่าในทางคลินิก ผลนั้นมีน้ำหนัก ถ้าไม่ ให้สรุปว่าหลักฐานยังไม่แน่นอน
- สรุปเป็นข้อเสนอเดียว: ใช้ ไม่ใช้ หรือรอหลักฐานเพิ่ม พร้อมเหตุผลหนึ่งบรรทัด
บริบทไทย: journal club ในหลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน
ในประเทศไทย journal club ไม่ใช่กิจกรรมทางเลือก แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์หลักสูตรฝึกอบรม ตัวอย่างจากหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ฉบับปี พ.ศ. 2566 กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำให้แพทย์ประจำบ้านปีที่ 2 และ 3 เข้าร่วม journal club 40 ชั่วโมงต่อชั้นปี และปีที่ 4 จำนวน 20 ชั่วโมง ขณะที่เกณฑ์เฉพาะสำหรับสถาบันฝึกอบรมในหลักสูตรเดียวกันกำหนดให้มี journal club ที่แพทย์ประจำบ้านทุกชั้นปีต้องเข้าร่วมอย่างน้อย 25 ชั่วโมงต่อปี [10] เกณฑ์ของแต่ละสาขาและสถาบันต่างกัน ผู้จัดจึงควรตรวจหลักสูตรของตนเองก่อนวางตาราง
ตารางที่ 3: ตัวอย่างเกณฑ์ขั้นต่ำการเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ (บางรายการ) ในหลักสูตรแพทย์ประจำบ้านสาขาตจวิทยา รพ.รามาธิบดี พ.ศ. 2566
| กิจกรรมวิชาการ | ปีที่ 2 และ 3 (ชั่วโมงต่อชั้นปี) | ปีที่ 4 (ชั่วโมง) |
|---|---|---|
| Journal club | 40 | 20 |
| Grand round | 40 | 20 |
| Case discussion / Interesting case conference / Teaching round | 40 | 30 |
| Topic discussion / Topic review | 25 | 15 |
| Research | 8 | 6 |
ที่มา: ภาคผนวก 2 ของหลักสูตร [10] คัดมาเฉพาะบางกิจกรรม
อีกจุดที่ควรเพิ่มใน checklist ของ journal club ไทย คือการตรวจทะเบียนการทดลองทางคลินิก บทความ RCT ควรมีหมายเลขทะเบียน และควรเทียบผลลัพธ์หลักที่ลงทะเบียนไว้กับผลลัพธ์ที่รายงาน ถ้าบทความเป็นงานของทีมไทยที่ลงทะเบียนใน Thai Clinical Trials Registry (TCTR) ให้ดูสถานะโครงการด้วย TCTR ประกาศเมื่อ 18 มีนาคม 2026 (พ.ศ. 2569) ว่าโครงการที่สถานะยังเป็น Unknown จะไม่ถูกนำเข้าฐานข้อมูล WHO ICTRP จึงค้นผ่านแพลตฟอร์มของ WHO ไม่พบ และอาจเป็นปัญหากับข้อกำหนดของวารสาร [11] รายละเอียดการลงทะเบียนอ่านได้ใน คู่มือลงทะเบียน TCTR ของเรา
สำหรับผู้ที่นำประสบการณ์จาก journal club ไปทำงานวิจัยของตนเอง เช่น งานวิจัยจากงานประจำหรืองาน observational ที่ใช้ STROBE ให้จำไว้ว่าเครื่องมือที่ใช้ประเมินงานของผู้อื่น คือเกณฑ์เดียวกับที่ reviewer จะใช้ประเมินงานของเรา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยใน journal club
- สรุปเนื้อหาแทนการประเมิน ผู้นำเสนอใช้เวลาส่วนใหญ่เล่าบทความ จนไม่มีเวลาตอบคำถามเรื่องอคติและการนำไปใช้
- รายงานแต่ RR หรือ p-value โดยไม่แปลงเป็น ARR และ NNT ซึ่ง CASP ระบุไว้ในข้อ 7 ว่าควรดูทั้งผลเชิงสัมพัทธ์และผลสัมบูรณ์สำหรับผลลัพธ์แบบสองค่า [5]
- ตัดสินความเหมือนของกลุ่มจาก p-value ของตารางลักษณะพื้นฐาน แนวทางของ JBI เตือนว่าไม่ควรพิจารณาเฉพาะ p-value ของการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม แต่ต้องดูสัดส่วนของลักษณะที่อาจอธิบายผลได้ [7]
- สับสนระหว่างการวิเคราะห์ ITT กับความครบถ้วนของการติดตาม JBI แยกสองเรื่องนี้เป็นคำถามข้อ 10 และ 11 [7]
- จบโดยไม่มีข้อเสนอ ทั้งที่การทบทวนพบว่ายังไม่มีหลักฐานว่า journal club เปลี่ยนการปฏิบัติจริง [1] การบังคับให้ทุกครั้งจบด้วยการตัดสินใจหนึ่งข้อจึงเป็นวิธีปิดช่องว่างนี้
สรุป
- เริ่มจากคำถามทางคลินิกแบบ PICO แล้วเลือกบทความที่ตอบคำถามนั้น
- เลือก checklist ให้ตรงกับรูปแบบการวิจัย และแจกบทความพร้อม checklist ล่วงหน้า 1–2 สัปดาห์
- ใช้ CASP สำหรับผู้เริ่มต้น และ JBI หรือ RoB 2 เมื่อต้องการประเมินอคติรายผลลัพธ์ ใช้ CONSORT ตรวจความครบถ้วนของการรายงานเท่านั้น
- ประเมินตามลำดับ: ความตรงภายใน ผลลัพธ์ และการนำไปใช้ ตอบ Can’t tell เมื่อบทความไม่ได้ระบุ
- แปลง RR เป็น ARR และ NNT พร้อม 95% CI และถามว่าอัตราพื้นฐานของผู้ป่วยเราต่างจากงานวิจัยเท่าใด
- ตรวจหมายเลขทะเบียนการทดลอง และเทียบผลลัพธ์หลักที่ลงทะเบียนกับที่รายงาน
- สรุปเป็นบันทึกหนึ่งหน้า และจบด้วยข้อเสนอเดียว: ใช้ ไม่ใช้ หรือรอหลักฐานเพิ่ม
- ตรวจเกณฑ์ชั่วโมง journal club ในหลักสูตรฝึกอบรมของสาขาและสถาบันของตนเอง
ทักษะที่ฝึกใน journal club ใช้ได้ทันทีเมื่อถึงเวลาเขียนงานวิจัยของตนเอง ถ้าคุณกำลังเตรียมต้นฉบับงานวิจัยทางคลินิก และต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีวุฒิปริญญาเอกหรือแพทยศาสตรบัณฑิตในสาขาเดียวกับคุณช่วยตรวจระเบียบวิธี การรายงานตามแนวทาง และภาษาอังกฤษ ดูรายละเอียดบริการวิจัยทางคลินิกของเรา เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ
คำถามที่พบบ่อย
ควรเลือก checklist ใดสำหรับ journal club
เลือกให้ตรงกับรูปแบบการวิจัย ใช้ CASP สำหรับผู้เริ่มต้น และ JBI หรือ RoB 2 เมื่อต้องการประเมินอคติรายผลลัพธ์ ส่วน CONSORT ใช้ตรวจความครบถ้วนของการรายงานเท่านั้น
ควรแจกบทความล่วงหน้านานเท่าไร
แจกบทความพร้อม checklist ล่วงหน้า 1–2 สัปดาห์ และมอบหมายบทบาท เช่น ผู้นำเสนอ ผู้ตอบส่วนระเบียบวิธี และผู้ตอบส่วนการนำไปใช้
ควรสรุป journal club อย่างไร
สรุปเป็นบันทึกหนึ่งหน้า และจบด้วยข้อเสนอเดียว คือ ใช้ ไม่ใช้ หรือรอหลักฐานเพิ่ม
เอกสารอ้างอิง
- Deenadayalan, Y., Grimmer-Somers, K., Prior, M., & Kumar, S. (2008). How to run an effective journal club: A systematic review. Journal of Evaluation in Clinical Practice, 14(5), 898–911. doi:10.1111/j.1365-2753.2008.01050.x PMID: 19018924
- Linzer, M., Brown, J. T., Frazier, L. M., DeLong, E. R., & Siegel, W. C. (1988). Impact of a medical journal club on house-staff reading habits, knowledge, and critical appraisal skills: A randomized control trial. JAMA, 260(17), 2537–2541. doi:10.1001/jama.1988.03410170085039 PMID: 3050179
- Ahmadi, N., McKenzie, M. E., Maclean, A., Brown, C. J., Mastracci, T., & McLeod, R. S. (2012). Teaching evidence based medicine to surgery residents – is journal club the best format? A systematic review of the literature. Journal of Surgical Education, 69(1), 91–100. doi:10.1016/j.jsurg.2011.07.004 PMID: 22208839
- Gottlieb, M., King, A., Byyny, R., Parsons, M., & Bailitz, J. (2018). Journal club in residency education: An evidence-based guide to best practices from the Council of Emergency Medicine Residency Directors. Western Journal of Emergency Medicine, 19(4), 746–755. doi:10.5811/westjem.2018.4.37507 PMID: 30013715
- Critical Appraisal Skills Programme (CASP). (2024). CASP checklist: For randomised controlled trials (RCTs). https://casp-uk.net/casp-checklists/CASP-checklist-randomised-controlled-trials-RCT-2024.pdf
- Hopewell, S., Chan, A.-W., Collins, G. S., Hróbjartsson, A., Moher, D., Schulz, K. F., et al. (2025). CONSORT 2025 statement: Updated guideline for reporting randomised trials. BMJ, 389, e081123. doi:10.1136/bmj-2024-081123 PMID: 40228833
- Barker, T. H., Stone, J. C., Sears, K., Klugar, M., Tufanaru, C., Leonardi-Bee, J., Aromataris, E., & Munn, Z. (2023). The revised JBI critical appraisal tool for the assessment of risk of bias for randomized controlled trials. JBI Evidence Synthesis, 21(3), 494–506. doi:10.11124/JBIES-22-00430 PMID: 36727247 แบบฟอร์ม: https://jbi.global/critical-appraisal-tools
- Sterne, J. A. C., Savović, J., Page, M. J., Elbers, R. G., Blencowe, N. S., Boutron, I., et al. (2019). RoB 2: A revised tool for assessing risk of bias in randomised trials. BMJ, 366, l4898. doi:10.1136/bmj.l4898 PMID: 31462531
- CRASH-2 trial collaborators, Shakur, H., Roberts, I., et al. (2010). Effects of tranexamic acid on death, vascular occlusive events, and blood transfusion in trauma patients with significant haemorrhage (CRASH-2): A randomised, placebo-controlled trial. Lancet, 376(9734), 23–32. doi:10.1016/S0140-6736(10)60835-5 PMID: 20554319
- ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. (2566). หลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านเพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยา ฉบับปี พ.ศ. 2566 (ภาคผนวก 2 และเกณฑ์เฉพาะสำหรับสถาบันฝึกอบรม). https://www.rama.mahidol.ac.th/med/sites/default/files/public/img/Staff/skin/syllabus-skin-rama-V2566-05082567.pdf
- Thai Clinical Trials Registry (TCTR). (2026, 18 March). Announcement to TCTR users on studies with status “Unknown” and import into the WHO ICTRP database. https://www.thaiclinicaltrials.org/
มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?
ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ





