กราฟแท่งแสดงจำนวนการอ้างอิงของบทความ 12 เรื่องเรียงจากมากไปน้อย พร้อมเส้น y = x ที่ตัดกันที่ลำดับ 7 แสดงว่า h-index เท่ากับ 7

h-index คืออะไร คำนวณและตรวจสอบได้อย่างไร

h-index คือตัวเลขที่บอกว่านักวิจัยมีบทความอย่างน้อย h เรื่องที่แต่ละเรื่องถูกอ้างอิงอย่างน้อย h ครั้ง คำนวณเองได้ในไม่กี่นาที แต่ค่าที่ได้จะต่างกันตามฐานข้อมูล สาขาวิชา และวันที่ตรวจ จึงต้องอ่านอย่างมีบริบทเสมอ

h-index คืออะไร และใครเป็นผู้เสนอ

h-index ถูกเสนอโดย Jorge E. Hirsch นักฟิสิกส์จาก University of California, San Diego ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2005 โดยนิยามว่า h คือจำนวนบทความที่มีจำนวนการอ้างอิงมากกว่าหรือเท่ากับ h [1] กล่าวอีกแบบคือ ถ้านักวิจัยมี h-index เท่ากับ 10 แปลว่ามีบทความอย่างน้อย 10 เรื่องที่ถูกอ้างอิงเรื่องละอย่างน้อย 10 ครั้ง และบทความที่เหลือแต่ละเรื่องถูกอ้างอิงไม่เกิน 10 ครั้ง

เหตุผลที่ Hirsch เสนอตัวชี้วัดนี้คือ ตัวเลขที่ใช้กันก่อนหน้ามีจุดอ่อนชัดเจน ในฉบับ preprint ของบทความ เขาไล่เปรียบเทียบไว้ว่า จำนวนบทความทั้งหมดวัดผลิตภาพได้แต่ไม่วัดผลกระทบ จำนวนการอ้างอิงรวมอาจถูกดันให้สูงด้วยบทความดังเพียงไม่กี่เรื่อง และให้น้ำหนักกับบทความปริทัศน์มากเกินไป ส่วนค่าการอ้างอิงต่อบทความกลับให้รางวัลกับผู้ที่ตีพิมพ์น้อยและลงโทษผู้ที่ตีพิมพ์มาก [2] h-index พยายามรวมทั้งปริมาณและผลกระทบไว้ในตัวเลขเดียว

ตัวอย่างในบทความต้นฉบับช่วยให้เห็นภาพ Hirsch รายงานว่านักฟิสิกส์ที่มี h สูงที่สุดในขณะนั้นคือ Edward Witten ซึ่งมี h = 110 หมายความว่า Witten มีบทความ 110 เรื่องที่ถูกอ้างอิงเรื่องละอย่างน้อย 110 ครั้ง และทำให้จำนวนการอ้างอิงรวมต้องไม่ต่ำกว่า h2 = 12,100 ครั้ง [2] ความสัมพันธ์ h2 ≤ จำนวนการอ้างอิงรวม นี้เป็นเครื่องมือตรวจความสมเหตุสมผลง่าย ๆ เมื่อคุณคำนวณค่าของตัวเอง

ควรแยกให้ชัดว่า h-index เป็นตัวชี้วัดระดับบุคคล ต่างจากตัวชี้วัดระดับวารสารอย่าง Impact Factor, CiteScore หรือ SJR ที่วัดวารสารทั้งฉบับ การนำค่าของวารสารมาตัดสินนักวิจัย หรือนำ h-index มาตัดสินวารสาร จึงเป็นการใช้ผิดระดับ

วิธีคำนวณ h-index ทีละขั้น พร้อมตัวอย่าง

การคำนวณ h-index ไม่ต้องใช้สูตรซับซ้อน ใช้เพียงการเรียงลำดับและการเปรียบเทียบ ดังกฎด้านล่าง

กฎหาค่า h-index ด้วยมือใน 4 ขั้น

  1. ดึงรายการบทความทั้งหมดพร้อมจำนวนการอ้างอิงจากฐานข้อมูลเดียว (ห้ามผสมตัวเลขต่างฐาน)
  2. เรียงจากถูกอ้างอิงมากที่สุดไปน้อยที่สุด แล้วใส่ลำดับ r = 1, 2, 3, …
  3. ไล่ลงมาจนพบลำดับแรกที่จำนวนการอ้างอิงน้อยกว่า r
  4. h-index คือลำดับก่อนหน้านั้น (ลำดับสุดท้ายที่จำนวนการอ้างอิง ≥ r)

สมมุติว่านักวิจัยคนหนึ่งมีบทความ 12 เรื่องใน Scopus ซึ่งถูกอ้างอิง 48, 33, 21, 15, 9, 8, 7, 5, 3, 2, 1 และ 0 ครั้งตามลำดับ (รวม 152 ครั้ง) เมื่อไล่ตามตารางที่ 1 จะพบว่าบทความลำดับที่ 7 ถูกอ้างอิง 7 ครั้ง ยังผ่านเงื่อนไข แต่ลำดับที่ 8 ถูกอ้างอิงเพียง 5 ครั้ง ซึ่งน้อยกว่า 8 ค่า h-index จึงเท่ากับ 7

ตารางที่ 1: ตัวอย่างการคำนวณ h-index ของนักวิจัยสมมุติที่มีบทความ 12 เรื่อง (รวม 152 การอ้างอิง)

ลำดับ (r)จำนวนการอ้างอิงการอ้างอิง ≥ r ?ผล
14848 ≥ 1 ใช่นับ
23333 ≥ 2 ใช่นับ
32121 ≥ 3 ใช่นับ
41515 ≥ 4 ใช่นับ
599 ≥ 5 ใช่นับ
688 ≥ 6 ใช่นับ
777 ≥ 7 ใช่นับ (ลำดับสุดท้าย)
855 ≥ 8 ไม่ใช่หยุด
9–123, 2, 1, 0ไม่ใช่ไม่นับ

ผลลัพธ์: h-index = 7 ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าสมมุติเพื่อสาธิตวิธีคำนวณ

กราฟแท่งแสดงจำนวนการอ้างอิงของบทความ 12 เรื่องเรียงจากมากไปน้อย พร้อมเส้น y = x ที่ตัดกันที่ลำดับ 7 แสดงว่า h-index เท่ากับ 7
ภาพที่ 1: การหาค่า h-index จากบทความ 12 เรื่องของนักวิจัยสมมุติ แท่งสีเข้มคือบทความที่อยู่ใน h-core และเส้นประคือเส้น y = x จุดที่แท่งสุดท้ายยังอยู่เหนือหรือแตะเส้นคือค่า h ที่มา: ข้อมูลตัวอย่างสมมุติ คำนวณตามนิยามของ Hirsch [1] สร้างด้วย R

ภาพที่ 1 แสดงหลักเดียวกันในรูปกราฟ เมื่อวาดเส้น y = x ทับแท่งที่เรียงลำดับแล้ว ค่า h คือจุดที่แท่งข้ามลงไปอยู่ใต้เส้น ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับรูปที่ Hirsch ใช้ในบทความต้นฉบับ และเป็นหลักเดียวกับ h-graph ในระบบ Scopus ซึ่ง Elsevier อธิบายว่าใช้เส้น 45 องศาเทียบจำนวนบทความกับจำนวนการอ้างอิง [3] ตรวจความสมเหตุสมผลได้ทันที: h2 = 49 ไม่เกินการอ้างอิงรวม 152 ครั้ง

ต้องเพิ่มการอ้างอิงเท่าไรจึงจะได้ h = 8

คำถามนี้ช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของตัวชี้วัด การจะได้ h = 8 ต้องมีบทความ 8 เรื่องที่ถูกอ้างอิงอย่างน้อย 8 ครั้งทุกเรื่อง ในตัวอย่างนี้บทความลำดับที่ 7 ต้องเพิ่มจาก 7 เป็น 8 (เพิ่ม 1 ครั้ง) และลำดับที่ 8 ต้องเพิ่มจาก 5 เป็น 8 (เพิ่ม 3 ครั้ง) รวมอย่างน้อย 4 การอ้างอิงที่ตกอยู่กับบทความ “ใกล้เส้น” ขณะที่การอ้างอิงเพิ่มอีก 100 ครั้งให้บทความลำดับที่ 1 จะไม่เปลี่ยนค่า h เลย นี่คือเหตุผลที่ h-index ไม่สะท้อนบทความสำคัญเพียงไม่กี่เรื่อง และเป็นจุดที่ Egghe เสนอ g-index ขึ้นมาเพื่อให้น้ำหนักกับบทความที่ถูกอ้างอิงสูงมากขึ้น [4]

จากข้อมูลชุดเดียวกัน ยังคำนวณ i10-index ที่ Google Scholar แสดงคู่กับ h-index ได้ด้วย [5] โดย i10-index คือจำนวนบทความที่ถูกอ้างอิงอย่างน้อย 10 ครั้ง ซึ่งในตัวอย่างนี้เท่ากับ 4 (บทความที่ถูกอ้างอิง 48, 33, 21 และ 15 ครั้ง)

ตรวจ h-index ได้ที่ไหน: Scopus, Google Scholar และ Web of Science

Scopus แสดง h-index ในหน้าโปรไฟล์ผู้แต่ง (Author details) และกด View h-graph เพื่อดูกราฟ ในหน้านี้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนช่วงปี เลือกตัดการอ้างอิงตนเอง (Exclude self citations) และตัดการอ้างอิงจากหนังสือได้ Elsevier ระบุว่าความถูกต้องของ h-index ขึ้นกับสองเรื่อง คือเอกสารของผู้แต่งต้องเชื่อมเข้ากับโปรไฟล์ครบ และการอ้างอิงต้องเชื่อมกับเอกสารถูกต้อง นอกจากนี้ Scopus กำลังเพิ่มข้อมูลการอ้างอิงก่อนปี 1996 ย้อนไปถึงปี 1970 ซึ่งอาจทำให้ h-index เพิ่มขึ้นได้ตามเวลา [3]

Google Scholar คำนวณตัวชี้วัด 3 ตัว คือ h-index, i10-index และจำนวนการอ้างอิงทั้งหมด แต่ละตัวมี 2 แบบ คือ All และ Recent ตัวเลขอัปเดตอัตโนมัติเมื่อ Google Scholar พบการอ้างอิงใหม่บนเว็บ เจ้าของโปรไฟล์แก้ไขจำนวน Cited by เองไม่ได้ และเครื่องหมาย ∗ หลังจำนวน Cited by หมายถึงตัวเลขอาจรวมการอ้างอิงที่จับคู่กับบทความนั้นไม่ตรง [5] รายการซ้ำในโปรไฟล์ควรใช้ปุ่ม Merge รวมเป็นรายการเดียว

Web of Science ให้สร้าง Citation Report จากผลการค้นหาผลงานของผู้แต่ง และนับเฉพาะเอกสารและการอ้างอิงที่อยู่ในฐานข้อมูลที่สถาบันบอกรับ งานของ Bar-Ilan ที่ตีพิมพ์ใน Scientometrics ปี 2008 เปรียบเทียบ h-index จาก Web of Science, Scopus และ Google Scholar โดยตรง ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “Which h-index?” [6] ซึ่งสรุปประเด็นนี้ได้ดีว่า คำถาม “h-index เท่าไร” ต้องตามด้วยคำถาม “จากฐานข้อมูลใด” เสมอ

ตารางที่ 2: เปรียบเทียบแหล่งตรวจ h-index ทั้งสามแห่ง

ประเด็นScopusGoogle ScholarWeb of Science
การเข้าถึงต้องมีสิทธิ์ใช้งานผ่านสถาบันฟรี ผ่านโปรไฟล์ Google Scholarต้องมีสิทธิ์ใช้งานผ่านสถาบัน
แหล่งที่ดูค่าหน้าโปรไฟล์ผู้แต่ง > View h-graph [3]หน้าโปรไฟล์ แสดงค่า All และ Recent [5]สร้าง Citation Report จากผลงานของผู้แต่ง
ตัวเลือกที่ปรับได้ช่วงปี ตัดการอ้างอิงตนเอง ตัดการอ้างอิงจากหนังสือ [3]ผู้ใช้ไม่สามารถแก้จำนวน Cited by เองได้ แต่รวมรายการซ้ำได้ [5]ขึ้นกับชุดข้อมูลที่สถาบันบอกรับ
ขอบเขตการอ้างอิงเฉพาะเอกสารที่ Scopus จัดทำดัชนีกว้างที่สุด รวมวิทยานิพนธ์ หนังสือ เอกสารประชุม [7]เฉพาะเอกสารในฐานข้อมูลที่จัดทำดัชนี
ใช้ในเกณฑ์ ก.พ.อ.ใช่ (life-time h-index ของ Scopus) [8]ไม่ได้ระบุไม่ได้ระบุสำหรับค่า h-index

ค่าที่ได้จากแต่ละแหล่งของบุคคลเดียวกันจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ควรระบุแหล่งและวันที่ตรวจทุกครั้ง

ทำไมค่า h-index ในแต่ละฐานข้อมูลจึงไม่เท่ากัน

สาเหตุหลักคือขอบเขตของฐานข้อมูล การศึกษาของ Martín-Martín และคณะที่ตีพิมพ์ใน Journal of Informetrics ปี 2018 ตรวจการอ้างอิง 2,448,055 รายการ ที่อ้างถึงเอกสารภาษาอังกฤษที่ถูกอ้างอิงสูง 2,299 เรื่องใน 252 หมวดวิชา พบว่า Google Scholar พบการอ้างอิง 93–96% ของทั้งหมดในทุกสาขา ขณะที่ Scopus พบ 35–77% และ Web of Science พบ 27–73% การอ้างอิงที่พบเฉพาะใน Google Scholar ส่วนใหญ่ (48–65%) มาจากแหล่งที่ไม่ใช่วารสาร เช่น วิทยานิพนธ์ หนังสือ เอกสารประชุมวิชาการ และเอกสารที่ไม่ได้ตีพิมพ์ และ 19–38% ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ [7] เมื่อการอ้างอิงที่นับต่างกัน ค่า h ที่คำนวณได้ย่อมต่างกัน โดยทั่วไป Google Scholar จะให้ค่าสูงที่สุด

สาเหตุรองที่พบบ่อยในนักวิจัยไทยมีอีกสามข้อ ข้อแรก โปรไฟล์ไม่สมบูรณ์ เช่น ชื่อภาษาอังกฤษสะกดหลายแบบ หรือย้ายสังกัดแล้ว Scopus แยกเป็นหลายโปรไฟล์ ข้อสอง การเลือกตัดหรือไม่ตัดการอ้างอิงตนเอง ข้อสาม วันที่ตรวจ เพราะการอ้างอิงเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ค่า h ที่จดไว้ต้นปีกับปลายปีจึงอาจไม่เท่ากัน

กฎปฏิบัติที่ใช้ได้ทันทีคือ ทุกครั้งที่รายงาน h-index ในเอกสารขอทุน ใบสมัครงาน หรือแบบขอตำแหน่ง ให้เขียนครบสามส่วน ได้แก่ ฐานข้อมูล วันที่ตรวจ และรวมหรือไม่รวมการอ้างอิงตนเอง เช่น “h-index = 7 (Scopus, ตรวจเมื่อ 1 ตุลาคม 2569, รวมการอ้างอิงตนเอง)” และเก็บภาพหน้าจอไว้เป็นหลักฐาน

h-index ต่างกันตามสาขา อายุงาน และจำนวนผู้แต่ง

Hirsch เองสังเกตตั้งแต่บทความแรกว่า h-index ในสาขาชีววิทยาและชีวการแพทย์สูงกว่าฟิสิกส์ จากการตรวจสมาชิกใหม่ของ US National Academy of Sciences ด้านชีววิทยาและชีวการแพทย์ 36 คนในปี 2005 เขาพบค่า h เฉลี่ย 57 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 22) ต่ำสุด 18 และสูงสุด 135 ขณะที่ในฟิสิกส์ เขาประเมินว่าการเป็นสมาชิก Academy มักสัมพันธ์กับ h ประมาณ 45 ขึ้นไป [2] ตัวเลขชุดนี้บอกว่าการเปรียบเทียบ h ข้ามสาขาโดยตรงไม่ยุติธรรม Iglesias และ Pecharromán จึงเสนอวิธีปรับค่า h ให้อยู่บนสเกลเดียวกันสำหรับสาขาต่าง ๆ ใน ISI เพื่อลดการใช้ผิดในการเปรียบเทียบข้ามสาขา [9]

อายุงานเป็นอีกตัวแปรสำคัญ h-index สะสมขึ้นตามเวลาและไม่ลดลง Hirsch จึงเสนอพารามิเตอร์ m คือค่า h หารด้วยจำนวนปีนับจากบทความแรก และสรุปจากข้อมูลนักฟิสิกส์ว่า m ประมาณ 1 (เช่น h = 20 หลังทำงาน 20 ปี) บ่งชี้นักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จ ส่วน m ประมาณ 2 (h = 40 หลัง 20 ปี) บ่งชี้นักวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นมาก [2] สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์มา 3–5 ปี การมี h เพียงหลักหน่วยจึงเป็นเรื่องปกติ

จำนวนผู้แต่งร่วมก็มีผล Hirsch ระบุว่าสาขาที่ทำงานเป็นทีมใหญ่ เช่น ฟิสิกส์พลังงานสูงเชิงทดลอง มักมีค่า h สูงกว่า และแนะนำให้พิจารณาปรับค่าตามจำนวนผู้แต่งร่วมเมื่อเปรียบเทียบบุคคล [2] งานของ Koltun และ Hafner ที่วิเคราะห์บทความหลายล้านเรื่องในสี่สาขาวิทยาศาสตร์ยืนยันประเด็นนี้ในระดับใหญ่ โดยพบว่าความสัมพันธ์ระหว่าง h-index กับรางวัลที่สะท้อนการยอมรับของวงวิชาการลดลงอย่างมาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปแบบการเป็นผู้แต่งที่เปลี่ยนไป และค่า h แบบแบ่งสัดส่วนการอ้างอิงตามจำนวนผู้แต่ง (h-frac) สัมพันธ์กับรางวัลได้ดีกว่า [10]

บริบทไทย: h-index ในเกณฑ์ ก.พ.อ. และรางวัลของมหาวิทยาลัย

สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยไทย h-index ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในโปรไฟล์ เพราะประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 (ราชกิจจานุเบกษา 7 มกราคม 2565) ใช้ค่า “life-time h-index (Scopus)” เป็นเกณฑ์หนึ่งของวิธีที่ 3 [8] ดังภาพที่ 2

กราฟแท่งแสดงค่า life-time h-index ใน Scopus ขั้นต่ำตามประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ. 2564 วิธีที่ 3: รองศาสตราจารย์สายวิทยาศาสตร์ 8 สายบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ 4 ศาสตราจารย์สายวิทยาศาสตร์ 18 สายบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ 8
ภาพที่ 2: ค่า life-time h-index ขั้นต่ำในฐานข้อมูล Scopus ตามวิธีที่ 3 ของประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ. 2564 แยกตามตำแหน่งและกลุ่มสาขา พร้อมเกณฑ์จำนวนการอ้างอิงรวมที่ไม่นับการอ้างอิงตนเอง ที่มา: เรียบเรียงจากประกาศ ก.พ.อ. [8] สร้างด้วย R

ตามตัวบท ผู้ขอตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้วยวิธีที่ 3 ในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และแพทยศาสตร์ ต้องมี life-time h-index (Scopus) ไม่น้อยกว่า 8 ควบคู่กับการอ้างอิงรวมอย่างน้อย 500 รายการโดยไม่นับการอ้างอิงตนเอง ส่วนสาขาบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์กำหนด h ไม่น้อยกว่า 4 และการอ้างอิงอย่างน้อย 150 รายการ สำหรับศาสตราจารย์ สาขาวิทยาศาสตร์ฯ กำหนด h ไม่น้อยกว่า 18 และการอ้างอิงอย่างน้อย 1,000 รายการ ส่วนสาขาบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์กำหนด h ไม่น้อยกว่า 8 [8] เกณฑ์ h เป็นเพียงหนึ่งในเงื่อนไขที่ต้องผ่านพร้อมกัน ร่วมกับจำนวนบทความใน Scopus และการเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยที่ได้ทุนภายนอก [8]

มีข้อสังเกตเชิงปฏิบัติสามข้อ ข้อแรก ประกาศระบุฐานข้อมูลชัดว่าเป็น Scopus ค่า h จาก Google Scholar ที่มักสูงกว่าจึงใช้แทนไม่ได้ ข้อสอง เกณฑ์ใช้ค่าแบบ life-time คือนับทั้งชีวิตการทำงาน ไม่ใช่เฉพาะหลังได้ตำแหน่งก่อนหน้า ข้อสาม ประกาศกำหนดแยกค่าตามกลุ่มสาขา ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานว่า h ต่างกันตามสาขา [2] ทั้งนี้สภาสถาบันอาจกำหนดเกณฑ์สูงกว่ามาตรฐานกลางได้ จึงต้องตรวจข้อบังคับของมหาวิทยาลัยตนเองด้วย

ตัวอย่างระดับมหาวิทยาลัยที่เป็นเอกสารทางการ ได้แก่ ประกาศมหาวิทยาลัยมหาสารคามเรื่องหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้สมควรได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยที่มี H-index สูงสุดในฐานข้อมูล SCOPUS ประจำปี 2569 ซึ่งแบ่งระดับรางวัลตามค่า h ได้แก่ Bronze Award (h 5–10) เงินรางวัล 5,000 บาท Silver Award (h 11–14) 10,000 บาท Gold Award (h 15–20) 15,000 บาท และ Platinum Award (h 21–30) 20,000 บาท รวมถึงระดับ Platinum Premium Award เงินรางวัล 25,000 บาท โดยคณะกรรมการตรวจจากระบบ Scopus และกำหนดวันตรวจสอบเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 [11] ประกาศนี้สะท้อนสองหลักที่กล่าวไว้ข้างต้นอย่างชัดเจน คือระบุฐานข้อมูลและระบุวันที่ตรวจ

ข้อจำกัดของ h-index ที่ควรรู้ก่อนนำไปใช้

แม้ h-index จะใช้กันแพร่หลาย ผู้เสนอเองก็เตือนว่าตัวเลขเดียวไม่สามารถสะท้อนโปรไฟล์ของนักวิจัยที่มีหลายมิติได้มากกว่าการประมาณคร่าว ๆ [2] ข้อจำกัดที่ควรรู้มีดังนี้

  • ไม่สะท้อนบทความสำคัญเพียงไม่กี่เรื่อง นักวิจัยที่มีผลงานบุกเบิกไม่กี่ชิ้นซึ่งถูกอ้างอิงสูงมากอาจมี h ต่ำ [2] ตัวชี้วัดอย่าง g-index พยายามแก้จุดนี้ [4]
  • ไม่ลดลงตามเวลา ค่า h สะสมต่อไปแม้นักวิจัยหยุดตีพิมพ์แล้ว จึงเอื้อต่อผู้ที่ทำงานมานาน [2]
  • ไม่คำนึงถึงบทบาทของผู้แต่ง ผู้แต่งลำดับที่ 1 กับลำดับที่ 30 ได้เครดิตเท่ากัน ซึ่ง Koltun และ Hafner พบว่าความสัมพันธ์กับการยอมรับในวงวิชาการที่ลดลงนั้นสัมพันธ์กับรูปแบบการเป็นผู้แต่งที่เปลี่ยนไป [10]
  • เปรียบเทียบข้ามสาขาไม่ได้โดยตรง ทั้งจากธรรมเนียมการอ้างอิงและขนาดของสาขา [9]
  • ขึ้นกับฐานข้อมูล ค่าเดียวกันจากคนละฐานไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน [7]
  • ถูกกระทบจากการอ้างอิงตนเองแบบเจาะจง Hirsch ชี้ว่าผลของการอ้างอิงตนเองต่อ h น้อยกว่าต่อจำนวนการอ้างอิงรวม แต่ผู้ที่ต้องการเพิ่มค่า h จะเจาะจงอ้างอิงบทความที่มีการอ้างอิงต่ำกว่า h เล็กน้อย [2] ส่วนเกณฑ์ ก.พ.อ. ระบุให้ไม่นับการอ้างอิงตนเองในส่วนของจำนวนการอ้างอิงรวม [8]

ทางที่ยั่งยืนในการเพิ่มการอ้างอิงจึงไม่ใช่การอ้างอิงตนเองหรือการแลกเปลี่ยนการอ้างอิง แต่คือการทำให้งานถูกค้นพบและอ่านเข้าใจได้ง่าย เช่น ชื่อเรื่องและบทคัดย่อที่ชัดเจน การรายงานวิธีวิจัยที่ทำซ้ำได้ การเลือกวารสารที่ผู้อ่านเป้าหมายติดตาม และการดูแลโปรไฟล์ผู้แต่งในทุกฐานข้อมูลให้ถูกต้อง หากต้องการทบทวนความแตกต่างของฐานข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน อ่านเพิ่มได้ที่ TCI vs Scopus vs ISI

สรุป

รายการตรวจสอบก่อนใช้หรือรายงาน h-index:

  • เข้าใจนิยาม: h คือจำนวนบทความ h เรื่องที่ถูกอ้างอิงอย่างน้อย h ครั้งทุกเรื่อง
  • คำนวณจากฐานข้อมูลเดียว เรียงลำดับ แล้วหาลำดับสุดท้ายที่การอ้างอิง ≥ ลำดับ และตรวจว่า h2 ไม่เกินการอ้างอิงรวม
  • ตรวจโปรไฟล์ Scopus ว่าเอกสารครบและไม่มีโปรไฟล์ซ้ำ รวมรายการซ้ำใน Google Scholar
  • รายงานพร้อมชื่อฐานข้อมูล วันที่ตรวจ และสถานะการอ้างอิงตนเองทุกครั้ง
  • สำหรับการขอตำแหน่งวิชาการ ใช้ life-time h-index จาก Scopus ตามประกาศ ก.พ.อ. และตรวจข้อบังคับของสถาบันตนเอง
  • ไม่เปรียบเทียบ h ข้ามสาขาหรือข้ามช่วงอายุงานโดยตรง ใช้ค่า m หรือข้อมูลบริบทประกอบ
  • อ่าน h-index คู่กับตัวชี้วัดอื่นและคุณภาพของผลงานจริง ไม่ใช้ตัวเลขเดียวตัดสิน

h-index เติบโตจากงานที่ถูกอ่านและถูกนำไปใช้ต่อ สิ่งที่ผู้เขียนควบคุมได้คือคุณภาพและความชัดเจนของต้นฉบับแต่ละเรื่อง Editverse ช่วยตรวจและยกระดับต้นฉบับภาษาอังกฤษโดยบรรณาธิการที่ถือปริญญาเอกหรือแพทยศาสตรบัณฑิตในสาขาเดียวกับคุณ ผ่านบริการ สนับสนุนการตีพิมพ์ เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ และไม่รับประกันการตอบรับหรือจำนวนการอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

คำนวณ h-index อย่างไร

เรียงบทความตามจำนวนการอ้างอิงจากมากไปน้อย แล้วหาลำดับสุดท้ายที่จำนวนการอ้างอิงยังมากกว่าหรือเท่ากับเลขลำดับนั้น

ทำไม h-index ในแต่ละฐานข้อมูลไม่เท่ากัน

แต่ละฐานครอบคลุมเอกสารและการอ้างอิงต่างกัน จึงต้องรายงานพร้อมชื่อฐานข้อมูล วันที่ตรวจ และสถานะการอ้างอิงตนเอง

การขอตำแหน่งวิชาการใช้ h-index จากฐานใด

ตามประกาศ ก.พ.อ. ใช้ life-time h-index จาก Scopus และควรตรวจข้อบังคับของสถาบันตนเองเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

  1. Hirsch, J. E. (2005). An index to quantify an individual’s scientific research output. Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America, 102(46), 16569–16572. doi:10.1073/pnas.0507655102 PMID: 16275915
  2. Hirsch, J. E. (2005). An index to quantify an individual’s scientific research output [ฉบับ preprint, arXiv:physics/0508025]. arXiv. https://arxiv.org/abs/physics/0508025
  3. Elsevier. (2569). How can I use an h-graph? – Scopus Support Center. https://service.elsevier.com/app/answers/detail/a_id/11214/supporthub/scopus/
  4. Egghe, L. (2006). Theory and practise of the g-index. Scientometrics, 69(1), 131–152. doi:10.1007/s11192-006-0144-7
  5. Google. (ม.ป.ป.). Google Scholar Citations: Help. https://scholar.google.com/intl/en/scholar/citations.html
  6. Bar-Ilan, J. (2008). Which h-index? — A comparison of WoS, Scopus and Google Scholar. Scientometrics, 74(2), 257–271. doi:10.1007/s11192-008-0216-y
  7. Martín-Martín, A., Orduna-Malea, E., Thelwall, M., & Delgado López-Cózar, E. (2018). Google Scholar, Web of Science, and Scopus: A systematic comparison of citations in 252 subject categories. Journal of Informetrics, 12(4), 1160–1177. doi:10.1016/j.joi.2018.09.002
  8. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.). (2565). ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนพิเศษ 4 ง (7 มกราคม 2565) [ฉบับเผยแพร่โดยกองทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]. hr.psu.ac.th (PDF)
  9. Iglesias, J. E., & Pecharromán, C. (2007). Scaling the h-index for different scientific ISI fields. Scientometrics, 73(3), 303–320. doi:10.1007/s11192-007-1805-x
  10. Koltun, V., & Hafner, D. (2021). The h-index is no longer an effective correlate of scientific reputation. PLoS ONE, 16(6), e0253397. doi:10.1371/journal.pone.0253397 PMID: 34181681
  11. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (2569). ประกาศมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เรื่อง หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้สมควรได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยที่มี H-index สูงสุดในฐานข้อมูล SCOPUS ประจำปี 2569 (ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2569). res.msu.ac.th (PDF)

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *