ผังเปรียบเทียบโครงสร้างบทที่ 4 แบบเรียงตาม Output ของโปรแกรมกับแบบเรียงตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล: นำเสนอตารางและเขียนบรรยายผลอย่างไร

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่กรรมการสอบอ่านแล้วผ่านง่าย คือบทที่เรียงผลตามวัตถุประสงค์และสมมติฐานทีละข้อ ใช้ตารางและภาพที่เข้าใจได้โดยไม่ต้องย้อนอ่านเนื้อความ และบรรยายเฉพาะข้อค้นพบสำคัญ โดยยังไม่ใส่ความเห็นหรือการอภิปรายของผู้วิจัย

บทที่ 4 มีหน้าที่อะไร และต่างจากบทที่ 5 ตรงไหน

นักศึกษาบางส่วนเขียนบทที่ 4 เหมือนรายงานการใช้โปรแกรมสถิติ คือวางทุกตารางที่รันได้ แล้วตามด้วยย่อหน้าที่อ่านตัวเลขซ้ำและอธิบายสาเหตุของผล บทจึงยาว อ่านยาก และซ้อนกับบทที่ 5

คู่มือการทำวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) นิยามบทที่ 4 ไว้ชัดว่า เป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปตารางหรือรูปแบบอื่นให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ต้องนำเสนอตามความจริง แปลผลเฉพาะประเด็นสำคัญ ระวังการคัดลอกตัวเลข และที่สำคัญคือต้องไม่นำความคิดเห็นของผู้วิจัยเข้าไปอธิบายประกอบ ส่วนผลการทดสอบสมมติฐานให้เสนอทีละข้อจนครบ โดยยังไม่ต้องอภิปรายผล [1]

ข้อแนะนำของ ICMJE (ปรับปรุงมกราคม 2026) ไปทางเดียวกัน คือเสนอผลตามลำดับที่สมเหตุสมผล ข้อค้นพบหลักมาก่อน ไม่เขียนข้อมูลในตารางซ้ำทั้งหมด และรายงานผลลัพธ์หลักและรองทุกตัวที่ระบุไว้ในวิธีการ [2] สรุปคือ บทที่ 4 ตอบว่า “พบอะไร” ส่วนบทที่ 5 ตอบว่า “หมายความว่าอะไร และสอดคล้องกับงานใด” ดูการเขียนส่วนตีความได้ที่ วิธีเขียนบท Discussion ที่ Editor ประทับใจ

เรียงผลตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน: โครงสร้างบทที่ 4 ที่แนะนำ

หลักการจัดลำดับมีข้อเดียว คือผู้อ่านต้องเห็นคำตอบของคำถามวิจัยตามลำดับเดียวกับที่ตั้งไว้ในบทที่ 1 ไม่ใช่ตามลำดับเมนูของโปรแกรม คู่มือ มจพ. แบ่งเนื้อหาบทที่ 4 เป็นสามส่วน ได้แก่ ผลที่เกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ทีละประเด็น ผลการวิเคราะห์ทางสถิติในรูปตาราง กราฟแท่ง กราฟวงกลม กราฟเส้น หรือรูปแบบอื่น และผลการทดสอบสมมติฐานทีละข้อ คู่มือยังเปิดให้เสนออักษรย่อและสัญลักษณ์ที่ใช้ไว้ก่อนเข้าสู่ผลการวิเคราะห์ได้ด้วย [1] เมื่อนำมาจัดเป็นลำดับใช้งานจริง จะได้โครงสร้างดังนี้

  1. ย่อหน้านำบท บอกว่าจะเสนอผลกี่ตอน ตอนใดตอบวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานข้อใด และรายการสัญลักษณ์ เช่น n, M, SD, t, p
  2. ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง จำนวนและร้อยละ โดยระบุตัวตั้งและตัวหารของร้อยละ
  3. ตอนที่ 2 เป็นต้นไป หนึ่งตอนต่อหนึ่งวัตถุประสงค์หรือสมมติฐาน แต่ละตอนมีตาราง (หรือภาพ) และย่อหน้าบรรยายผลสั้น ๆ
  4. ตารางสรุปผลการทดสอบสมมติฐาน ปิดท้ายบท เพื่อให้กรรมการเห็นภาพรวมในหน้าเดียว
ผังเปรียบเทียบโครงสร้างบทที่ 4 แบบเรียงตาม Output ของโปรแกรมกับแบบเรียงตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน
ภาพที่ 1: ผังเปรียบเทียบโครงสร้างบทที่ 4 ด้านซ้ายเรียงตามลำดับ Output ของโปรแกรม ด้านขวาเรียงตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน ที่มา: Editverse ไทย สังเคราะห์จากคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ มจพ. (2558) หัวข้อ 2.2.4 และข้อแนะนำ ICMJE (2026)

กฎตรวจตัวเอง: ชี้ไปที่ตารางใดก็ได้แล้วถามว่า “ตารางนี้ตอบข้อไหน” ถ้าตอบไม่ได้ ให้ย้ายไปภาคผนวก ผลตรวจข้อตกลงเบื้องต้นรายงานสั้น ๆ ในหมายเหตุใต้ตาราง การวิเคราะห์ที่ไม่ได้วางแผนไว้ในบทที่ 3 ให้แยกหัวข้อ “การวิเคราะห์เพิ่มเติม” และผลที่ไม่มีนัยสำคัญต้องรายงานด้วย เพราะ ICMJE แนะนำให้รายงานผลลัพธ์ทุกตัวที่ระบุไว้ในวิธีการ [2] ความสอดคล้องนี้เริ่มตั้งแต่ การเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์

กฎการทำตารางในบทที่ 4: APA 7 กับคู่มือมหาวิทยาลัยไทย

หน้า Table Setup ของ APA Style ฉบับที่ 7 กำหนดองค์ประกอบตารางห้าส่วน ได้แก่ เลขตาราง ชื่อตาราง หัวคอลัมน์ ตัวตาราง และหมายเหตุ หลักสำคัญคือผู้อ่านต้องเข้าใจตารางได้โดยไม่ต้องอ่านเนื้อความ ค่าที่ต้องเปรียบเทียบวางติดกัน ค่าเฉลี่ยกับส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแยกคอลัมน์ และต้องสร้างด้วยฟังก์ชันตาราง ไม่ใช้ปุ่ม Tab หรือเคาะวรรค [3] ICMJE เสริมว่าชื่อตารางควรอธิบายตัวเองได้ และคำย่อที่ไม่เป็นมาตรฐานให้อธิบายในเชิงอรรถ ไม่ใช่ในหัวคอลัมน์ [2]

อย่างไรก็ตาม วิทยานิพนธ์ไทยไม่ได้ใช้ APA แบบตรงตัวเสมอไป คู่มือการจัดทำวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ปี 2568 เป็นตัวอย่างที่ดีว่ารายละเอียดต่างกันได้มาก ตารางต้องไม่เป็นภาพ เลขตารางใช้เลขบทตามด้วยลำดับ เส้นตารางมีเฉพาะแนวนอน และเส้นบนสุดกับล่างสุดเป็นเส้นคู่ ตัวเลขทศนิยมต้องมีจำนวนหลักเท่ากันและจัดจุดทศนิยมให้ตรงกัน และเมื่ออธิบายตารางต้องระบุเลข เช่น “จากตารางที่ 4.5” ห้ามใช้คำว่า “ตารางข้างต้น” หรือ “ตารางในหน้า” [4] ตารางด้านล่างสรุปจุดที่ต่างกัน

องค์ประกอบAPA 7คู่มือ มฟล. 2568
เลขตารางTable 1 ตัวหนา อยู่เหนือชื่อตาราง“ตารางที่ 4.5” (เลขบท.ลำดับ) ตัวหนา
ชื่อตารางบรรทัดถัดไป ตัวเอียง Title Caseตัวธรรมดา ต่อจากเลขตาราง
เส้นตารางเส้นเดี่ยวบน ล่าง และใต้หัวคอลัมน์ ไม่มีเส้นแนวตั้งเฉพาะแนวนอน บนสุดและล่างสุดเป็นเส้นคู่
หมายเหตุทั่วไป เฉพาะ และความน่าจะเป็น“หมายเหตุ” และ “ที่มา” ตัวหนาใต้ตาราง
การอ้างถึงกล่าวถึงในเนื้อความก่อน แล้ววางตารางตามหลัง“จากตารางที่ 4.5” ห้าม “ตารางข้างต้น”

กฎตัดสินใจจึงง่าย: คู่มือของบัณฑิตวิทยาลัยมาก่อน เรื่องที่คู่มือไม่ได้กำหนดให้ใช้รูปแบบที่หลักสูตรระบุ (มักเป็น APA) อย่างสม่ำเสมอทั้งเล่ม ส่วนเนื้อหาในตาราง แนวทาง SAMPL ของ Lang และ Altman ระบุให้รายงานขนาดตัวอย่างของทุกการวิเคราะห์ ระบุตัวตั้งและตัวหารของร้อยละ ไม่ใช้ SE แสดงความผันแปรของข้อมูล รายงาน 95% CI ของผลลัพธ์หลัก และรายงานค่า p จริงแทนคำว่า “NS” [5]

ภาพและกราฟในบทที่ 4: ใช้เมื่อไร และใช้อย่างไรไม่ให้หลอกตา

APA นับทุกอย่างที่ไม่ใช่ตารางเป็น “ภาพ” องค์ประกอบมีเลขภาพตัวหนา ชื่อภาพตัวเอียง ตัวภาพ คำอธิบายสัญลักษณ์ และหมายเหตุ ตัวอักษรในภาพควรเป็นแบบไม่มีเชิงขนาด 8–14 พอยต์ พร้อมหน่วยวัดและป้ายแกนที่ชัด [6] คู่มือ มฟล. ใช้เลขภาพแบบเลขบทตามด้วยลำดับ และให้ระบุ “ที่มา” เมื่อคัดลอกภาพจากแหล่งอื่น [4]

คำถามที่สำคัญกว่ารูปแบบคือ ควรใช้ภาพหรือไม่ Durbin สรุปหลักไว้ใน Respiratory Care ว่า ไม่ควรใช้ตารางหรือกราฟกับข้อมูลน้อย ๆ ที่เขียนเป็นประโยคเดียวได้ ไม่ควรเขียนตัวเลขในตารางซ้ำเป็นประโยค ไม่ควรเสนอข้อมูลชุดเดียวกันทั้งในตารางและกราฟ และไม่ควรตัด ขยาย หรือบีบแกนจนกราฟทำให้เข้าใจผิด [7] SAMPL แบ่งหน้าที่ไว้ชัดเจนว่า ตารางใช้แสดงค่าที่แม่นยำ ส่วนภาพใช้ให้เห็นภาพรวมของข้อมูล [5] ดังนั้นเมื่อเลือกได้ ให้ตัวเลขทดสอบสมมติฐานอยู่ในตาราง และใช้ภาพกับสิ่งที่ตารางทำได้ไม่ดี เช่น แนวโน้มตามเวลา หรือการกระจายของข้อมูล

ตัวอย่างจริงที่แสดงว่าการเลือกชนิดกราฟสำคัญเพียงใด มาจากการทบทวนอย่างเป็นระบบของ Weissgerber และคณะ ซึ่งตรวจบทความวิจัยฉบับเต็มทั้งหมด 703 เรื่องที่ตีพิมพ์ในวารสารสรีรวิทยากลุ่ม 25% แรก ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2014 พบว่าร้อยละ 85.6 มีกราฟแท่งอย่างน้อยหนึ่งภาพ และในบทความกลุ่มนี้ร้อยละ 77.6 ใช้กราฟแท่งแบบค่าเฉลี่ยกับ SE ขณะที่กราฟที่แสดงการกระจายของข้อมูลจริงพบน้อยมาก (ภาพที่ 2) ในร้อยละ 75 ของบทความ กลุ่มที่เล็กที่สุดในภาพมีเพียง 2 ถึง 6 หน่วย ผู้วิจัยชี้ว่าข้อมูลหลายชุดที่แจกแจงต่างกันมากอาจให้กราฟแท่งหน้าตาเดียวกัน และข้อมูลเต็มอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ต่างจากค่าสรุป [8]

กราฟแท่งแสดงร้อยละของบทความ 703 เรื่องที่ใช้กราฟแท่ง กราฟเส้น scatterplot ฮิสโทแกรม และ box plot นำเสนอข้อมูลต่อเนื่อง
ภาพที่ 2: ร้อยละของบทความวิจัย 703 เรื่องที่มีกราฟแต่ละชนิดสำหรับข้อมูลต่อเนื่อง สีแดงคือกราฟที่แสดงเฉพาะค่าสรุป สีน้ำเงินคือกราฟที่แสดงการกระจายของข้อมูล ที่มา: Weissgerber et al. (2015), PLoS Biology 13(4): e1002128

บทเรียนคือ ถ้ากลุ่มตัวอย่างเล็ก ให้พิจารณา scatterplot รายตัวหรือ box plot แทนกราฟแท่ง และถ้าใช้กราฟแท่ง ให้แถบความคลาดเคลื่อนเป็น SD หรือ 95% CI พร้อมระบุในหมายเหตุ

ตัวอย่างทีละขั้น: จากสมมติฐานสู่ตารางและย่อหน้าบรรยายผลในบทที่ 4

สมมติงานกึ่งทดลองเรื่องผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน สมมติฐานข้อที่ 1 คือคะแนนของกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมสูงกว่าก่อนเข้าร่วม และข้อที่ 2 คือหลังสิ้นสุดโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุม ตัวเลขด้านล่างเป็น ข้อมูลสมมติ ที่ Editverse จำลองและคำนวณด้วย R เพื่อให้ค่าทุกค่าสอดคล้องกันจริง

ขั้นที่ 1 ผูกตารางกับสมมติฐาน ข้อที่ 1 ใช้ตารางที่ 4.3 ข้อที่ 2 ใช้ตารางที่ 4.4 ไม่รวมสองการทดสอบไว้ในตารางเดียว

ตารางที่ 4.3  การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม (n = 30)

ช่วงเวลาMSDผลต่างค่าเฉลี่ย [95% CI]t(29)p
ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม3.070.49
หลังเข้าร่วมโปรแกรม 12 สัปดาห์3.560.570.49 [0.38, 0.61]8.68< .001

หมายเหตุ  ข้อมูลสมมติเพื่อการสาธิต คำนวณด้วย R จากชุดข้อมูลจำลอง คะแนนพฤติกรรมเฉลี่ยรายข้อ เต็ม 5 คะแนน ทดสอบด้วย paired t-test แบบสองทาง ขนาดอิทธิพล dz = 1.58

ขั้นที่ 2 เขียนย่อหน้าบรรยายผลด้วยสูตรสามส่วน (1) อ้างเลขตารางและบอกว่าเปรียบเทียบอะไร (2) ทิศทางของผล พร้อมค่าสถิติ ผลต่าง และช่วงความเชื่อมั่น (3) การตัดสินใจเรื่องสมมติฐาน ไม่ต้องอ่านทุกช่องของตารางซ้ำ

ย่อหน้าที่ควรเขียน

จากตารางที่ 4.3 หลังเข้าร่วมโปรแกรม 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (M = 3.56, SD = 0.57) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (M = 3.07, SD = 0.49) โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ย 0.49 คะแนน (95% CI [0.38, 0.61]) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ t(29) = 8.68, p < .001 จึงยอมรับสมมติฐานข้อที่ 1

ย่อหน้าที่ควรแก้

จากตารางข้างต้นพบว่าคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งน่าจะเป็นเพราะผู้ป่วยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพดีขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยในอดีตหลายเรื่อง

ย่อหน้าที่สองมีปัญหาสี่จุด คือใช้ “ตารางข้างต้น” ซึ่งคู่มือ มฟล. ห้าม [4] ใช้คำตัดสินคุณค่าแทนตัวเลข อธิบายสาเหตุด้วยความเห็นของผู้วิจัย และเทียบกับงานในอดีต ซึ่งสองจุดหลังเป็นหน้าที่ของบทที่ 5 [1]

ขั้นที่ 3 ทำซ้ำกับสมมติฐานข้อถัดไป และใส่ผลการเปรียบเทียบก่อนการทดลองไว้ในหมายเหตุ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่ากลุ่มเริ่มต้นใกล้เคียงกัน

ตารางที่ 4.4  การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังสิ้นสุดโปรแกรม ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

กลุ่มnMSDผลต่างค่าเฉลี่ย [95% CI]t(58)pCohen’s d
กลุ่มทดลอง303.560.570.43 [0.11, 0.75]2.69.0090.69
กลุ่มควบคุม303.130.66

หมายเหตุ  ข้อมูลสมมติเพื่อการสาธิต ทดสอบด้วย independent t-test แบบสองทาง ก่อนเริ่มโปรแกรมคะแนนของสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน t(58) = −0.54, p = .590

ขั้นที่ 4 ปิดบทด้วยตารางสรุปสมมติฐาน ตัวเลขต้องตรงกับตารางต้นทางทุกตัว

ตารางที่ 4.5  สรุปผลการทดสอบสมมติฐาน (ข้อมูลสมมติ)

สมมติฐานสถิติที่ใช้ผลการทดสอบการตัดสินใจ
H1 หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมPaired t-testt(29) = 8.68, p < .001 (ตารางที่ 4.3)ยอมรับ
H2 หลังสิ้นสุดโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมสูงกว่ากลุ่มควบคุมIndependent t-testt(58) = 2.69, p = .009 (ตารางที่ 4.4)ยอมรับ

ตัวอย่างนี้รายงานค่า p แบบ APA คือไม่มีเลข 0 นำหน้า ขณะที่ SAMPL ใช้ P = 0.03 [5] ใช้แบบใดก็ได้ตามที่หลักสูตรกำหนด แต่ต้องสม่ำเสมอทั้งเล่ม ส่วนการเลือกโปรแกรมคำนวณ ดู SPSS vs R vs Python

บทที่ 4 ของงานวิจัยเชิงคุณภาพและแบบผสมผสาน

งานเชิงคุณภาพยังเรียงตามคำถามวิจัยได้เหมือนกัน คือ คำถามวิจัย ประเด็นหลัก และประเด็นย่อย แต่ละประเด็นมีคำอธิบายสั้น ๆ และข้อความจากผู้ให้ข้อมูลที่ระบุรหัส เช่น “ผู้ให้ข้อมูลคนที่ 7, พยาบาลวิชาชีพ” มาตรฐาน SRQR ซึ่งมี 21 ข้อ จัดการสังเคราะห์และตีความข้อค้นพบหลัก เช่น ประเด็นที่พบ ไว้ในส่วนผล และให้เชื่อมข้อค้นพบกับหลักฐาน เช่น คำพูดหรือบันทึกภาคสนาม [9] การตีความว่า “ประเด็นนี้คืออะไร” จึงอยู่ในบทที่ 4 ได้ แต่การเชื่อมกับทฤษฎีและงานอื่นควรเก็บไว้บทที่ 5

งานแบบผสมผสานให้เสนอผลแต่ละส่วนตามลำดับที่ออกแบบไว้ในบทที่ 3 แล้วจึงมีหัวข้อบูรณาการว่าข้อมูลสองชุดเสริมหรือขัดกันอย่างไร

บริบทไทย: สิ่งที่บัณฑิตวิทยาลัยตรวจในบทที่ 4

วิทยานิพนธ์ไทยมักถูกตรวจสองด้าน คือกรรมการสอบซึ่งดูความถูกต้องของผลและความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และการตรวจรูปแบบเล่มตามคู่มือของบัณฑิตวิทยาลัย ตัวอย่างสองฉบับในบทความนี้แสดงว่าแต่ละแห่งกำหนดรายละเอียดเองได้ คู่มือ มจพ. เน้นโครงสร้างเนื้อหาสามส่วนและการไม่ใส่ความเห็น [1] ขณะที่คู่มือ มฟล. ลงรายละเอียดถึงเส้นคู่ การจัดจุดทศนิยม และคำต้องห้ามอย่าง “ตารางข้างต้น” [4] ซึ่งต่างจาก APA ที่ใช้เส้นเดี่ยว [3]

ข้อแนะนำจึงมีสองข้อ คือดาวน์โหลดคู่มือฉบับล่าสุดของสถาบันก่อนเริ่มทำตาราง และทำตารางต้นแบบหนึ่งตารางให้อาจารย์ที่ปรึกษาอนุมัติรูปแบบก่อนทำตารางที่เหลือ

สรุป

บทที่ 4 ที่ดีวัดที่ว่ากรรมการหาคำตอบของแต่ละวัตถุประสงค์เจอเร็วแค่ไหน ใช้รายการตรวจนี้ก่อนส่งเล่ม

  • ย่อหน้านำบทบอกลำดับการเสนอผลและรายการสัญลักษณ์
  • ทุกตอนผูกกับวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานหนึ่งข้อ และเรียงตามลำดับในบทที่ 1
  • รายงานผลลัพธ์ทุกตัวที่ระบุในบทที่ 3 รวมถึงผลที่ไม่มีนัยสำคัญ
  • เลขตาราง ชื่อตาราง เส้นตาราง และหมายเหตุตรงตามคู่มือบัณฑิตวิทยาลัย
  • มี n, M, SD, ค่าสถิติทดสอบ, df, ค่า p จริง และ 95% CI ของผลหลัก
  • ไม่เสนอข้อมูลชุดเดียวกันทั้งในตารางและกราฟ และกราฟไม่ตัดแกนจนเข้าใจผิด
  • ย่อหน้าบรรยายผลอ้าง “จากตารางที่ 4.x” และไม่มีคำว่า “น่าจะเป็นเพราะ” หรือการเทียบกับงานวิจัยอื่น
  • ตารางสรุปผลการทดสอบสมมติฐานตรงกับตารางต้นทางทุกตัวเลข

หากเขียนบทที่ 4 เสร็จแล้วแต่ยังไม่แน่ใจว่าลำดับผล ตาราง และภาษาที่ใช้ผ่านเกณฑ์ของกรรมการและบัณฑิตวิทยาลัยหรือไม่ บริการ วิทยานิพนธ์ ของ Editverse มีบรรณาธิการที่จบปริญญาเอกหรือแพทยศาสตร์ในสาขาของคุณช่วยตรวจความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับตาราง ความครบของค่าสถิติ และรูปแบบตามคู่มือของสถาบัน เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยหรือวิเคราะห์ข้อมูลแทนคุณ ส่งต้นฉบับมาที่ [email protected] หรือ ติดต่อทีมงาน

คำถามที่พบบ่อย

ควรเรียงผลในบทที่ 4 อย่างไร

เรียงตามวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานทีละข้อตามลำดับในบทที่ 1 และรายงานผลลัพธ์ทุกตัวที่ระบุไว้ในบทที่ 3 รวมถึงผลที่ไม่มีนัยสำคัญ

ใส่การอภิปรายในบทที่ 4 ได้หรือไม่

หากคู่มือของสถาบันแยกการอภิปรายไว้ในบทที่ 5 ไม่ควรเขียนว่า “น่าจะเป็นเพราะ” หรือเทียบกับงานวิจัยอื่นในบทที่ 4

ตารางผลหลักต้องมีค่าอะไรบ้าง

n, M, SD ค่าสถิติทดสอบ df ค่า p จริง และ 95% CI ของผลหลัก

เอกสารอ้างอิง

  1. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. (2558). คู่มือการทำวิทยานิพนธ์ (หัวข้อ 2.2.4 บทที่ 4 ผลการวิจัย, หน้า 13). https://itd.kmutnb.ac.th/content/e-service/pdf/ThesisManual.pdf
  2. International Committee of Medical Journal Editors. (2026). Recommendations for the conduct, reporting, editing, and publication of scholarly work in medical journals (updated January 2026), Section IV.A.3.e Results และ IV.A.3.h Tables. https://www.icmje.org/icmje-recommendations.pdf
  3. American Psychological Association. (2021). Table setup. APA Style (7th ed.). https://apastyle.apa.org/style-grammar-guidelines/tables-figures/tables
  4. สำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (2568). คู่มือการจัดทำวิทยานิพนธ์ 2568 สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (หัวข้อ 3.6 การพิมพ์ตาราง และ 3.7 การพิมพ์ภาพ, หน้า 36–41). https://postgrads.mfu.ac.th/wp-content/uploads/2023/04/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C-2568_1.pdf
  5. Lang, T. A., & Altman, D. G. (2015). Basic statistical reporting for articles published in biomedical journals: The “Statistical Analyses and Methods in the Published Literature” or the SAMPL Guidelines. International Journal of Nursing Studies, 52(1), 5–9. doi:10.1016/j.ijnurstu.2014.09.006 PMID: 25441757
  6. American Psychological Association. (2021). Figure setup. APA Style (7th ed.). https://apastyle.apa.org/style-grammar-guidelines/tables-figures/figures
  7. Durbin, C. G., Jr. (2004). Effective use of tables and figures in abstracts, presentations, and papers. Respiratory Care, 49(10), 1233–1237. PMID: 15447809
  8. Weissgerber, T. L., Milic, N. M., Winham, S. J., & Garovic, V. D. (2015). Beyond bar and line graphs: Time for a new data presentation paradigm. PLoS Biology, 13(4), e1002128. doi:10.1371/journal.pbio.1002128 PMID: 25901488
  9. O’Brien, B. C., Harris, I. B., Beckman, T. J., Reed, D. A., & Cook, D. A. (2014). Standards for reporting qualitative research: A synthesis of recommendations. Academic Medicine, 89(9), 1245–1251. doi:10.1097/ACM.0000000000000388 PMID: 24979285

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *