ผังขั้นตอนบทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 10 ขั้น ตั้งแต่นิยามประชากร คำนวณขนาดตัวอย่าง ตรวจ IOC ทดลองใช้และหาค่า Cronbach's alpha ขอรับรองจริยธรรม เก็บข้อมูล จนถึงวิเคราะห์ข้อมูล

บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย: องค์ประกอบที่กรรมการสอบต้องการ

บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย คือบทที่ผู้อ่านต้องทำซ้ำงานของคุณได้จากข้อความเพียงอย่างเดียว จึงต้องระบุประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือพร้อมหลักฐานความตรงและความเชื่อมั่น ขั้นตอนเก็บข้อมูล การรับรองจริยธรรม และแผนการวิเคราะห์ที่ผูกกับวัตถุประสงค์ทุกข้อ

บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ต้องมีอะไรบ้างตามคู่มือบัณฑิตวิทยาลัย

คู่มือการทำวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เรียกบทนี้ว่าเป็น “หัวใจสำคัญ” ของวิทยานิพนธ์ เพราะผู้วิจัยต้องรายงานแผนและวิธีดำเนินงานตามลำดับ ตั้งแต่ประชากรและกลุ่มตัวอย่างไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเป็นฐานของการสรุปผลและอภิปรายผลในบทท้าย ๆ [1] คู่มือฉบับนี้แบ่งเนื้อหาบทที่ 3 เป็นสี่ส่วน ได้แก่ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ โดยแนะนำให้แยกสถิติออกเป็นสองกลุ่ม คือสถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ผลการวิจัย [1]

ตารางที่ 1 สี่องค์ประกอบของบทที่ 3 ตามคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ มจพ. และคำถามที่ควรตอบไว้ล่วงหน้า
องค์ประกอบสิ่งที่ต้องระบุให้ครบคำถามที่กรรมการอาจถาม
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคุณสมบัติ ขอบเขต และจำนวนประชากร ขนาดกลุ่มตัวอย่าง วิธีและขั้นตอนการเลือกตัวเลข n มาจากสูตรใด ใช้ค่าอะไรแทนในสูตร และสุ่มอย่างไร
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยจำนวนและประเภทเครื่องมือ ใช้ในขั้นตอนใด ขั้นตอนการสร้าง และวิธีหาคุณภาพใครตรวจความตรง ใช้เกณฑ์อะไร ค่าความเชื่อมั่นเท่าไร ทดลองใช้กับใคร
3. การเก็บรวบรวมข้อมูลขั้นตอนและวิธีการเก็บ แบบแผนที่ใช้หรืออ้างอิงตามผู้ใดเก็บช่วงใด ใครเป็นผู้เก็บ ได้รับอนุมัติจริยธรรมก่อนเริ่มหรือไม่ อัตราตอบกลับเท่าไร
4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติสถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ และสถิติที่ใช้ตอบวัตถุประสงค์แต่ละข้อสถิติตรงกับชนิดข้อมูลหรือไม่ ตรวจข้อตกลงเบื้องต้นแล้วหรือยัง

ข้อแนะนำที่อาจถูกมองข้ามคือ คู่มือเดียวกันระบุว่าอาจเปิดบทด้วยแผนภูมิหรือไดอะแกรม เช่น ผังไหล (flowchart) หรือบล็อกไดอะแกรม เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียดทีละขั้น [1] ภาพที่ 1 เป็นตัวอย่าง โดยแสดง “จุดย้อนกลับ” เมื่อความตรงหรือความเชื่อมั่นไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งบอกกรรมการว่าคุณวางเกณฑ์ไว้ก่อนเห็นผล

ผังขั้นตอนบทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 10 ขั้น ตั้งแต่นิยามประชากร คำนวณขนาดตัวอย่าง ตรวจ IOC ทดลองใช้และหาค่า Cronbach's alpha ขอรับรองจริยธรรม เก็บข้อมูล จนถึงวิเคราะห์ข้อมูล
ภาพที่ 1: ผังขั้นตอนบทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัยแบบ 10 ขั้น พร้อมจุดตัดสินใจที่ต้องย้อนกลับไปแก้เครื่องมือ (ตัวอย่างสมมติ) ที่มา: Editverse เรียบเรียงจากคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ มจพ. (2558), Krejcie & Morgan (1970), Rovinelli & Hambleton (1976) และคู่มือของ วช. (2568) สร้างด้วย R

บทความนี้เน้นงานเชิงปริมาณที่ใช้แบบสอบถาม งานเชิงคุณภาพจะเปลี่ยนหัวข้อเป็นผู้ให้ข้อมูลหลักและการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล แต่หลักเดิมยังใช้ได้ ส่วน Methods ฉบับบทความวารสาร อ่านได้ในบทความเรื่องการเขียนส่วน Methods

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง: เขียนให้กรรมการคำนวณตามได้

คู่มือ มจพ. กำหนดว่าการกล่าวถึงประชากรต้องระบุคุณสมบัติ ขอบเขต และจำนวนให้ชัดเจน ส่วนกลุ่มตัวอย่างต้องระบุขนาด วิธีการ และขั้นตอนการเลือกโดยละเอียด [1] ย่อหน้านี้จึงต้องตอบว่าประชากรมีกี่หน่วยตามเอกสารใด n มาจากสูตรใดและแทนค่าอะไร และสุ่มอย่างไร

ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้สูตรของ Krejcie และ Morgan ต้องเขียนค่าที่ใช้ครบ ได้แก่ ค่าไคสแควร์ที่ df = 1 ระดับความเชื่อมั่น 95% (3.841) สัดส่วนประชากร P = 0.50 และความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ d = 0.05 [2] สำหรับประชากร 1,000 คน การคำนวณคือ s = (3.841 × 1,000 × 0.25) ÷ [(0.0025 × 999) + (3.841 × 0.25)] = 960.25 ÷ 3.458 ≈ 277.7 จึงปัดขึ้นเป็น 278 คน หลักการเลือกระหว่างสูตร Taro Yamane ตาราง Krejcie และ Morgan หรือการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบ เป็นเรื่องที่ควรตัดสินจากวัตถุประสงค์และสถิติที่จะใช้ ไม่ใช่จากความเคยชิน

การทบทวนวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ 139 เล่ม (ปี 2015–2020) สาขาเกษตรและสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยการศึกษาทางไกลแห่งหนึ่งในแอฟริกา ชี้ว่าส่วนนี้อาจเป็นจุดอ่อนได้ แม้ไม่ใช่ข้อมูลของไทย ผู้วิจัยพบว่าเล่มส่วนใหญ่คำนวณขนาดตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปหรือสูตรสำหรับสัดส่วนภายใต้การสุ่มอย่างง่าย โดยไม่ตรวจว่าประชากรมีความเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ และ 41.0% ของเล่มมีข้อผิดพลาดเชิงระเบียบวิธีที่ชัดเจนอย่างน้อยหนึ่งจุด เช่น ใช้การสุ่มอย่างง่ายทั้งที่หน่วยประชากรแตกต่างกันมาก [3] ถ้าประชากรแบ่งเป็นกลุ่มย่อยที่ต่างกันชัด เช่น หน่วยงานหรืออำเภอ การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนมักอธิบายได้ดีกว่า

อีกเรื่องที่ควรเขียนไว้ตั้งแต่บทที่ 3 คือการเผื่ออัตราไม่ตอบกลับ ขนาดตัวอย่างที่คำนวณได้คือจำนวนที่ต้อง “ได้คืน” ไม่ใช่จำนวนที่แจก ภาพที่ 2 แสดงว่าถ้าคาดอัตราตอบกลับ 80% ต้องแจก 278 ÷ 0.80 = 347.5 หรือ 348 ชุด และถ้าคาดเพียง 60% ต้องแจกถึง 464 ชุด ตัวเลขอัตราตอบกลับที่คาดไว้ควรมีที่มา เช่น จากการทดลองใช้หรือจากงานวิจัยที่คล้ายกัน

กราฟจำนวนแบบสอบถามที่ต้องแจกเมื่อคาดอัตราตอบกลับ 50 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับขนาดตัวอย่าง 278 คน ที่อัตราตอบกลับ 80 เปอร์เซ็นต์ต้องแจก 348 ชุด
ภาพที่ 2: จำนวนแบบสอบถามที่ต้องแจกเมื่อคาดอัตราตอบกลับ 50–100% เพื่อให้ได้ข้อมูลคืนครบ 278 ชุด ที่มา: Editverse คำนวณจากสูตรของ Krejcie & Morgan (1970) ด้วย R

เครื่องมือวิจัย: ความตรง (IOC) และความเชื่อมั่นต้องมีเกณฑ์ก่อนเห็นผล

คู่มือ มจพ. ระบุว่าส่วนเครื่องมือต้องบอกจำนวนและประเภทของเครื่องมือ ใช้ในขั้นตอนใด ใช้อย่างไร ขั้นตอนการสร้าง และวิธีหาคุณภาพ เพื่อให้ผู้อ่านมั่นใจว่าเครื่องมือเชื่อถือได้ [1] สำหรับแบบสอบถาม ให้อธิบายแต่ละตอน จำนวนข้อ ลักษณะคำตอบ เกณฑ์การให้คะแนน และแหล่งที่มาของข้อคำถาม ว่าสร้างเองจากกรอบแนวคิด ดัดแปลง หรือแปลจากเครื่องมือมาตรฐาน

ความตรงเชิงเนื้อหาด้วย IOC

ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence) มาจากงานของ Rovinelli และ Hambleton ซึ่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาให้คะแนนแต่ละข้อเป็น +1 (แน่ใจว่าวัดตรง) 0 (ไม่แน่ใจ) หรือ −1 (แน่ใจว่าไม่ตรง) และยกตัวอย่างว่าถ้าผู้เชี่ยวชาญครึ่งหนึ่งให้ +1 และที่เหลือให้ 0 ดัชนีจะเท่ากับ .50 ซึ่งหมายความว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งให้คะแนนเต็ม โดยไม่ได้กำหนด .50 เป็นเกณฑ์ตายตัว ขณะที่ในการศึกษาของผู้พัฒนาเองกำหนดจุดตัด .70 [4] ในงานวิจัยไทยนิยมคำนวณแบบย่อ IOC = ΣR/N คือผลรวมคะแนนหารด้วยจำนวนผู้เชี่ยวชาญ ดังที่ใช้ในงานพัฒนาเครื่องมือประเมินความพร้อมรับภัยพิบัติของโรงพยาบาลไทย ซึ่งใช้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 0.6 [5] ขณะที่งานแปลแบบสอบถามความรุนแรงในที่ทำงานฉบับภาษาไทยใช้เกณฑ์ 0.5 [6] ข้อสรุปคือไม่มีเกณฑ์เดียวที่ทุกงานใช้ คุณต้องระบุเกณฑ์ของตนเองพร้อมแหล่งอ้างอิง

เมื่อใช้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ค่า IOC เกิดได้เพียงไม่กี่ค่า ตารางที่ 2 แสดงกฎตัดสินใจที่ใช้ได้ทันที: ข้อคำถามจะผ่านเกณฑ์ 0.50 ก็ต่อเมื่อผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 คนให้ +1 และไม่มีใครให้ −1

ตารางที่ 2 ค่า IOC ที่เป็นไปได้เมื่อใช้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน (คำนวณแบบ ΣR/N)
คะแนนจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คนผลรวม ΣRIOC = ΣR/Nผลตามเกณฑ์ ≥ 0.50
+1, +1, +131.00ผ่าน ใช้ได้
+1, +1, 020.67ผ่าน แต่ควรอ่านข้อเสนอแนะของคนที่ให้ 0
+1, 0, 010.33ไม่ผ่าน ปรับข้อคำถาม
+1, +1, −110.33ไม่ผ่าน ปรับข้อคำถาม
0, 0, 000.00ไม่ผ่าน ตัดหรือเขียนใหม่

งานสายสุขภาพที่อ้างวรรณกรรมสากลอาจใช้ดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (CVI) แทน ซึ่ง Polit และ Beck ชี้ว่ามีวิธีคำนวณระดับทั้งฉบับมากกว่าหนึ่งแบบและผู้วิจัยมักไม่ระบุว่าใช้แบบใด [7] ไม่ว่าใช้ดัชนีใด ต้องบอกสูตร จำนวนและคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญ และช่วงค่าที่ได้

ความเชื่อมั่นด้วย Cronbach’s alpha

ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ Cronbach ใช้ประเมินความสอดคล้องภายในของชุดข้อคำถามที่วัดคุณลักษณะเดียวกัน [8] ในบทที่ 3 ควรระบุว่าทดลองใช้กับใคร กี่คน ทำไมจึงเป็นกลุ่มที่คล้ายแต่ไม่ซ้ำกับกลุ่มตัวอย่าง และเกณฑ์ที่ยอมรับ ขนาดกลุ่มทดลองใช้ควรมีเหตุผลรองรับเช่นกัน Bonett เสนอสูตรคำนวณขนาดตัวอย่างสำหรับการทดสอบและการประมาณค่าแอลฟาโดยตรง [9] นอกจากนี้ควรรายงานค่าแอลฟาแยกรายด้าน ไม่ใช่เฉพาะค่ารวมทั้งฉบับ เพราะด้านที่มีข้อน้อยหรือคำตอบไม่กระจายมักได้ค่าต่ำ ซึ่งค่ารวมจะปิดบังปัญหานี้

ตัวอย่างจริงจากงานตีพิมพ์: แบบสอบถามความรุนแรงในที่ทำงานฉบับภาษาไทย

งานของ Khiaw-im และคณะ (2022) เป็นตัวอย่างที่ดีของส่วนวิธีดำเนินการวิจัยที่ตรวจสอบย้อนได้ ทีมวิจัยแปลแบบสอบถาม Workplace Violence in the Health Sector Country Case Study ของ ILO/ICN/WHO/PSI เป็นภาษาไทยตามแนวทางการปรับข้ามวัฒนธรรม มีการแปลกลับโดยผู้ที่ไม่เคยเห็นต้นฉบับ แล้วให้คณะผู้เชี่ยวชาญ 4 คนตรวจความตรงเชิงเนื้อหา [6] สิ่งที่ส่วนวิธีการระบุไว้ครบ ได้แก่

  • ประชากรและเกณฑ์คัดเข้า: บุคลากรสุขภาพในสถานพยาบาลตามนิยามของกฎหมาย อายุ 18 ปีขึ้นไป ทำงานในสถานพยาบาลอย่างน้อย 12 เดือน และสื่อสารภาษาไทยได้
  • ขนาดตัวอย่างพร้อมเหตุผล: คำนวณด้วยวิธีของ Bonett ได้อย่างน้อย 17 คน แล้วเพิ่มเป็น 60 คน เพราะผู้เข้าร่วมบางคนอาจไม่เคยประสบความรุนแรง จึงตอบข้อคำถามบางส่วนไม่ได้ และระบุว่าใช้การเลือกแบบบังเอิญ (accidental sampling)
  • เครื่องมือและการเก็บข้อมูล: 5 ตอนพร้อมจำนวนข้อ เก็บข้อมูลธันวาคม 2019 ถึงมกราคม 2020 แบบกระดาษ 30 คนและออนไลน์ 62 คน รวม 92 คน
  • เกณฑ์คุณภาพที่ประกาศก่อน: IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป และ Cronbach’s alpha ตั้งแต่ 0.7 ขึ้นไป พร้อมสูตรการคำนวณ
  • จริยธรรม: ระบุชื่อคณะกรรมการที่อนุมัติ คือ Ethical Review Board ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ผลที่รายงานสะท้อนว่าทำไมต้องวางเกณฑ์ก่อน ค่า IOC รายข้อจากผู้เชี่ยวชาญ 4 คนอยู่ระหว่าง 0.75–1 ค่าแอลฟาด้านความรุนแรงทางร่างกาย 0.879 ด้านวาจา 0.934 และด้านนโยบายของนายจ้าง 0.842 แต่ด้านการกลั่นแกล้ง (bullying/mobbing) ได้เพียง 0.510 ซึ่งผู้วิจัยรายงานตรง ๆ ว่าอยู่ในระดับต่ำ และด้านการคุกคามทางเชื้อชาติและทางเพศคำนวณไม่ได้เพราะมีผู้ตอบน้อยเกินไป [6] นี่คือเหตุผลที่ควรรายงานแอลฟาแยกรายด้าน ส่วนงานของ Wuthisuthimethawee และคณะแสดงอีกรูปแบบที่ดี คือระบุเลขที่รับรองจริยธรรม (REC 57-314-20-1) จากคณะกรรมการจริยธรรมของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ไว้ในส่วนวิธีการ [5]

บริบทไทย: การเก็บข้อมูลและการขอรับรองจริยธรรมตามแนวทาง วช.

ส่วนการเก็บรวบรวมข้อมูลต้องอธิบายขั้นตอน วิธีการ และแบบแผนที่ใช้อย่างชัดเจน [1] ในบริบทไทยอาจรวมการขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัยถึงหน่วยงาน ช่วงเวลาเก็บ วิธีแจกและรับคืน และการติดตามผู้ที่ยังไม่ตอบ โดยระบุวันที่และตัวเลขทุกขั้น

ในด้านจริยธรรม คู่มือนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการกำกับดูแลด้านจริยธรรมของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ฉบับมีนาคม 2568 ระบุว่าสถาบันต้องมีนโยบายให้การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกเรื่องได้รับการทบทวนและอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยก่อนเริ่มการศึกษาหรือสรรหาผู้เข้าร่วม [10] คู่มือเดียวกันระบุว่ากลไกการทบทวนตามระดับความเสี่ยงอาจประกอบด้วยสามแบบ คือ การยกเว้นจากการทบทวนสำหรับงานที่มีความเสี่ยงเล็กน้อย การทบทวนแบบเร็วสำหรับงานที่มีความเสี่ยงไม่เกินความเสี่ยงต่ำ และการทบทวนโดยคณะกรรมการเต็มคณะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงเกินความเสี่ยงต่ำ [10]

ประเด็นที่ควรระวังคือการคิดว่าตนเองตัดสินได้ว่างานแบบสอบถาม “ไม่ต้องขอจริยธรรม” แต่คู่มือ วช. ระบุว่าการยกเว้นจากการทบทวนควรพิจารณาโดยประธานคณะกรรมการจริยธรรมหรือกรรมการที่มีประสบการณ์และได้รับมอบหมาย และแต่ละสถาบันมีอำนาจจำกัดหมวดที่เข้าข่ายยกเว้นได้ [10] นอกจากนี้ เอกสารสรรหาผู้เข้าร่วม เช่น เอกสารชี้แจง โปสเตอร์ หรือข้อความประชาสัมพันธ์ออนไลน์ ควรผ่านการอนุมัติก่อนเผยแพร่ [10] สำหรับงานทางการแพทย์ ปฏิญญาเฮลซิงกิฉบับปรับปรุงปี 2024 ยังเป็นหลักอ้างอิงสากลที่คณะกรรมการจริยธรรมใช้ [11]

ในบทที่ 3 จึงควรมีย่อหน้าจริยธรรมแยก ระบุชื่อคณะกรรมการ เลขที่และวันที่รับรอง ประเภทการทบทวน วิธีขอความยินยอม และการรักษาความลับ แนบหนังสือรับรองในภาคผนวก และวันที่เริ่มเก็บข้อมูลต้องอยู่หลังวันอนุมัติ งานทดลองทางคลินิกยังต้องลงทะเบียนเพิ่ม ดูคู่มือลงทะเบียน TCTR

ตัวอย่างการเขียนบทที่ 3 ทีละขั้น พร้อมตารางแผนการวิเคราะห์ข้อมูล

สมมติว่านักศึกษาปริญญาโทศึกษาความพึงพอใจในงานและความตั้งใจคงอยู่ในงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีพยาบาล 1,000 คน แบ่งเป็น 4 หน่วยงาน (ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิด) ให้เขียนตามลำดับต่อไปนี้

  1. ประชากร: พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานอย่างน้อย 1 ปี 1,000 คน ตามทะเบียนบุคลากร
  2. ขนาดตัวอย่าง: Krejcie และ Morgan ได้ 278 คน คาดตอบกลับ 80% จึงแจก 348 ชุด (ภาพที่ 2)
  3. การสุ่ม: แบ่งชั้นตามสัดส่วนหน่วยงาน (ตารางที่ 3) แล้วสุ่มอย่างง่ายจากรายชื่อ
  4. เครื่องมือ: แบบสอบถาม 3 ตอน มาตราประมาณค่า 5 ระดับ
  5. คุณภาพ: IOC ≥ 0.50 จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน; ทดลองใช้ 30 คนนอกกลุ่มตัวอย่าง เกณฑ์ α ≥ 0.70 รายด้าน
  6. จริยธรรมและการเก็บข้อมูล: ได้รับอนุมัติแล้วจึงแจกผ่านผู้ประสานงาน ติดตามสัปดาห์ละครั้ง
  7. การวิเคราะห์: ทุกวัตถุประสงค์มีสถิติรองรับ (ตารางที่ 4)
ตารางที่ 3 การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน (ตัวอย่างสมมติ)
หน่วยงานจำนวนประชากรสัดส่วนจำนวนที่แจก (348 × สัดส่วน)
หอผู้ป่วยใน4000.40139.2 → 139
ผู้ป่วยนอก2500.2587.0 → 87
อุบัติเหตุและฉุกเฉิน1500.1552.2 → 52
หอผู้ป่วยวิกฤต2000.2069.6 → 70
รวม1,0001.00348
ตารางที่ 4 ตารางแผนการวิเคราะห์ข้อมูล (ตัวอย่างสมมติ กำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05)
วัตถุประสงค์ตัวแปรและระดับการวัดสถิติที่ใช้สิ่งที่ต้องรายงานในบทที่ 4
ก่อนวิเคราะห์: คุณภาพเครื่องมือคะแนนผู้เชี่ยวชาญรายข้อ คะแนนรายข้อจากการทดลองใช้IOC รายข้อ; Cronbach’s α รายด้านและทั้งฉบับช่วงค่า IOC จำนวนข้อที่ปรับ ค่า α รายด้าน
1. ศึกษาระดับความพึงพอใจในงานคะแนนเฉลี่ยมาตราประมาณค่า 5 ระดับร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าเฉลี่ยรายด้านพร้อมเกณฑ์แปลผลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
2. เปรียบเทียบความตั้งใจคงอยู่ในงาน จำแนกตามหน่วยงานตัวแปรตาม: คะแนนต่อเนื่อง; ตัวแปรต้น: 4 กลุ่มOne-way ANOVA และ post hoc; ถ้าไม่เข้าข้อตกลงเบื้องต้นใช้ Kruskal–Wallisค่า F, df, p และขนาดอิทธิพล (η²)
3. หาปัจจัยที่ทำนายความตั้งใจคงอยู่ในงานตัวแปรตาม: คะแนนต่อเนื่อง; ตัวทำนาย: คะแนนรายด้านการถดถอยพหุคูณ (multiple linear regression)B, β, ช่วงความเชื่อมั่น 95%, R² และผลตรวจข้อตกลงเบื้องต้น

กฎตัดสินใจที่ใช้ตรวจตารางที่ 4 คือ ทุกแถวต้องมีครบสี่ช่อง ถ้ามีวัตถุประสงค์ที่ไม่มีสถิติรองรับ หรือมีสถิติที่ไม่ได้ตอบวัตถุประสงค์ข้อใด ให้แก้ก่อนสอบ แนวทาง STROBE สำหรับงานเชิงสังเกตก็กำหนดให้รายงานที่มาของขนาดตัวอย่างและอธิบายวิธีทางสถิติทั้งหมด รวมถึงวิธีจัดการข้อมูลที่ขาดหาย [12] การรายงานขนาดอิทธิพลควบคู่ค่า p ก็ควรวางแผนไว้ตั้งแต่บทที่ 3 เพราะการวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ปริญญาโทสาขาจิตวิทยาเศรษฐกิจ 250 เล่มพบว่ามีการรายงานขนาดอิทธิพลเพียง 36% ของการทดสอบหลัก และพบการรายงานการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบเพื่อกำหนดขนาดตัวอย่างเพียงครั้งเดียว [13] ส่วนรายละเอียดการเลือกโปรแกรมวิเคราะห์ อ่านได้ในบทความเปรียบเทียบ SPSS, R และ Python

กฎสั้น ๆ สำหรับบทที่ 3: ทุกตัวเลขต้องมีที่มา (n จากสูตรใด เกณฑ์ IOC และ α อ้างจากใคร) ทุกเกณฑ์ต้องประกาศก่อนเก็บข้อมูล และทุกวัตถุประสงค์ต้องมีสถิติรองรับหนึ่งแถวในตารางแผนการวิเคราะห์

ข้อผิดพลาดที่กรรมการสอบพบบ่อยในบทที่ 3

  • เขียนประชากรกว้างเกินไป: เช่น “พยาบาลในประเทศไทย” แต่เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลเดียว ประชากรต้องตรงกับกรอบการสุ่มจริง [1]
  • ขนาดตัวอย่างไม่มีที่มา หรือใช้สูตรไม่ตรงกับสถิติที่จะใช้: การใช้ตารางสำเร็จรูปโดยไม่ตรวจลักษณะประชากรและชนิดตัวแปรเป็นปัญหาที่พบในการทบทวนวิทยานิพนธ์จริง [3]
  • ไม่ตรวจข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติ: ในการทบทวนเดียวกัน จาก 21 เล่มที่ใช้ t-test มีเพียงเล่มเดียวที่คำนึงถึงข้อตกลงเรื่องการแจกแจงปกติหรือใช้วิธีที่ทนทาน [3]
  • เขียนเป็นอนาคตกาลแบบโครงร่าง: เล่มสมบูรณ์ต้องบรรยายสิ่งที่ทำไปแล้วจริง ดูคู่มือการเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์

สรุป

เช็กลิสต์ก่อนส่งบทที่ 3 ให้อาจารย์ที่ปรึกษา

  • พิจารณาเปิดบทด้วยผังขั้นตอนที่มีจุดย้อนกลับ
  • ประชากรมีคุณสมบัติ ขอบเขต จำนวน และที่มาของตัวเลข
  • ขนาดตัวอย่างแสดงสูตร ค่าที่แทน และการเผื่ออัตราไม่ตอบกลับ
  • วิธีสุ่มเหมาะกับลักษณะประชากร
  • IOC ระบุผู้เชี่ยวชาญ สูตร เกณฑ์ และช่วงค่า
  • Cronbach’s alpha ระบุกลุ่มทดลองใช้ เกณฑ์ และค่ารายด้าน
  • จริยธรรมมีชื่อคณะกรรมการ เลขที่ และวันที่ ก่อนวันเริ่มเก็บข้อมูล
  • ตารางแผนการวิเคราะห์ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์

หากต้องการให้บรรณาธิการที่จบปริญญาเอกหรือแพทยศาสตร์ในสาขาเดียวกับงานของคุณตรวจความครบถ้วนของบทที่ 3 ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับสถิติ และภาษาวิชาการตามคู่มือของสถาบัน ดูรายละเอียดบริการตรวจและแก้ไขวิทยานิพนธ์ ของเรา เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ

คำถามที่พบบ่อย

บทที่ 3 ต้องมีหัวข้ออะไรบ้าง

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือพร้อมหลักฐานความตรงและความเชื่อมั่น ขั้นตอนเก็บข้อมูล การรับรองจริยธรรม และแผนการวิเคราะห์ที่ผูกกับวัตถุประสงค์ทุกข้อ

เขียนขนาดตัวอย่างอย่างไรให้กรรมการตรวจได้

แสดงสูตร ค่าที่แทนในสูตร ที่มาของจำนวนประชากร และการเผื่ออัตราไม่ตอบกลับ

ต้องรายงานการรับรองจริยธรรมอย่างไร

ระบุชื่อคณะกรรมการ เลขที่ และวันที่รับรอง ซึ่งต้องเป็นวันก่อนเริ่มเก็บข้อมูล

เอกสารอ้างอิง

  1. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. (2558). คู่มือการทำวิทยานิพนธ์ (พิมพ์ครั้งที่ 1). https://itd.kmutnb.ac.th/content/e-service/pdf/ThesisManual.pdf
  2. Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610. doi:10.1177/001316447003000308
  3. Debusho, L. K., Mashabela, M. R., Sebatjane, P. N., Sithole, S., Tabo, B., & Rapoo, E.-M. (2025). Evaluation of statistical methods applied in theses and dissertations in an Open, Distance and e-Learning University. PLOS ONE, 20(3), e0319654. doi:10.1371/journal.pone.0319654 PMID: 40163496
  4. Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1976). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity (ERIC Document ED121845). Paper presented at the Annual Meeting of the American Educational Research Association. https://files.eric.ed.gov/fulltext/ED121845.pdf
  5. Wuthisuthimethawee, P., Rojsaengroeng, R., & Krongtrivate, T. (2021). Development of hospital MCI and disaster preparedness assessment tool for Thailand. Risk Management and Healthcare Policy, 14, 3465–3471. doi:10.2147/RMHP.S314391 PMID: 34456593
  6. Khiaw-im, N., Aimyong, N., Wongrathanandha, C., & Tangsangwornthamma, C. (2022). Cross-cultural adaptation, reliability, and content validity of Thai version of Workplace Violence in the Health Sector Country Case Study Questionnaire. Journal of Primary Care & Community Health, 13, 21501319221132448. doi:10.1177/21501319221132448 PMID: 36307964
  7. Polit, D. F., & Beck, C. T. (2006). The content validity index: Are you sure you know what’s being reported? Critique and recommendations. Research in Nursing & Health, 29(5), 489–497. doi:10.1002/nur.20147 PMID: 16977646
  8. Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16(3), 297–334. doi:10.1007/BF02310555
  9. Bonett, D. G. (2002). Sample size requirements for testing and estimating coefficient alpha. Journal of Educational and Behavioral Statistics, 27(4), 335–340. doi:10.3102/10769986027004335
  10. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.). (2568). คู่มือนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการกำกับดูแลด้านจริยธรรมและแนวทางจริยธรรมสำหรับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ (Handbook of the National Policy on Ethics Oversight and Ethical Guidelines for Research Involving Humans). ฉบับเผยแพร่โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี: https://www.rama.mahidol.ac.th/research/ethics/sites/default/files/public/process_pdf/BookA5_NRCT_PolicyGuide_V1.pdf
  11. World Medical Association. (2025). World Medical Association Declaration of Helsinki: Ethical principles for medical research involving human participants. JAMA, 333(1), 71. doi:10.1001/jama.2024.21972 PMID: 39425955
  12. von Elm, E., Altman, D. G., Egger, M., Pocock, S. J., Gøtzsche, P. C., & Vandenbroucke, J. P. (2007). Strengthening the Reporting of Observational Studies in Epidemiology (STROBE) statement: Guidelines for reporting observational studies. BMJ, 335(7624), 806–808. doi:10.1136/bmj.39335.541782.AD PMID: 17947786
  13. Olsen, J., Mosen, J., Voracek, M., & Kirchler, E. (2019). Research practices and statistical reporting quality in 250 economic psychology master’s theses: A meta-research investigation. Royal Society Open Science, 6(12), 190738. doi:10.1098/rsos.190738 PMID: 31903199

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *