บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย: องค์ประกอบที่กรรมการสอบต้องการ
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย คือบทที่ผู้อ่านต้องทำซ้ำงานของคุณได้จากข้อความเพียงอย่างเดียว จึงต้องระบุประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือพร้อมหลักฐานความตรงและความเชื่อมั่น ขั้นตอนเก็บข้อมูล การรับรองจริยธรรม และแผนการวิเคราะห์ที่ผูกกับวัตถุประสงค์ทุกข้อ
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ต้องมีอะไรบ้างตามคู่มือบัณฑิตวิทยาลัย
คู่มือการทำวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เรียกบทนี้ว่าเป็น “หัวใจสำคัญ” ของวิทยานิพนธ์ เพราะผู้วิจัยต้องรายงานแผนและวิธีดำเนินงานตามลำดับ ตั้งแต่ประชากรและกลุ่มตัวอย่างไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเป็นฐานของการสรุปผลและอภิปรายผลในบทท้าย ๆ [1] คู่มือฉบับนี้แบ่งเนื้อหาบทที่ 3 เป็นสี่ส่วน ได้แก่ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ โดยแนะนำให้แยกสถิติออกเป็นสองกลุ่ม คือสถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ผลการวิจัย [1]
| องค์ประกอบ | สิ่งที่ต้องระบุให้ครบ | คำถามที่กรรมการอาจถาม |
|---|---|---|
| 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง | คุณสมบัติ ขอบเขต และจำนวนประชากร ขนาดกลุ่มตัวอย่าง วิธีและขั้นตอนการเลือก | ตัวเลข n มาจากสูตรใด ใช้ค่าอะไรแทนในสูตร และสุ่มอย่างไร |
| 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย | จำนวนและประเภทเครื่องมือ ใช้ในขั้นตอนใด ขั้นตอนการสร้าง และวิธีหาคุณภาพ | ใครตรวจความตรง ใช้เกณฑ์อะไร ค่าความเชื่อมั่นเท่าไร ทดลองใช้กับใคร |
| 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล | ขั้นตอนและวิธีการเก็บ แบบแผนที่ใช้หรืออ้างอิงตามผู้ใด | เก็บช่วงใด ใครเป็นผู้เก็บ ได้รับอนุมัติจริยธรรมก่อนเริ่มหรือไม่ อัตราตอบกลับเท่าไร |
| 4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ | สถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ และสถิติที่ใช้ตอบวัตถุประสงค์แต่ละข้อ | สถิติตรงกับชนิดข้อมูลหรือไม่ ตรวจข้อตกลงเบื้องต้นแล้วหรือยัง |
ข้อแนะนำที่อาจถูกมองข้ามคือ คู่มือเดียวกันระบุว่าอาจเปิดบทด้วยแผนภูมิหรือไดอะแกรม เช่น ผังไหล (flowchart) หรือบล็อกไดอะแกรม เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียดทีละขั้น [1] ภาพที่ 1 เป็นตัวอย่าง โดยแสดง “จุดย้อนกลับ” เมื่อความตรงหรือความเชื่อมั่นไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งบอกกรรมการว่าคุณวางเกณฑ์ไว้ก่อนเห็นผล

บทความนี้เน้นงานเชิงปริมาณที่ใช้แบบสอบถาม งานเชิงคุณภาพจะเปลี่ยนหัวข้อเป็นผู้ให้ข้อมูลหลักและการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล แต่หลักเดิมยังใช้ได้ ส่วน Methods ฉบับบทความวารสาร อ่านได้ในบทความเรื่องการเขียนส่วน Methods
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง: เขียนให้กรรมการคำนวณตามได้
คู่มือ มจพ. กำหนดว่าการกล่าวถึงประชากรต้องระบุคุณสมบัติ ขอบเขต และจำนวนให้ชัดเจน ส่วนกลุ่มตัวอย่างต้องระบุขนาด วิธีการ และขั้นตอนการเลือกโดยละเอียด [1] ย่อหน้านี้จึงต้องตอบว่าประชากรมีกี่หน่วยตามเอกสารใด n มาจากสูตรใดและแทนค่าอะไร และสุ่มอย่างไร
ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้สูตรของ Krejcie และ Morgan ต้องเขียนค่าที่ใช้ครบ ได้แก่ ค่าไคสแควร์ที่ df = 1 ระดับความเชื่อมั่น 95% (3.841) สัดส่วนประชากร P = 0.50 และความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ d = 0.05 [2] สำหรับประชากร 1,000 คน การคำนวณคือ s = (3.841 × 1,000 × 0.25) ÷ [(0.0025 × 999) + (3.841 × 0.25)] = 960.25 ÷ 3.458 ≈ 277.7 จึงปัดขึ้นเป็น 278 คน หลักการเลือกระหว่างสูตร Taro Yamane ตาราง Krejcie และ Morgan หรือการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบ เป็นเรื่องที่ควรตัดสินจากวัตถุประสงค์และสถิติที่จะใช้ ไม่ใช่จากความเคยชิน
การทบทวนวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ 139 เล่ม (ปี 2015–2020) สาขาเกษตรและสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยการศึกษาทางไกลแห่งหนึ่งในแอฟริกา ชี้ว่าส่วนนี้อาจเป็นจุดอ่อนได้ แม้ไม่ใช่ข้อมูลของไทย ผู้วิจัยพบว่าเล่มส่วนใหญ่คำนวณขนาดตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปหรือสูตรสำหรับสัดส่วนภายใต้การสุ่มอย่างง่าย โดยไม่ตรวจว่าประชากรมีความเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ และ 41.0% ของเล่มมีข้อผิดพลาดเชิงระเบียบวิธีที่ชัดเจนอย่างน้อยหนึ่งจุด เช่น ใช้การสุ่มอย่างง่ายทั้งที่หน่วยประชากรแตกต่างกันมาก [3] ถ้าประชากรแบ่งเป็นกลุ่มย่อยที่ต่างกันชัด เช่น หน่วยงานหรืออำเภอ การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนมักอธิบายได้ดีกว่า
อีกเรื่องที่ควรเขียนไว้ตั้งแต่บทที่ 3 คือการเผื่ออัตราไม่ตอบกลับ ขนาดตัวอย่างที่คำนวณได้คือจำนวนที่ต้อง “ได้คืน” ไม่ใช่จำนวนที่แจก ภาพที่ 2 แสดงว่าถ้าคาดอัตราตอบกลับ 80% ต้องแจก 278 ÷ 0.80 = 347.5 หรือ 348 ชุด และถ้าคาดเพียง 60% ต้องแจกถึง 464 ชุด ตัวเลขอัตราตอบกลับที่คาดไว้ควรมีที่มา เช่น จากการทดลองใช้หรือจากงานวิจัยที่คล้ายกัน

เครื่องมือวิจัย: ความตรง (IOC) และความเชื่อมั่นต้องมีเกณฑ์ก่อนเห็นผล
คู่มือ มจพ. ระบุว่าส่วนเครื่องมือต้องบอกจำนวนและประเภทของเครื่องมือ ใช้ในขั้นตอนใด ใช้อย่างไร ขั้นตอนการสร้าง และวิธีหาคุณภาพ เพื่อให้ผู้อ่านมั่นใจว่าเครื่องมือเชื่อถือได้ [1] สำหรับแบบสอบถาม ให้อธิบายแต่ละตอน จำนวนข้อ ลักษณะคำตอบ เกณฑ์การให้คะแนน และแหล่งที่มาของข้อคำถาม ว่าสร้างเองจากกรอบแนวคิด ดัดแปลง หรือแปลจากเครื่องมือมาตรฐาน
ความตรงเชิงเนื้อหาด้วย IOC
ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence) มาจากงานของ Rovinelli และ Hambleton ซึ่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาให้คะแนนแต่ละข้อเป็น +1 (แน่ใจว่าวัดตรง) 0 (ไม่แน่ใจ) หรือ −1 (แน่ใจว่าไม่ตรง) และยกตัวอย่างว่าถ้าผู้เชี่ยวชาญครึ่งหนึ่งให้ +1 และที่เหลือให้ 0 ดัชนีจะเท่ากับ .50 ซึ่งหมายความว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งให้คะแนนเต็ม โดยไม่ได้กำหนด .50 เป็นเกณฑ์ตายตัว ขณะที่ในการศึกษาของผู้พัฒนาเองกำหนดจุดตัด .70 [4] ในงานวิจัยไทยนิยมคำนวณแบบย่อ IOC = ΣR/N คือผลรวมคะแนนหารด้วยจำนวนผู้เชี่ยวชาญ ดังที่ใช้ในงานพัฒนาเครื่องมือประเมินความพร้อมรับภัยพิบัติของโรงพยาบาลไทย ซึ่งใช้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 0.6 [5] ขณะที่งานแปลแบบสอบถามความรุนแรงในที่ทำงานฉบับภาษาไทยใช้เกณฑ์ 0.5 [6] ข้อสรุปคือไม่มีเกณฑ์เดียวที่ทุกงานใช้ คุณต้องระบุเกณฑ์ของตนเองพร้อมแหล่งอ้างอิง
เมื่อใช้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ค่า IOC เกิดได้เพียงไม่กี่ค่า ตารางที่ 2 แสดงกฎตัดสินใจที่ใช้ได้ทันที: ข้อคำถามจะผ่านเกณฑ์ 0.50 ก็ต่อเมื่อผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 คนให้ +1 และไม่มีใครให้ −1
| คะแนนจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน | ผลรวม ΣR | IOC = ΣR/N | ผลตามเกณฑ์ ≥ 0.50 |
|---|---|---|---|
| +1, +1, +1 | 3 | 1.00 | ผ่าน ใช้ได้ |
| +1, +1, 0 | 2 | 0.67 | ผ่าน แต่ควรอ่านข้อเสนอแนะของคนที่ให้ 0 |
| +1, 0, 0 | 1 | 0.33 | ไม่ผ่าน ปรับข้อคำถาม |
| +1, +1, −1 | 1 | 0.33 | ไม่ผ่าน ปรับข้อคำถาม |
| 0, 0, 0 | 0 | 0.00 | ไม่ผ่าน ตัดหรือเขียนใหม่ |
งานสายสุขภาพที่อ้างวรรณกรรมสากลอาจใช้ดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (CVI) แทน ซึ่ง Polit และ Beck ชี้ว่ามีวิธีคำนวณระดับทั้งฉบับมากกว่าหนึ่งแบบและผู้วิจัยมักไม่ระบุว่าใช้แบบใด [7] ไม่ว่าใช้ดัชนีใด ต้องบอกสูตร จำนวนและคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญ และช่วงค่าที่ได้
ความเชื่อมั่นด้วย Cronbach’s alpha
ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ Cronbach ใช้ประเมินความสอดคล้องภายในของชุดข้อคำถามที่วัดคุณลักษณะเดียวกัน [8] ในบทที่ 3 ควรระบุว่าทดลองใช้กับใคร กี่คน ทำไมจึงเป็นกลุ่มที่คล้ายแต่ไม่ซ้ำกับกลุ่มตัวอย่าง และเกณฑ์ที่ยอมรับ ขนาดกลุ่มทดลองใช้ควรมีเหตุผลรองรับเช่นกัน Bonett เสนอสูตรคำนวณขนาดตัวอย่างสำหรับการทดสอบและการประมาณค่าแอลฟาโดยตรง [9] นอกจากนี้ควรรายงานค่าแอลฟาแยกรายด้าน ไม่ใช่เฉพาะค่ารวมทั้งฉบับ เพราะด้านที่มีข้อน้อยหรือคำตอบไม่กระจายมักได้ค่าต่ำ ซึ่งค่ารวมจะปิดบังปัญหานี้
ตัวอย่างจริงจากงานตีพิมพ์: แบบสอบถามความรุนแรงในที่ทำงานฉบับภาษาไทย
งานของ Khiaw-im และคณะ (2022) เป็นตัวอย่างที่ดีของส่วนวิธีดำเนินการวิจัยที่ตรวจสอบย้อนได้ ทีมวิจัยแปลแบบสอบถาม Workplace Violence in the Health Sector Country Case Study ของ ILO/ICN/WHO/PSI เป็นภาษาไทยตามแนวทางการปรับข้ามวัฒนธรรม มีการแปลกลับโดยผู้ที่ไม่เคยเห็นต้นฉบับ แล้วให้คณะผู้เชี่ยวชาญ 4 คนตรวจความตรงเชิงเนื้อหา [6] สิ่งที่ส่วนวิธีการระบุไว้ครบ ได้แก่
- ประชากรและเกณฑ์คัดเข้า: บุคลากรสุขภาพในสถานพยาบาลตามนิยามของกฎหมาย อายุ 18 ปีขึ้นไป ทำงานในสถานพยาบาลอย่างน้อย 12 เดือน และสื่อสารภาษาไทยได้
- ขนาดตัวอย่างพร้อมเหตุผล: คำนวณด้วยวิธีของ Bonett ได้อย่างน้อย 17 คน แล้วเพิ่มเป็น 60 คน เพราะผู้เข้าร่วมบางคนอาจไม่เคยประสบความรุนแรง จึงตอบข้อคำถามบางส่วนไม่ได้ และระบุว่าใช้การเลือกแบบบังเอิญ (accidental sampling)
- เครื่องมือและการเก็บข้อมูล: 5 ตอนพร้อมจำนวนข้อ เก็บข้อมูลธันวาคม 2019 ถึงมกราคม 2020 แบบกระดาษ 30 คนและออนไลน์ 62 คน รวม 92 คน
- เกณฑ์คุณภาพที่ประกาศก่อน: IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป และ Cronbach’s alpha ตั้งแต่ 0.7 ขึ้นไป พร้อมสูตรการคำนวณ
- จริยธรรม: ระบุชื่อคณะกรรมการที่อนุมัติ คือ Ethical Review Board ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ผลที่รายงานสะท้อนว่าทำไมต้องวางเกณฑ์ก่อน ค่า IOC รายข้อจากผู้เชี่ยวชาญ 4 คนอยู่ระหว่าง 0.75–1 ค่าแอลฟาด้านความรุนแรงทางร่างกาย 0.879 ด้านวาจา 0.934 และด้านนโยบายของนายจ้าง 0.842 แต่ด้านการกลั่นแกล้ง (bullying/mobbing) ได้เพียง 0.510 ซึ่งผู้วิจัยรายงานตรง ๆ ว่าอยู่ในระดับต่ำ และด้านการคุกคามทางเชื้อชาติและทางเพศคำนวณไม่ได้เพราะมีผู้ตอบน้อยเกินไป [6] นี่คือเหตุผลที่ควรรายงานแอลฟาแยกรายด้าน ส่วนงานของ Wuthisuthimethawee และคณะแสดงอีกรูปแบบที่ดี คือระบุเลขที่รับรองจริยธรรม (REC 57-314-20-1) จากคณะกรรมการจริยธรรมของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ไว้ในส่วนวิธีการ [5]
บริบทไทย: การเก็บข้อมูลและการขอรับรองจริยธรรมตามแนวทาง วช.
ส่วนการเก็บรวบรวมข้อมูลต้องอธิบายขั้นตอน วิธีการ และแบบแผนที่ใช้อย่างชัดเจน [1] ในบริบทไทยอาจรวมการขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัยถึงหน่วยงาน ช่วงเวลาเก็บ วิธีแจกและรับคืน และการติดตามผู้ที่ยังไม่ตอบ โดยระบุวันที่และตัวเลขทุกขั้น
ในด้านจริยธรรม คู่มือนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการกำกับดูแลด้านจริยธรรมของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ฉบับมีนาคม 2568 ระบุว่าสถาบันต้องมีนโยบายให้การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกเรื่องได้รับการทบทวนและอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยก่อนเริ่มการศึกษาหรือสรรหาผู้เข้าร่วม [10] คู่มือเดียวกันระบุว่ากลไกการทบทวนตามระดับความเสี่ยงอาจประกอบด้วยสามแบบ คือ การยกเว้นจากการทบทวนสำหรับงานที่มีความเสี่ยงเล็กน้อย การทบทวนแบบเร็วสำหรับงานที่มีความเสี่ยงไม่เกินความเสี่ยงต่ำ และการทบทวนโดยคณะกรรมการเต็มคณะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงเกินความเสี่ยงต่ำ [10]
ประเด็นที่ควรระวังคือการคิดว่าตนเองตัดสินได้ว่างานแบบสอบถาม “ไม่ต้องขอจริยธรรม” แต่คู่มือ วช. ระบุว่าการยกเว้นจากการทบทวนควรพิจารณาโดยประธานคณะกรรมการจริยธรรมหรือกรรมการที่มีประสบการณ์และได้รับมอบหมาย และแต่ละสถาบันมีอำนาจจำกัดหมวดที่เข้าข่ายยกเว้นได้ [10] นอกจากนี้ เอกสารสรรหาผู้เข้าร่วม เช่น เอกสารชี้แจง โปสเตอร์ หรือข้อความประชาสัมพันธ์ออนไลน์ ควรผ่านการอนุมัติก่อนเผยแพร่ [10] สำหรับงานทางการแพทย์ ปฏิญญาเฮลซิงกิฉบับปรับปรุงปี 2024 ยังเป็นหลักอ้างอิงสากลที่คณะกรรมการจริยธรรมใช้ [11]
ในบทที่ 3 จึงควรมีย่อหน้าจริยธรรมแยก ระบุชื่อคณะกรรมการ เลขที่และวันที่รับรอง ประเภทการทบทวน วิธีขอความยินยอม และการรักษาความลับ แนบหนังสือรับรองในภาคผนวก และวันที่เริ่มเก็บข้อมูลต้องอยู่หลังวันอนุมัติ งานทดลองทางคลินิกยังต้องลงทะเบียนเพิ่ม ดูคู่มือลงทะเบียน TCTR
ตัวอย่างการเขียนบทที่ 3 ทีละขั้น พร้อมตารางแผนการวิเคราะห์ข้อมูล
สมมติว่านักศึกษาปริญญาโทศึกษาความพึงพอใจในงานและความตั้งใจคงอยู่ในงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีพยาบาล 1,000 คน แบ่งเป็น 4 หน่วยงาน (ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิด) ให้เขียนตามลำดับต่อไปนี้
- ประชากร: พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานอย่างน้อย 1 ปี 1,000 คน ตามทะเบียนบุคลากร
- ขนาดตัวอย่าง: Krejcie และ Morgan ได้ 278 คน คาดตอบกลับ 80% จึงแจก 348 ชุด (ภาพที่ 2)
- การสุ่ม: แบ่งชั้นตามสัดส่วนหน่วยงาน (ตารางที่ 3) แล้วสุ่มอย่างง่ายจากรายชื่อ
- เครื่องมือ: แบบสอบถาม 3 ตอน มาตราประมาณค่า 5 ระดับ
- คุณภาพ: IOC ≥ 0.50 จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน; ทดลองใช้ 30 คนนอกกลุ่มตัวอย่าง เกณฑ์ α ≥ 0.70 รายด้าน
- จริยธรรมและการเก็บข้อมูล: ได้รับอนุมัติแล้วจึงแจกผ่านผู้ประสานงาน ติดตามสัปดาห์ละครั้ง
- การวิเคราะห์: ทุกวัตถุประสงค์มีสถิติรองรับ (ตารางที่ 4)
| หน่วยงาน | จำนวนประชากร | สัดส่วน | จำนวนที่แจก (348 × สัดส่วน) |
|---|---|---|---|
| หอผู้ป่วยใน | 400 | 0.40 | 139.2 → 139 |
| ผู้ป่วยนอก | 250 | 0.25 | 87.0 → 87 |
| อุบัติเหตุและฉุกเฉิน | 150 | 0.15 | 52.2 → 52 |
| หอผู้ป่วยวิกฤต | 200 | 0.20 | 69.6 → 70 |
| รวม | 1,000 | 1.00 | 348 |
| วัตถุประสงค์ | ตัวแปรและระดับการวัด | สถิติที่ใช้ | สิ่งที่ต้องรายงานในบทที่ 4 |
|---|---|---|---|
| ก่อนวิเคราะห์: คุณภาพเครื่องมือ | คะแนนผู้เชี่ยวชาญรายข้อ คะแนนรายข้อจากการทดลองใช้ | IOC รายข้อ; Cronbach’s α รายด้านและทั้งฉบับ | ช่วงค่า IOC จำนวนข้อที่ปรับ ค่า α รายด้าน |
| 1. ศึกษาระดับความพึงพอใจในงาน | คะแนนเฉลี่ยมาตราประมาณค่า 5 ระดับ | ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน | ค่าเฉลี่ยรายด้านพร้อมเกณฑ์แปลผลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า |
| 2. เปรียบเทียบความตั้งใจคงอยู่ในงาน จำแนกตามหน่วยงาน | ตัวแปรตาม: คะแนนต่อเนื่อง; ตัวแปรต้น: 4 กลุ่ม | One-way ANOVA และ post hoc; ถ้าไม่เข้าข้อตกลงเบื้องต้นใช้ Kruskal–Wallis | ค่า F, df, p และขนาดอิทธิพล (η²) |
| 3. หาปัจจัยที่ทำนายความตั้งใจคงอยู่ในงาน | ตัวแปรตาม: คะแนนต่อเนื่อง; ตัวทำนาย: คะแนนรายด้าน | การถดถอยพหุคูณ (multiple linear regression) | B, β, ช่วงความเชื่อมั่น 95%, R² และผลตรวจข้อตกลงเบื้องต้น |
กฎตัดสินใจที่ใช้ตรวจตารางที่ 4 คือ ทุกแถวต้องมีครบสี่ช่อง ถ้ามีวัตถุประสงค์ที่ไม่มีสถิติรองรับ หรือมีสถิติที่ไม่ได้ตอบวัตถุประสงค์ข้อใด ให้แก้ก่อนสอบ แนวทาง STROBE สำหรับงานเชิงสังเกตก็กำหนดให้รายงานที่มาของขนาดตัวอย่างและอธิบายวิธีทางสถิติทั้งหมด รวมถึงวิธีจัดการข้อมูลที่ขาดหาย [12] การรายงานขนาดอิทธิพลควบคู่ค่า p ก็ควรวางแผนไว้ตั้งแต่บทที่ 3 เพราะการวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ปริญญาโทสาขาจิตวิทยาเศรษฐกิจ 250 เล่มพบว่ามีการรายงานขนาดอิทธิพลเพียง 36% ของการทดสอบหลัก และพบการรายงานการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบเพื่อกำหนดขนาดตัวอย่างเพียงครั้งเดียว [13] ส่วนรายละเอียดการเลือกโปรแกรมวิเคราะห์ อ่านได้ในบทความเปรียบเทียบ SPSS, R และ Python
กฎสั้น ๆ สำหรับบทที่ 3: ทุกตัวเลขต้องมีที่มา (n จากสูตรใด เกณฑ์ IOC และ α อ้างจากใคร) ทุกเกณฑ์ต้องประกาศก่อนเก็บข้อมูล และทุกวัตถุประสงค์ต้องมีสถิติรองรับหนึ่งแถวในตารางแผนการวิเคราะห์
ข้อผิดพลาดที่กรรมการสอบพบบ่อยในบทที่ 3
- เขียนประชากรกว้างเกินไป: เช่น “พยาบาลในประเทศไทย” แต่เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลเดียว ประชากรต้องตรงกับกรอบการสุ่มจริง [1]
- ขนาดตัวอย่างไม่มีที่มา หรือใช้สูตรไม่ตรงกับสถิติที่จะใช้: การใช้ตารางสำเร็จรูปโดยไม่ตรวจลักษณะประชากรและชนิดตัวแปรเป็นปัญหาที่พบในการทบทวนวิทยานิพนธ์จริง [3]
- ไม่ตรวจข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติ: ในการทบทวนเดียวกัน จาก 21 เล่มที่ใช้ t-test มีเพียงเล่มเดียวที่คำนึงถึงข้อตกลงเรื่องการแจกแจงปกติหรือใช้วิธีที่ทนทาน [3]
- เขียนเป็นอนาคตกาลแบบโครงร่าง: เล่มสมบูรณ์ต้องบรรยายสิ่งที่ทำไปแล้วจริง ดูคู่มือการเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์
สรุป
เช็กลิสต์ก่อนส่งบทที่ 3 ให้อาจารย์ที่ปรึกษา
- พิจารณาเปิดบทด้วยผังขั้นตอนที่มีจุดย้อนกลับ
- ประชากรมีคุณสมบัติ ขอบเขต จำนวน และที่มาของตัวเลข
- ขนาดตัวอย่างแสดงสูตร ค่าที่แทน และการเผื่ออัตราไม่ตอบกลับ
- วิธีสุ่มเหมาะกับลักษณะประชากร
- IOC ระบุผู้เชี่ยวชาญ สูตร เกณฑ์ และช่วงค่า
- Cronbach’s alpha ระบุกลุ่มทดลองใช้ เกณฑ์ และค่ารายด้าน
- จริยธรรมมีชื่อคณะกรรมการ เลขที่ และวันที่ ก่อนวันเริ่มเก็บข้อมูล
- ตารางแผนการวิเคราะห์ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์
หากต้องการให้บรรณาธิการที่จบปริญญาเอกหรือแพทยศาสตร์ในสาขาเดียวกับงานของคุณตรวจความครบถ้วนของบทที่ 3 ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับสถิติ และภาษาวิชาการตามคู่มือของสถาบัน ดูรายละเอียดบริการตรวจและแก้ไขวิทยานิพนธ์ ของเรา เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ
คำถามที่พบบ่อย
บทที่ 3 ต้องมีหัวข้ออะไรบ้าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือพร้อมหลักฐานความตรงและความเชื่อมั่น ขั้นตอนเก็บข้อมูล การรับรองจริยธรรม และแผนการวิเคราะห์ที่ผูกกับวัตถุประสงค์ทุกข้อ
เขียนขนาดตัวอย่างอย่างไรให้กรรมการตรวจได้
แสดงสูตร ค่าที่แทนในสูตร ที่มาของจำนวนประชากร และการเผื่ออัตราไม่ตอบกลับ
ต้องรายงานการรับรองจริยธรรมอย่างไร
ระบุชื่อคณะกรรมการ เลขที่ และวันที่รับรอง ซึ่งต้องเป็นวันก่อนเริ่มเก็บข้อมูล
เอกสารอ้างอิง
- บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. (2558). คู่มือการทำวิทยานิพนธ์ (พิมพ์ครั้งที่ 1). https://itd.kmutnb.ac.th/content/e-service/pdf/ThesisManual.pdf
- Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610. doi:10.1177/001316447003000308
- Debusho, L. K., Mashabela, M. R., Sebatjane, P. N., Sithole, S., Tabo, B., & Rapoo, E.-M. (2025). Evaluation of statistical methods applied in theses and dissertations in an Open, Distance and e-Learning University. PLOS ONE, 20(3), e0319654. doi:10.1371/journal.pone.0319654 PMID: 40163496
- Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1976). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity (ERIC Document ED121845). Paper presented at the Annual Meeting of the American Educational Research Association. https://files.eric.ed.gov/fulltext/ED121845.pdf
- Wuthisuthimethawee, P., Rojsaengroeng, R., & Krongtrivate, T. (2021). Development of hospital MCI and disaster preparedness assessment tool for Thailand. Risk Management and Healthcare Policy, 14, 3465–3471. doi:10.2147/RMHP.S314391 PMID: 34456593
- Khiaw-im, N., Aimyong, N., Wongrathanandha, C., & Tangsangwornthamma, C. (2022). Cross-cultural adaptation, reliability, and content validity of Thai version of Workplace Violence in the Health Sector Country Case Study Questionnaire. Journal of Primary Care & Community Health, 13, 21501319221132448. doi:10.1177/21501319221132448 PMID: 36307964
- Polit, D. F., & Beck, C. T. (2006). The content validity index: Are you sure you know what’s being reported? Critique and recommendations. Research in Nursing & Health, 29(5), 489–497. doi:10.1002/nur.20147 PMID: 16977646
- Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16(3), 297–334. doi:10.1007/BF02310555
- Bonett, D. G. (2002). Sample size requirements for testing and estimating coefficient alpha. Journal of Educational and Behavioral Statistics, 27(4), 335–340. doi:10.3102/10769986027004335
- สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.). (2568). คู่มือนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการกำกับดูแลด้านจริยธรรมและแนวทางจริยธรรมสำหรับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ (Handbook of the National Policy on Ethics Oversight and Ethical Guidelines for Research Involving Humans). ฉบับเผยแพร่โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี: https://www.rama.mahidol.ac.th/research/ethics/sites/default/files/public/process_pdf/BookA5_NRCT_PolicyGuide_V1.pdf
- World Medical Association. (2025). World Medical Association Declaration of Helsinki: Ethical principles for medical research involving human participants. JAMA, 333(1), 71. doi:10.1001/jama.2024.21972 PMID: 39425955
- von Elm, E., Altman, D. G., Egger, M., Pocock, S. J., Gøtzsche, P. C., & Vandenbroucke, J. P. (2007). Strengthening the Reporting of Observational Studies in Epidemiology (STROBE) statement: Guidelines for reporting observational studies. BMJ, 335(7624), 806–808. doi:10.1136/bmj.39335.541782.AD PMID: 17947786
- Olsen, J., Mosen, J., Voracek, M., & Kirchler, E. (2019). Research practices and statistical reporting quality in 250 economic psychology master’s theses: A meta-research investigation. Royal Society Open Science, 6(12), 190738. doi:10.1098/rsos.190738 PMID: 31903199
มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?
ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ





