กราฟแท่งเปรียบเทียบค่าตีพิมพ์วารสาร (APC) ของ PLOS Medicine, BMC Public Health, BMC Medical Education, Scientific Reports, PLOS ONE และ Heliyon หน่วย USD ณ 1 ตุลาคม 2569

ค่าตีพิมพ์วารสาร Scopus เท่าไร และเบิกจากมหาวิทยาลัยได้อย่างไร

ค่าตีพิมพ์วารสาร Scopus ไม่มีราคากลาง ตั้งแต่ศูนย์บาทในวารสาร diamond open access ไปจนถึงหลายพันดอลลาร์ต่อบทความ และเงินที่มหาวิทยาลัยไทยคืนให้ขึ้นกับ Quartile สำนักพิมพ์ บทบาทผู้นิพนธ์ และกำหนดเวลายื่น ซึ่งต้องตรวจก่อนกดยืนยันส่งบทความ

ค่าตีพิมพ์ (APC) คืออะไร และจ่ายเมื่อไร

Article Processing Charge หรือ APC คือค่าธรรมเนียมที่วารสารแบบเปิด (open access) เรียกเก็บจากผู้นิพนธ์หรือหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้บทความเผยแพร่ให้ทุกคนอ่านได้ฟรีทันที ส่วนใหญ่เรียกเก็บหลังบทความได้รับการตอบรับ ไม่ใช่ตอนส่ง ตัวอย่างเช่น วารสาร Engineering and Applied Science Research ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นระบุว่าเก็บค่าตีพิมพ์ครั้งเดียวเมื่อบทความได้รับการตอบรับอย่างเป็นทางการ และไม่คืนเงินหากผู้นิพนธ์ถอนบทความหลังชำระแล้ว [1] ส่วน PLOS ระบุว่าคิดค่าธรรมเนียมตามอัตราที่มีผล ณ วันส่งบทความ [2] สองตัวอย่างนี้บอกว่าต้องอ่านเงื่อนไขของแต่ละวารสาร เพราะจุดที่ราคาถูกล็อกและเงื่อนไขการคืนเงินไม่เหมือนกัน

ควรแยก APC ออกจากค่าใช้จ่ายอื่นที่ชื่อคล้ายกัน ได้แก่ page charge หรือ color charge ที่วารสารแบบสมัครสมาชิกบางฉบับเก็บตามจำนวนหน้าหรือภาพสี และค่าเร่งพิจารณา (fast track) ซึ่งหลายสถาบันไม่ให้เบิก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุชัดว่าไม่สนับสนุนค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมกรณีขอตีพิมพ์เร็วหรือด่วนมาก รวมถึงค่าจัดส่งและค่าสำเนาพิมพ์ [3]

รูปแบบของวารสารยังมีผลต่อราคาโดยตรง วารสารแบบ hybrid คือวารสารสมัครสมาชิกที่เปิดให้จ่ายเพื่อทำบทความให้เป็น open access มักแพงกว่าวารสารแบบเปิดเต็มรูปแบบ Solomon และ Björk พบว่า APC ของวารสาร open access เต็มรูปแบบที่ผู้นิพนธ์จากมหาวิทยาลัยวิจัยในสหรัฐฯ และแคนาดาใช้ เฉลี่ย 1,775 USD ขณะที่ค่า hybrid ที่แหล่งทุนในยุโรปตะวันตกจ่ายเฉลี่ย 2,887 USD [4] ข้อมูลที่ใหม่กว่าจากวารสาร 1,117 ฉบับใน 29 สาขาการแพทย์ก็ให้ทิศทางเดียวกัน คือค่ามัธยฐานของ hybrid 4,248 USD เทียบกับ 2,909 USD ในวารสาร open access [5]

ค่าตีพิมพ์วารสาร Scopus เท่าไร: ตัวอย่างราคาจริงจากหน้าเว็บทางการ

คำถามว่า “วารสาร Scopus ต้องจ่ายเท่าไร” ตอบเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ เพราะ Scopus เป็นฐานข้อมูลดัชนี ไม่ได้กำหนดราคา วารสารในฐานเดียวกันมีทั้งที่ไม่เก็บเงินเลย เก็บไม่กี่พันบาท และเก็บหลายพันดอลลาร์ วิธีที่ถูกคือเปิดหน้า fees ของวารสารเป้าหมายเองและจดวันที่ตรวจไว้ ภาพที่ 1 รวบรวมราคาที่ประกาศของวารสาร open access นานาชาติ 6 ฉบับ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569

กราฟแท่งเปรียบเทียบค่าตีพิมพ์วารสาร (APC) ของ PLOS Medicine, BMC Public Health, BMC Medical Education, Scientific Reports, PLOS ONE และ Heliyon หน่วย USD ณ 1 ตุลาคม 2569
ภาพที่ 1: ค่าตีพิมพ์ (APC) ต่อบทความวิจัยของวารสาร open access นานาชาติ 6 ฉบับ หน่วย USD ที่มา: หน้า Publication fees ของ PLOS, หน้า open access ของ Scientific Reports และระเบียนวารสารใน DOAJ ดึงข้อมูล 1 ตุลาคม 2569

ตัวเลขในภาพมาจากแหล่งที่ตรวจสอบได้ PLOS ประกาศค่าตีพิมพ์ของ PLOS ONE สำหรับบทความทั่วไป 2,477 USD และ PLOS Medicine สำหรับผู้นิพนธ์ที่สถาบันไม่ได้เป็นสมาชิกโครงการ Community Action Publishing 6,460 USD [2] Springer Nature ประกาศค่าตีพิมพ์ของ Scientific Reports ที่ 2,850 USD หรือ 2,290 GBP หรือ 2,490 EUR [6] ส่วน BMC Public Health (3,450 USD) และ BMC Medical Education (3,090 USD) ตรงกับหน้า Fees and funding ของวารสาร [16] และ Heliyon (2,270 USD) ตรงกับรายการราคา APC ของ Elsevier [17] ซึ่งสอดคล้องกับระเบียนที่วารสารแจ้งไว้ใน DOAJ [7] ข้อควรรู้คือ BMC Public Health และ BMC Medical Education อยู่ในโครงการนำร่องราคาตามประเทศ (country-tiered APC pricing pilot) ของ Springer Nature ซึ่งกำหนดให้บทความที่ผู้นิพนธ์บรรณกิจพำนักในประเทศไทยจ่ายร้อยละ 75 ของ APC มาตรฐาน โดยปรับให้อัตโนมัติเมื่อบทความได้รับการตอบรับ คิดเป็นราว 2,587.50 USD และ 2,317.50 USD ตามลำดับ [18] ราคาในภาพที่ 1 จึงเป็นราคามาตรฐาน ไม่ใช่ราคาที่ผู้นิพนธ์ไทยทุกคนต้องจ่าย

ตารางที่ 1: ตัวอย่างค่าตีพิมพ์จริงจากหน้าเว็บทางการของวารสาร (ตรวจเมื่อ 1 ตุลาคม 2569)

วารสารสถานะที่วารสาร/DOAJ แจ้งค่าตีพิมพ์ที่ประกาศหมายเหตุ
PLOS ONEOpen access เต็มรูปแบบ (อยู่ใน DOAJ)2,477 USD (All other articles)PLOS เก็บตามอัตราที่มีผล ณ วันส่งบทความ
Scientific ReportsOpen access เต็มรูปแบบ (อยู่ใน DOAJ)2,850 USD / 2,290 GBP / 2,490 EURยกเว้นหรือลดค่าตีพิมพ์ให้ผู้นิพนธ์จากประเทศรายได้ต่ำสุด ที่เหลือพิจารณาเป็นรายกรณี
BMC Public HealthOpen access เต็มรูปแบบ (อยู่ใน DOAJ)3,450 USDราคามาตรฐานจากหน้า Fees and funding ของวารสาร; ผู้นิพนธ์บรรณกิจที่พำนักในไทยจ่ายร้อยละ 75 (ราว 2,587.50 USD) ตามโครงการนำร่องราคาตามประเทศ
Siriraj Medical Journal (ไทย)Open access; Scopus, DOAJ, TCIไม่เก็บค่าตีพิมพ์วารสารระบุว่า There are no article processing charges
Engineering and Applied Science Research (ไทย)Open access; Scopus (รับเข้าปี 2018), DOAJ7,000 บาทเก็บครั้งเดียวเมื่อตอบรับ สำหรับบทความที่ส่งตั้งแต่ 1 เมษายน 2025

ที่มา: PLOS (2026); Springer Nature (2026); DOAJ (2026); Siriraj Medical Journal (2026); EASR (2026) ราคาเปลี่ยนได้ ให้ตรวจหน้า fees ของวารสาร ณ วันส่งจริงทุกครั้ง และตรวจสถานะ Scopus ปัจจุบันจาก Scopus Sources ด้วยตนเอง

ราคาไม่ได้สะท้อนคุณภาพเสมอไป การศึกษาของ Tocco และคณะพบว่าค่า APC สัมพันธ์กับ Journal Impact Factor เพียงระดับอ่อน (r = 0.38) และในกลุ่มวารสาร Q1 ค่า Impact Factor ร่วมกับสัดส่วนบทความ open access อธิบายความแปรปรวนของ APC ได้เพียงร้อยละ 14.1 [5] อีกด้านหนึ่ง ตลาดนี้มีมูลค่าสูง Butler และคณะประเมินว่าระหว่างปี 2015–2018 ผู้นิพนธ์ทั่วโลกจ่ายค่าตีพิมพ์ให้สำนักพิมพ์ใหญ่ห้าแห่งรวมประมาณ 1.06 พันล้าน USD [8] สำหรับประเทศรายได้ปานกลาง Rodrigues และคณะชี้ว่า APC บางวารสารสูงเกิน 10,000 USD และอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เอื้อทำให้ภาระหนักขึ้นอีก [9] บทเรียนสำหรับนักวิจัยไทยคือ ใช้ราคาเป็นข้อมูลวางงบ แต่ใช้เกณฑ์คุณภาพวารสารและขอบเขตงานเป็นตัวตัดสินใจหลัก

Diamond open access และทางเลือกเมื่อไม่มีงบ

วารสาร diamond open access คือวารสารที่ฟรีทั้งผู้อ่านและผู้นิพนธ์ รายงาน OA Diamond Journals Study ที่ Science Europe และ cOAlition S สนับสนุน อธิบายว่าวารสารกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ให้บริการชุมชนวิชาการที่หลากหลาย และดำรงอยู่ด้วยแรงอาสาสมัคร มหาวิทยาลัย และงบภาครัฐ [10] ข้อมูลจาก DOAJ ยืนยันว่ากลุ่มนี้ไม่ใช่ส่วนน้อย ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 วารสาร 14,726 จาก 23,574 ฉบับใน DOAJ (ร้อยละ 62.5) แจ้งว่าไม่เก็บค่าตีพิมพ์ และในวารสาร 42 ฉบับที่สำนักพิมพ์อยู่ในประเทศไทย มี 29 ฉบับ (ร้อยละ 69.0) ที่ไม่เก็บค่าตีพิมพ์ [7]

กราฟสัดส่วนวารสารใน DOAJ ที่ไม่เก็บค่าตีพิมพ์ (diamond) เทียบกับที่เก็บ APC ทั้งหมดทั่วโลกและของสำนักพิมพ์ไทย
ภาพที่ 2: สัดส่วนวารสารที่ไม่เก็บค่าตีพิมพ์ (diamond) และที่เก็บ APC ในวารสารทั้งหมดของ DOAJ เทียบกับวารสารของสำนักพิมพ์ไทยใน DOAJ ที่มา: DOAJ Public API ดึงข้อมูล 1 ตุลาคม 2569 (นับเฉพาะวารสารที่อยู่ใน DOAJ วารสารไทยใน TCI จำนวนมากไม่ได้อยู่ใน DOAJ)

ตัวอย่างวารสารไทยใน Scopus ที่ไม่เก็บค่าตีพิมพ์คือ Siriraj Medical Journal ซึ่งระบุบนหน้าเว็บว่าไม่มีค่าตีพิมพ์สำหรับผู้นิพนธ์ และแจ้งว่าอยู่ในฐานข้อมูล Scopus, DOAJ และ TCI [11] ส่วนวารสารที่เก็บค่าตีพิมพ์ระดับหลักพันบาท เช่น EASR ที่เก็บ 7,000 บาท ก็เป็นอีกทางเลือกที่ต่ำกว่าวารสารต่างประเทศในภาพที่ 1 ราว 10–30 เท่า (ที่อัตราสมมติ 32.50 บาท/USD ในตารางที่ 3 ค่า 7,000 บาทเท่ากับราว 215 USD เทียบกับ 2,270–6,460 USD) [1] หากต้องการเลือกวารสารไทยใน Scopus ให้ตรงสาขา ควรดูทั้งขอบเขตวารสารและ Quartile ประกอบกัน ดูหลักการแบ่ง Quartile ได้ใน วิธีเลือกวารสาร Q1 Q2 Q3 Q4

อีกเรื่องที่นักวิจัยไทยมักเข้าใจผิดคือการขอยกเว้นค่าตีพิมพ์ Springer Nature ยกเว้นค่าตีพิมพ์ทั้งหมดให้บทความที่ผู้นิพนธ์บรรณกิจอยู่ในประเทศรายได้ต่ำ และลดร้อยละ 50 ให้ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างที่มี GDP ต่ำกว่า 200,000 ล้าน USD โดยต้องขอในขั้นตอนส่งบทความ ส่วนผู้นิพนธ์อื่นพิจารณาเป็นรายกรณีตามความจำเป็นทางการเงิน [6][19] ธนาคารโลกจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน (upper middle income) [12] ผู้นิพนธ์ไทยจึงไม่เข้าเกณฑ์ยกเว้นหรือลดตามรายได้ของประเทศ และไม่ควรตั้งงบโดยหวังว่าจะได้ยกเว้น (ข้อยกเว้นคือวารสารในโครงการนำร่องราคาตามประเทศ เช่น BMC Public Health ที่ปรับเหลือร้อยละ 75 ให้อัตโนมัติ [18]) ถ้าจะขอยกเว้นด้วยเหตุผลทางการเงิน ต้องยื่นในขั้นตอนส่งบทความ เพราะคำขอที่ยื่นระหว่างการพิจารณาหรือหลังตอบรับจะไม่ได้รับการพิจารณา [6] PLOS เองมีทั้งโครงการ Research4Life และ Publication Fee Assistance ซึ่งต้องตรวจสิทธิ์ตามประเทศและแสดงความจำเป็นทางการเงิน [2] ทางเลือกที่ไม่ต้องจ่ายอีกทางคือ green open access ผ่านคลังข้อมูลสถาบัน อ่านเปรียบเทียบได้ที่ Open Access vs วารสารแบบสมัครสมาชิก

บริบทไทย: เบิกค่าตีพิมพ์จากมหาวิทยาลัยได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยไทยจำนวนมากมีกองทุนสนับสนุนค่าตีพิมพ์ แต่กติกาต่างกันมาก ทั้งเกณฑ์ Quartile วิธีคิดเงิน รายชื่อสำนักพิมพ์ที่ไม่สนับสนุน และกำหนดเวลายื่น ตารางที่ 2 สรุปจากเอกสารทางการ 3 ชุดที่เผยแพร่ล่าสุด

ตารางที่ 2: เปรียบเทียบเงื่อนไขการเบิกค่าตีพิมพ์จากเอกสารทางการของสถาบันไทย 3 แห่ง

ประเด็นมหาวิทยาลัยมหิดล (ประกาศ พ.ศ. 2569)คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี (ประกาศ พ.ศ. 2568 + มติ ก.ย. 2569)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สบจ.)
วารสารที่สนับสนุนOpen Access ที่มีอย่างน้อย 1 สาขาอยู่ใน Q1 ตาม SJR ณ วันส่งหรือวันตอบรับอิง Quartile ปีล่าสุดใน SJR, JCR, ACI หรือ TCIผลงานต้องปรากฏในฐาน Scopus แล้ว
วิธีคิดเงินร้อยละ 40–100 ของค่าตีพิมพ์ ตามระดับเงินรายได้สะสมของส่วนงานเพดานต่อเรื่อง: Q1 ไม่เกิน 200,000 บาท, Q2 ไม่เกิน 150,000 บาท, Q3 ลดเป็น 50,000 บาท และงด Q4 ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569เหมาจ่ายตาม Rank ครอบคลุมค่าสนับสนุน ค่า page charge และตรวจทานภาษา ไม่ต้องใช้หลักฐานการจ่ายเงิน
สำนักพิมพ์ที่ไม่สนับสนุนMDPI, Frontiers และ Hindawiไม่ใช่ผลงานที่เข้าข่าย predatory publishers และไม่ใช่ฉบับ supplementMDPI, Hindawi และ Frontiers
บทบาทผู้ขอผู้ประพันธ์อันดับแรกและผู้ประพันธ์บรรณกิจระบุสังกัดมหิดล (ถ้าระบุเพียงคนเดียว ได้กึ่งหนึ่งของอัตรา)First หรือ Corresponding author ระบุสังกัดคณะเป็นภาษาอังกฤษตามที่กำหนดFirst หรือ Corresponding author ที่ระบุสังกัดจุฬาฯ
กำหนดเวลายื่นภายใน 120 วันนับจากวันตอบรับ ผ่านระบบ MUREXภายใน 90 วันนับจากวันชำระเงิน (กรณีจ่ายเองก่อน)ภายใน 2 ปีปฏิทินนับจากวันตีพิมพ์

ที่มา: มหาวิทยาลัยมหิดล (2569); คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (2568, 2569); สำนักบริหารวิจัย จุฬาฯ (2568) สรุปเฉพาะประเด็นหลัก ให้อ่านประกาศฉบับเต็มของหน่วยงานตนเองก่อนยื่นเสมอ

ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดลปี 2569 เป็นตัวอย่างของกฎแบบร่วมจ่าย มหาวิทยาลัยสนับสนุนค่าตีพิมพ์ร้อยละ 40 ถึง 100 ของค่าที่วารสารกำหนด ขึ้นกับว่าส่วนงานของผู้ขอมีเงินรายได้สะสมระดับใด (มากกว่า 1,500 ล้านบาทได้ร้อยละ 40 จนถึงน้อยกว่า 100 ล้านบาทได้ร้อยละ 100) สนับสนุนเฉพาะบทความวิจัยต้นฉบับหรือบทความปริทัศน์ฉบับเต็มในวารสาร open access ที่มีอย่างน้อยหนึ่งสาขาอยู่ใน Q1 ตาม SJR ต้องยื่นผ่านระบบ MUREX ภายใน 120 วันนับจากวันตอบรับ และแนบหลักฐานอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันชำระเงิน [13]

ระดับคณะอาจมีกติกาซ้อนอีกชั้น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีใช้เพดานต่อเรื่องตาม Quartile ในประกาศปี 2568 (Q1 ไม่เกิน 200,000 บาท, Q2 ไม่เกิน 150,000 บาท, Q3 ไม่เกิน 60,000 บาท และ Q4/ACI/TCI ไม่เกิน 10,000 บาท) และมติคณะกรรมการประจำคณะฯ วันที่ 3 กันยายน 2569 คงเกณฑ์ Q1 และ Q2 ไว้ ปรับ Q3 ลดเหลือ 50,000 บาท และงดสนับสนุน Q4 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 [14] ตัวอย่างนี้แสดงว่ากติกาเปลี่ยนได้ระหว่างที่บทความยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา จึงต้องตรวจเกณฑ์ฉบับล่าสุดก่อนส่งทุกครั้ง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้อีกแนวทางหนึ่ง คือจ่ายแบบเหมาตาม Rank ของวารสาร ครอบคลุมค่าสนับสนุน ค่า page charge และค่าตรวจทานภาษา โดยไม่ต้องใช้หลักฐานการจ่ายเงิน แต่ผลงานต้องปรากฏในฐาน Scopus แล้ว ต้องยื่นภายใน 2 ปีปฏิทินนับจากวันตีพิมพ์ และไม่สนับสนุนสำนักพิมพ์ MDPI, Hindawi และ Frontiers [3] ขณะที่แบบฟอร์มขอทุนค่าตีพิมพ์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกำหนดให้แนบใบเรียกเก็บเงิน หลักฐานการชำระเงิน ใบเสร็จหรือ payment confirmation อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันชำระ และหลักฐานว่าวารสารอยู่ใน Q1 หรือ Q2 ตาม SJR [15] ความต่างระหว่างสถาบันจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “หลักฐานชุดไหนต้องเก็บไว้ตั้งแต่วันแรก”

ตัวอย่างคำนวณ: วางงบค่าตีพิมพ์ก่อนกดส่งบทความ

กฎตัดสินใจที่เราแนะนำคือ คำนวณ “ส่วนที่ผู้วิจัยต้องจ่ายเอง” ให้ได้ก่อนส่ง ไม่ใช่หลังได้รับการตอบรับ สูตรคือ ส่วนที่ต้องจ่ายเอง = (APC × อัตราแลกเปลี่ยน) − เงินสนับสนุนตามเกณฑ์ของหน่วยงาน โดยเงินสนับสนุนคำนวณจากกติกาสองแบบหลัก คือแบบร้อยละ และแบบเพดาน ตารางที่ 3 สาธิตทั้งสองแบบด้วยตัวเลขสมมติ

ตารางที่ 3: ตัวอย่างคำนวณงบค่าตีพิมพ์ 2 สถานการณ์ (ตัวเลขสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิด)

ขั้นสถานการณ์ ก: กฎแบบร้อยละ (แบบประกาศมหิดล)สถานการณ์ ข: กฎแบบเพดาน (แบบประกาศรามาธิบดี)
1. ค่าตีพิมพ์ที่ประกาศScientific Reports 2,850 USDPLOS ONE 2,477 USD
2. แปลงเป็นบาท (สมมติ 32.50 บาท/USD)2,850 × 32.50 = 92,625 บาท2,477 × 32.50 = 80,502.50 บาท
3. สิทธิ์ที่ได้ส่วนงานระดับ High: ร้อยละ 50 = 46,312.50 บาทสมมติวารสารอยู่ Q3: เพดาน 50,000 บาท
4. กรณีพิเศษถ้ามีเพียงผู้ประพันธ์อันดับแรกหรือบรรณกิจคนเดียวที่ระบุสังกัดมหิดล: ได้กึ่งหนึ่ง = 23,156.25 บาทถ้าวารสารตกเป็น Q4: ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเกณฑ์นี้
5. ส่วนที่ผู้วิจัยต้องหาเอง46,312.50 บาท (หรือ 69,468.75 บาทในกรณีพิเศษ)30,502.50 บาท (หรือทั้งหมด 80,502.50 บาทถ้าเป็น Q4)

อัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท/USD เป็นค่าสมมติเพื่อการคำนวณเท่านั้น ประกาศมหิดลกำหนดให้ใช้อัตราของธนาคารที่ทำธุรกรรมหรือของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ชำระเงิน การระบุ Quartile ของวารสารในตารางเป็นการสมมติ ต้องตรวจจาก SJR ณ วันที่ประกาศกำหนด

สิ่งที่ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นมีสามข้อ ข้อแรก กฎแบบร้อยละทำให้ส่วนที่จ่ายเองขึ้นกับราคาวารสารโดยตรง วารสารที่แพงขึ้น 1,000 USD จะเพิ่มภาระส่วนตัวราว 16,250 บาทในส่วนงานที่ได้ร้อยละ 50 ข้อสอง กฎแบบเพดานทำให้วารสารที่ราคาสูงกว่าเพดานต้องหาเงินส่วนเกินเอง และถ้า Quartile เปลี่ยนหรือเกณฑ์คณะเปลี่ยน สิทธิ์อาจหายทั้งหมด ข้อสาม บทบาทผู้นิพนธ์และการเขียนสังกัดมีผลต่อเงินจริง ในกรณีมหิดล ถ้ามีเพียงผู้ประพันธ์อันดับแรกหรือผู้ประพันธ์บรรณกิจคนใดคนหนึ่งที่ระบุสังกัดมหาวิทยาลัย เงินสนับสนุนจะเหลือกึ่งหนึ่ง [13]

ลำดับการวางงบที่ใช้ได้จริง: (1) เลือกวารสารเป้าหมาย 3 ฉบับ แล้วจดค่าตีพิมพ์จากหน้า fees พร้อมวันที่ตรวจ (2) ตรวจ Quartile ตามฐานที่หน่วยงานใช้ ณ วันที่ประกาศกำหนด เช่น วันส่งหรือวันตอบรับ (3) ตรวจว่าสำนักพิมพ์ไม่อยู่ในรายชื่อที่หน่วยงานไม่สนับสนุน (4) คำนวณส่วนที่ต้องจ่ายเองตามสูตรข้างต้น และเผื่อส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนกับค่าธรรมเนียมโอนต่างประเทศ (5) ถ้าส่วนที่ต้องจ่ายเองเกินงบโครงการ ให้เลื่อนวารสารที่ราคาต่ำกว่าหรือวารสาร diamond ที่อยู่ในเกณฑ์ขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรก แทนที่จะส่งไปก่อนแล้วหาเงินทีหลัง

ข้อควรระวังก่อนจ่ายค่าตีพิมพ์

  • อย่าจ่ายให้วารสารที่ยังไม่ได้ตรวจตัวตน อีเมลเชิญส่งบทความที่เสนอให้ตีพิมพ์เร็วแลกกับค่าธรรมเนียมเป็นสัญญาณเตือน คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีกำหนดว่าผลงานต้องไม่เข้าข่าย predatory publishers [14] อ่านวิธีตรวจได้ที่ วิธีระบุและหลีกเลี่ยงวารสารนักล่า
  • ตรวจรายชื่อสำนักพิมพ์ที่หน่วยงานไม่สนับสนุน ทั้งมหิดลและจุฬาฯ ไม่สนับสนุนค่าตีพิมพ์ของ MDPI, Frontiers และ Hindawi [13][3] วารสารเหล่านี้อาจอยู่ใน Scopus แต่ไม่ได้แปลว่าเบิกได้
  • ระวังฉบับพิเศษและ supplement ประกาศรามาธิบดีไม่สนับสนุนผลงานในวารสารฉบับ supplement [14]
  • เขียนสังกัดให้ตรงตามประกาศ บางคณะกำหนดชื่อสังกัดภาษาอังกฤษที่ต้องใช้ หากสะกดต่างไปอาจถูกตีกลับ [14]
  • เก็บหลักฐานครบชุด ใบเรียกเก็บเงิน หลักฐานการชำระ ใบเสร็จ และอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันชำระ แม้บางสถาบันจะไม่ใช้แล้ว แต่หลายแห่งยังใช้ [15]
  • นับกำหนดเวลาจากวันที่ถูกต้อง มหิดลนับ 120 วันจากวันตอบรับ รามาธิบดีนับ 90 วันจากวันชำระเงิน จุฬาฯ นับ 2 ปีปฏิทินจากวันตีพิมพ์ [13][14][3]

สรุป

ค่าตีพิมพ์เป็นต้นทุนที่วางแผนได้ ถ้าตรวจข้อมูลจากแหล่งทางการก่อนส่งบทความ ใช้รายการนี้ทุกครั้งที่เลือกวารสาร

  • เปิดหน้า fees ของวารสารเป้าหมาย จดราคา สกุลเงิน และวันที่ตรวจ
  • แยกให้ออกว่าเป็นวารสาร open access เต็มรูปแบบ hybrid หรือ diamond
  • ตรวจ Quartile ตามฐานและวันที่ที่ประกาศของหน่วยงานกำหนด
  • ตรวจว่าสำนักพิมพ์และประเภทฉบับ (special issue/supplement) อยู่ในเกณฑ์ที่เบิกได้
  • คำนวณส่วนที่ต้องจ่ายเอง = (APC × อัตราแลกเปลี่ยน) − เงินสนับสนุน และเผื่อส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน
  • ตรวจบทบาท first/corresponding author และการเขียนสังกัดให้ตรงประกาศ
  • เก็บใบเรียกเก็บเงิน หลักฐานการจ่าย ใบเสร็จ และอัตราแลกเปลี่ยน แล้วยื่นภายในกำหนด
  • อย่าตั้งงบโดยหวังการยกเว้นค่าตีพิมพ์ เพราะไทยไม่อยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ

เมื่อต้นทุนสูงขนาดนี้ การลดโอกาสถูกปฏิเสธหรือต้องแก้หลายรอบจึงคุ้มค่า Editverse ช่วยตรวจความเหมาะสมของวารสารเป้าหมาย ความพร้อมของต้นฉบับ และภาษาอังกฤษวิชาการ โดยบรรณาธิการที่ถือปริญญาเอกหรือแพทยศาสตรบัณฑิตในสาขาเดียวกับคุณ ผ่านบริการ สนับสนุนการตีพิมพ์ เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ และไม่รับประกันการตอบรับ ติดต่อได้ที่ [email protected]

คำถามที่พบบ่อย

ค่าตีพิมพ์วารสาร Scopus มีราคากลางหรือไม่

ไม่มี Scopus เป็นฐานข้อมูลดัชนีและไม่ได้กำหนดราคา วารสารในฐานเดียวกันมีทั้งที่ไม่เก็บเงิน (diamond open access) และที่เก็บหลายพันดอลลาร์ต่อบทความ

คำนวณส่วนที่ต้องจ่ายเองอย่างไร

ส่วนที่ต้องจ่ายเอง = (APC × อัตราแลกเปลี่ยน) − เงินสนับสนุนจากต้นสังกัด และควรเผื่อส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย

ต้องเก็บเอกสารอะไรเพื่อเบิกค่าตีพิมพ์

ใบเรียกเก็บเงิน หลักฐานการจ่าย ใบเสร็จ และอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันชำระ แล้วยื่นภายในกำหนดของสถาบัน

เอกสารอ้างอิง

  1. Engineering and Applied Science Research (EASR), มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (2026). About the Journal (Publication Charges) [เข้าถึงเมื่อ 1 ตุลาคม 2569]. https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/easr/about
  2. Public Library of Science (PLOS). (2026). Publication fees [เข้าถึงเมื่อ 1 ตุลาคม 2569]. https://plos.org/publish/fees/
  3. สำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2568). การสนับสนุนการตีพิมพ์ผลงานวิชาการในระดับนานาชาติ [เข้าถึงเมื่อ 1 ตุลาคม 2569]. https://www.research.chula.ac.th/funding-ora/publication-support/
  4. Solomon, D., & Björk, B.-C. (2016). Article processing charges for open access publication—the situation for research intensive universities in the USA and Canada. PeerJ, 4, e2264. doi:10.7717/peerj.2264 PMID: 27547569
  5. Tocco, E. G., Mayhew, M. M., Mercante, M. G., Kuchimanchi, N., El Moheb, M., Shen, C., Tsung, A., & Witt, R. G. (2025). Variability in article processing charges of open-access publishing across medical specialties. PLOS ONE, 20(7), e0320684. doi:10.1371/journal.pone.0320684 PMID: 40737231
  6. Springer Nature. (2026). Scientific Reports: Open access and article processing charges [เข้าถึงเมื่อ 1 ตุลาคม 2569]. https://www.nature.com/srep/open-access
  7. Directory of Open Access Journals (DOAJ). (2026). DOAJ Public API: ระเบียนวารสาร BMC Public Health, BMC Medical Education, Heliyon และการค้นตามสถานะ APC/ประเทศผู้จัดพิมพ์ [เข้าถึงเมื่อ 1 ตุลาคม 2569]. doaj.org/api/search/journals/issn:1471-2458, issn:1472-6920, issn:2405-8440, bibjson.publisher.country:TH
  8. Butler, L.-A., Matthias, L., Simard, M.-A., Mongeon, P., & Haustein, S. (2023). The oligopoly’s shift to open access: How the big five academic publishers profit from article processing charges. Quantitative Science Studies, 4(4), 778–799. doi:10.1162/qss_a_00272
  9. Rodrigues, M. L., Savino, W., & Goldenberg, S. (2022). Article-processing charges as a barrier for science in low-to-medium income regions. Memórias do Instituto Oswaldo Cruz, 117, e220064. doi:10.1590/0074-02760220064 PMID: 35730805
  10. Bosman, J., Frantsvåg, J. E., Kramer, B., Langlais, P.-C., & Proudman, V. (2021). OA Diamond Journals Study. Part 1: Findings. Science Europe/cOAlition S, Zenodo. doi:10.5281/zenodo.4558704
  11. Siriraj Medical Journal, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. (2026). About the Journal (Article Processing Charge; indexing) [เข้าถึงเมื่อ 1 ตุลาคม 2569]. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sirirajmedj/about
  12. World Bank. (2026). Country profile: Thailand (income level) [World Bank API, เข้าถึงเมื่อ 1 ตุลาคม 2569]. https://api.worldbank.org/v2/country/THA?format=json
  13. มหาวิทยาลัยมหิดล. (2569). ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราการสนับสนุนค่าจัดเตรียมต้นฉบับ ค่าตีพิมพ์ และเงินรางวัล สำหรับการตีพิมพ์บทความในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ พ.ศ. 2569 (มีผลตั้งแต่ 25 กุมภาพันธ์ 2569). rama.mahidol.ac.th (PDF)
  14. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. (2568). ประกาศคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการนำผลงานวิชาการและการวิจัยลงตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ พ.ศ. 2568. rama.mahidol.ac.th (PDF) และมติที่ประชุมคณะกรรมการประจำคณะฯ วันที่ 3 กันยายน 2569 วาระที่ 3.1 (PDF) (รวมไว้ที่ หน้าเงินสนับสนุนการตีพิมพ์ผลงานวิชาการ)
  15. สถาบันยุทธศาสตร์ทางปัญญาและวิจัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (2569). แบบ SWURI-P-01: ขอรับทุนสนับสนุนค่าตีพิมพ์บทความ (Article processing charge (APC) or Publication fee) ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ. research.swu.ac.th (DOCX)
  16. Springer Nature. (2026). BMC Public Health และ BMC Medical Education: How to publish with us (Fees and funding) [เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม 2569]. https://link.springer.com/journal/12889/how-to-publish-with-us, https://link.springer.com/journal/12909/how-to-publish-with-us
  17. Elsevier. (2026). Article Publishing Charge (APC) price list (ราคา ณ 5 ตุลาคม 2569) [เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม 2569]. https://www.elsevier.com/about/policies-and-standards/pricing
  18. Springer Nature. (2026). Country-tiered APC pricing pilot [เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม 2569]. https://www.springernature.com/gp/open-science/policies/journal-policies/apc-pilot
  19. Springer Nature. (2026). APC waivers and discounts [เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม 2569]. https://www.springernature.com/gp/open-science/policies/journal-policies/apc-waiver-countries

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *