แผนภาพตัดสินใจ authorship ตามเกณฑ์ ICMJE 4 ข้อ ว่าผู้ร่วมงานควรเป็นผู้แต่งหรือระบุในกิตติกรรมประกาศ

Authorship ตามเกณฑ์ ICMJE: ใครควรมีชื่อเป็นผู้แต่ง

ความเป็นผู้แต่ง (authorship) ตามเกณฑ์ ICMJE ต้องผ่านครบทั้ง 4 ข้อ คือมีส่วนสำคัญต่องาน ร่างหรือทบทวนต้นฉบับ อนุมัติฉบับสุดท้าย และยอมรับผิดชอบต่อทุกส่วนของงาน ใครไม่ครบให้ระบุในกิตติกรรมประกาศแทน

Authorship คืออะไร และทำไมการใส่ชื่อจึงเป็นเรื่องจริยธรรม

ชื่อบนบทความไม่ได้เป็นเพียงการขอบคุณ ICMJE อธิบายว่า authorship ให้ทั้งเครดิตที่มีผลทางวิชาการ สังคม และการเงิน และในเวลาเดียวกันก็หมายถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตีพิมพ์ [1] ด้วยเหตุนี้ การใส่ชื่อคนที่ไม่ได้ทำงานจริงจึงไม่ใช่ความเอื้อเฟื้อ แต่เป็นการให้เครดิตที่ไม่ถูกต้อง และการตัดชื่อคนที่ทำงานสำคัญออกก็เป็นการเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน

ปัญหานี้พบได้ในทุกสาขา ไม่ใช่เฉพาะการแพทย์ Marušić และคณะทบทวนงานวิจัยเชิงประจักษ์เรื่อง authorship จาก 118 การศึกษาในทุกสาขาวิชา และรวมผลการสำรวจ 14 ชิ้นด้วย meta-analysis พบว่าโดยเฉลี่ยร้อยละ 29 (95% CI 24–35) ของนักวิจัยรายงานว่าตนเองหรือผู้อื่นเคยประสบการใช้ authorship อย่างไม่ถูกต้อง และสัดส่วนนี้สูงถึงร้อยละ 55 ในการศึกษาจากฝรั่งเศส แอฟริกาใต้ อินเดีย และบังกลาเทศ เทียบกับร้อยละ 23 ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และวารสารนานาชาติ [2] ผู้วิจัยยังพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ผู้กำกับดูแลเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่พบซ้ำทุกสาขา [2] ซึ่งตรงกับสถานการณ์ของบทความจากวิทยานิพนธ์ในประเทศไทย

เกณฑ์ ICMJE 4 ข้อ: อ่านอย่างไรให้ถูก

ข้อแนะนำของ ICMJE ฉบับปรับปรุงเดือนมกราคม 2026 กำหนดว่าผู้แต่งต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อ [1]

  1. มีส่วนสำคัญต่อแนวคิดหรือการออกแบบงาน หรือต่อการได้มา การวิเคราะห์ หรือการแปลผลข้อมูล และ
  2. ร่างต้นฉบับ หรือทบทวนแก้ไขอย่างมีวิจารณญาณในเนื้อหาสำคัญเชิงวิชาการ และ
  3. อนุมัติฉบับสุดท้ายที่จะตีพิมพ์ และ
  4. ยอมรับผิดชอบต่อทุกส่วนของงาน เพื่อให้คำถามเรื่องความถูกต้องหรือความซื่อตรงของส่วนใดก็ตามได้รับการตรวจสอบและแก้ไขอย่างเหมาะสม

คำสำคัญคือ “และ” ผู้ที่ทำได้สามข้อยังไม่ใช่ผู้แต่ง ICMJE ระบุสองทิศทางพร้อมกัน คือทุกคนที่มีชื่อต้องผ่านครบ 4 ข้อ และทุกคนที่ผ่านครบ 4 ข้อต้องมีชื่อ [1] นอกจากนี้ เกณฑ์ไม่ได้มีไว้ตัดเพื่อนร่วมงานออก ผู้ที่ผ่านข้อ 1 ต้องได้รับโอกาสร่วมทบทวน ร่าง และอนุมัติต้นฉบับ การไม่ส่งต้นฉบับให้ผู้วิเคราะห์ข้อมูลอ่านเพื่อไม่ต้องใส่ชื่อจึงขัดกับเจตนาของเกณฑ์โดยตรง

ข้อ 4 มักถูกมองข้าม ICMJE ระบุเพิ่มว่าผู้แต่งแต่ละคนนอกจากต้องรับผิดชอบส่วนที่ตนทำแล้ว ต้องบอกได้ว่าผู้แต่งร่วมคนใดรับผิดชอบส่วนใด และต้องมั่นใจในความซื่อตรงของงานส่วนของผู้แต่งร่วม [1] ถ้าอาจารย์คนหนึ่งตอบไม่ได้ว่าข้อมูลในตารางที่ 3 ของบทความมาจากไหน ก็เป็นสัญญาณว่าเขาไม่ผ่านข้อ 4

ICMJE ยังยกตัวอย่างกิจกรรมที่ถ้าทำเพียงอย่างเดียว ไม่พอให้เป็นผู้แต่ง ได้แก่ การหาทุน การกำกับดูแลกลุ่มวิจัยโดยทั่วไป การสนับสนุนด้านธุรการ ความช่วยเหลือด้านการเขียน การแก้ไขเชิงเทคนิค การแก้ไขภาษา และการพิสูจน์อักษร ผู้ร่วมงานเหล่านี้ควรได้รับการระบุในกิตติกรรมประกาศพร้อมบอกว่าช่วยอะไร และผู้ประพันธ์บรรณกิจควรขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน เพราะการระบุชื่ออาจถูกตีความว่าผู้นั้นรับรองข้อมูลและข้อสรุป [1] เครื่องมือ AI ก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน ICMJE ให้เปิดเผยการใช้ AI ช่วยเขียนในกิตติกรรมประกาศ ไม่ใช่ใส่เป็นผู้แต่ง [1]

แผนภาพตัดสินใจ authorship ตามเกณฑ์ ICMJE 4 ข้อ ว่าผู้ร่วมงานควรเป็นผู้แต่งหรือระบุในกิตติกรรมประกาศ
ภาพที่ 1: แผนภาพตัดสินใจ authorship ตามเกณฑ์ ICMJE 4 ข้อ ผู้ที่ผ่านข้อ 1 ต้องได้รับโอกาสทบทวนและอนุมัติต้นฉบับ ส่วนผู้ที่ไม่ครบ 4 ข้อให้ระบุในกิตติกรรมประกาศ ที่มา: เรียบเรียงจาก ICMJE Recommendations (ปรับปรุงมกราคม 2026) สร้างแผนภาพด้วย R โดยผู้เขียน

ICMJE ยังให้ข้อสังเกตที่ควรนำมาคิดในบริบทไทย คือบรรณาธิการควรตระหนักถึงการตัดนักวิจัยท้องถิ่นในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางออกจากรายชื่อผู้แต่ง ทั้งที่ข้อมูลมาจากประเทศเหล่านั้น และการไม่มีนักวิจัยท้องถิ่นเป็นผู้แต่งอาจนำไปสู่การปฏิเสธบทความ [1] นักวิจัยไทยที่ร่วมโครงการกับต่างประเทศจึงมีหลักให้อ้างอิงเมื่อต้องเจรจาเรื่องชื่อ

Corresponding author: หน้าที่ที่มากกว่าการกดส่ง

ICMJE นิยามผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) ว่าเป็นบุคคลเดียวที่รับผิดชอบหลักในการติดต่อกับวารสารตลอดการส่ง การประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และการตีพิมพ์ โดยมักต้องดูแลให้ข้อกำหนดด้านธุรการครบถ้วน เช่น รายละเอียด authorship เอกสารรับรองจริยธรรม หลักฐานการลงทะเบียนการทดลองทางคลินิก และการเปิดเผยความสัมพันธ์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมอบหมายให้ผู้แต่งร่วมทำบางส่วนได้ [1] หน้าที่ไม่ได้จบเมื่อบทความได้รับการตอบรับ ผู้ประพันธ์บรรณกิจต้องพร้อมตอบคำถามของบรรณาธิการอย่างทันเวลา และหลังตีพิมพ์ต้องพร้อมตอบข้อวิจารณ์ และให้ความร่วมมือหากวารสารขอข้อมูลเพิ่มเติม [1]

ในทางปฏิบัติ ผู้ประพันธ์บรรณกิจควรเก็บสามสิ่งไว้ตลอดอายุของบทความ ได้แก่ หลักฐานการอนุมัติฉบับสุดท้ายจากผู้แต่งทุกคน หนังสืออนุญาตจากผู้ที่ระบุในกิตติกรรมประกาศ และไฟล์ข้อมูลกับ output การวิเคราะห์ที่ตรงกับตัวเลขในบทความ รายละเอียดสิ่งที่ต้องแนบตอนส่งดูได้ที่ จดหมายนำส่งบทความวิชาการ

CRediT: บอกให้ชัดว่าใครทำอะไร

เกณฑ์ ICMJE ตอบคำถามว่า “ใครเป็นผู้แต่ง” แต่ไม่ได้บอกว่าแต่ละคนทำอะไร ICMJE เองยอมรับว่ารายชื่อผู้แต่งไม่ได้สื่อว่าใครมีส่วนร่วมอย่างไร จึงสนับสนุนให้วารสารมีนโยบายระบุการมีส่วนร่วม (contributorship) [1] เครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายคือ CRediT (Contributor Roles Taxonomy) ซึ่งเริ่มจาก workshop ที่ Wellcome Trust และ Harvard University จัดในปี 2012 แล้วพัฒนาต่อเป็นโครงการนำร่องร่วมกับบรรณาธิการวารสารชีวการแพทย์และสมาชิก ICMJE [3] Allen และคณะนำเสนอแนวคิดนี้ในวารสาร Nature ปี 2014 [4] และ Brand และคณะอธิบายเหตุผลว่าเมื่อจำนวนผู้แต่งต่อบทความเพิ่มขึ้น รายชื่อเรียงลำดับเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการให้เครดิต และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายจึงร่วมกันพัฒนา taxonomy ของบทบาทผู้ร่วมงานขึ้น [5]

ปัจจุบัน CRediT เป็นมาตรฐาน ANSI/NISO Z39.104-2022 ประกอบด้วย 14 บทบาท เช่น Conceptualization, Methodology, Formal analysis, Investigation, Writing – original draft และ Supervision และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY 4.0 [3] วารสารจำนวนมากให้กรอกบทบาทเหล่านี้ในระบบส่งบทความ แล้วพิมพ์เป็นคำแถลงการมีส่วนร่วมท้ายบทความ

ตารางที่ 2: ตัวอย่าง 8 จาก 14 บทบาทของ CRediT และการระบุบทบาทของทีมในตารางที่ 1

บทบาท CRediTความหมายโดยย่อตัวอย่างจากตารางที่ 1
Conceptualizationริเริ่มแนวคิดและเป้าหมายการวิจัยข.
Methodologyออกแบบวิธีการหรือโมเดลก. ข. ค.
Investigationดำเนินการวิจัยและเก็บข้อมูลก.
Formal analysisวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติหรือวิธีเชิงคำนวณก. ค.
Writing – original draftเขียนต้นฉบับฉบับแรกก.
Writing – review & editingทบทวนและแก้ไขเชิงวิชาการข. ค.
Supervisionกำกับดูแลการวิจัยและให้คำปรึกษาข.
Funding acquisitionหาทุนสนับสนุนโครงการข.

รายชื่อบทบาทครบ 14 บทบาทดูได้ที่เว็บไซต์ CRediT ความหมายภาษาไทยในตารางเป็นการเรียบเรียงโดยย่อของผู้เขียน

ข้อควรระวังคือ CRediT ไม่ได้ตัดสินว่าใครควรเป็นผู้แต่ง คนที่มีบทบาท Funding acquisition หรือ Supervision เพียงอย่างเดียวยังไม่ผ่านเกณฑ์ ICMJE ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น [1] วิธีที่ใช้ได้ดีคือใช้สองเครื่องมือคู่กัน คือใช้เกณฑ์ 4 ข้อเพื่อตัดสินสถานะผู้แต่ง แล้วใช้ CRediT บันทึกว่าแต่ละคนทำอะไร ถ้าทีมกรอก CRediT แล้วพบว่าใครคนหนึ่งไม่มีบทบาทใดเลยนอกจาก Funding acquisition ก็ควรกลับไปทบทวนสถานะของผู้นั้น

Gift, guest และ ghost authorship: หลักฐานว่าพบบ่อยแค่ไหน

การใช้ authorship ผิดมีสองทิศทาง ทิศทางแรกคือ honorary authorship ซึ่งรวมถึงที่เรียกว่า gift หรือ guest authorship คือใส่ชื่อผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เช่น หัวหน้าหน่วยงานหรือผู้มีชื่อเสียง ทิศทางที่สองคือ ghost authorship คือผู้ที่มีส่วนสำคัญต่องานแต่ไม่มีชื่อเป็นผู้แต่ง [6]

หลักฐานที่ใช้อ้างอิงบ่อยที่สุดมาจากกลุ่มบรรณาธิการของ JAMA Flanagin และคณะสำรวจผู้ประพันธ์บรรณกิจ 809 คนของบทความที่ตีพิมพ์ในปี 1996 ใน 6 วารสาร (อัตราตอบกลับร้อยละ 69) พบบทความที่มีหลักฐานของ honorary authorship ร้อยละ 19 ghost authorship ร้อยละ 11 และมีทั้งสองแบบร้อยละ 2 [6] สิบกว่าปีต่อมา Wislar และคณะสำรวจซ้ำกับบทความ 896 เรื่องที่ตีพิมพ์ในปี 2008 ใน 6 วารสารการแพทย์ที่มี impact factor สูง ได้แก่ Annals of Internal Medicine, JAMA, Lancet, Nature Medicine, New England Journal of Medicine และ PLoS Medicine มีผู้ตอบ 630 คน (ร้อยละ 70.3) [7]

กราฟแท่งเปรียบเทียบสัดส่วนบทความที่มี honorary และ ghost authorship ปี 1996 กับ 2008 จาก Wislar และคณะ 2011
ภาพที่ 2: สัดส่วนบทความที่มี honorary และ ghost authorship ในวารสารการแพทย์ชั้นนำ เทียบบทความปี 1996 กับปี 2008 เส้นแสดงช่วงความเชื่อมั่น 95% ของปี 2008 ที่มา: Wislar และคณะ (2011) ซึ่งเทียบกับข้อมูลปี 1996 ของ Flanagin และคณะ (1998) สร้างกราฟด้วย R โดยผู้เขียน

ผลของ Wislar และคณะแสดงในภาพที่ 2 สัดส่วนบทความที่มี honorary หรือ ghost authorship หรือทั้งสองแบบลดลงจากร้อยละ 29.2 ในปี 1996 เหลือร้อยละ 21.0 ในปี 2008 ส่วนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญคือ ghost authorship (จากร้อยละ 11.5 เหลือ 7.9) แต่ honorary authorship แทบไม่เปลี่ยน (จากร้อยละ 19.3 เหลือ 17.6) และพบสูงสุดในบทความวิจัยต้นฉบับถึงร้อยละ 25.0 [7] แปลว่าแม้ในวารสารชั้นนำ การใส่ชื่อผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ยังพบในราวหนึ่งในหกของบทความ

ข้อจำกัดของทั้งสองการศึกษาคือเป็นการรายงานด้วยตนเองของผู้ประพันธ์บรรณกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามเกณฑ์ ICMJE [7] ตัวเลขจริงจึงอาจต่างไปได้ และไม่ควรนำไปใช้ตัดสินบทความใดบทความหนึ่ง แต่ใช้ได้ดีในฐานะหลักฐานว่าปัญหานี้มีอยู่จริงในวารสารชั้นนำ

ตัวอย่างการตัดสิน: ทีมที่แปลงวิทยานิพนธ์เป็นบทความ

สมมติทีมหนึ่งจะส่งบทความจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโท มีผู้ร่วมงาน 6 คน ตารางที่ 1 แสดงการไล่ตรวจแต่ละคนตามเกณฑ์ ICMJE ทีละข้อ ตามลำดับเดียวกับภาพที่ 1

ตารางที่ 1: ตัวอย่างการตัดสิน authorship ของทีมที่แปลงวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเป็นบทความ (กรณีสมมติ)

ผู้ร่วมงาน (กรณีสมมติ)สิ่งที่ทำจริงข้อ 1ข้อ 2ข้อ 3ข้อ 4ผลการตัดสิน
ก. นักศึกษาปริญญาโทร่วมออกแบบ เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ร่างต้นฉบับทั้งเรื่องผู้แต่งอันดับแรก
ข. อาจารย์ที่ปรึกษาหลักริเริ่มโจทย์ ออกแบบการวิจัย แก้ไขเนื้อหาสำคัญ ติดต่อวารสารผู้แต่ง และ corresponding author
ค. อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมด้านสถิติเลือกโมเดลและร่วมแปลผล แต่ยังไม่เคยเห็นต้นฉบับยังไม่ได้ทำยังไม่ได้ทำยังไม่ได้ทำต้องส่งต้นฉบับให้ทบทวนและอนุมัติก่อน ถ้าทำครบจึงเป็นผู้แต่ง
ง. หัวหน้าภาควิชาอนุมัติงบประมาณและลงนามเอกสารของภาควิชาไม่ใช่ผู้แต่ง (การบริหารทั่วไปไม่พอ)
จ. ผู้ช่วยวิจัยแจกและรวบรวมแบบสอบถามตามแผนที่ทีมกำหนดทีมพิจารณาว่าไม่ใช่ส่วนสำคัญกิตติกรรมประกาศ ระบุว่า collected data
ฉ. บรรณาธิการภาษาแก้ไขภาษาอังกฤษและพิสูจน์อักษรกิตติกรรมประกาศ ระบุว่า language editing

ข้อ 1–4 คือเกณฑ์ ICMJE: (1) มีส่วนสำคัญต่อแนวคิด การออกแบบ หรือการได้มา วิเคราะห์ แปลผลข้อมูล (2) ร่างหรือทบทวนแก้ไขเนื้อหาสำคัญ (3) อนุมัติฉบับสุดท้าย (4) ยอมรับผิดชอบต่อทุกส่วนของงาน

ผลคือบทความนี้มีผู้แต่ง 2 คนแน่นอน (ก. และ ข.) และอาจเป็น 3 คนถ้า ค. ได้ทบทวนและอนุมัติต้นฉบับ ทีมต้องส่งต้นฉบับให้ ค. ก่อนส่งวารสาร เพราะ ค. ผ่านข้อ 1 แล้ว ถ้า ค. ปฏิเสธหรือไม่ยอมรับผิดชอบต่องานทั้งเรื่อง จึงย้ายไปกิตติกรรมประกาศ ส่วน ง. แม้จะมีตำแหน่งบริหารก็ไม่ผ่านข้อ 1 การใส่ชื่อ ง. คือ honorary authorship ตามนิยามในหัวข้อก่อน กรณี จ. เป็นพื้นที่สีเทา เพราะข้อ 1 รวมถึงการได้มาซึ่งข้อมูล ทีมจึงต้องตัดสินจากระดับการมีส่วนร่วม ICMJE ยกตัวอย่าง “collected data” ไว้ในกลุ่มที่ระบุในกิตติกรรมประกาศได้ [1] ถ้า จ. เพียงทำตามแผนที่กำหนด การระบุในกิตติกรรมประกาศจึงเหมาะสม และ ฉ. ซึ่งแก้ไขภาษาอย่างเดียว ICMJE ระบุไว้ชัดว่าไม่พอให้เป็นผู้แต่ง [1]

เรื่องลำดับชื่อ ICMJE ไม่ได้กำหนดสูตร แต่ให้ผู้แต่งทั้งกลุ่มตัดสินร่วมกัน ไม่ใช่บรรณาธิการ และถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้สถาบันที่ทำงานวิจัยเป็นผู้สอบสวน ไม่ใช่วารสาร [1] ทีมจึงควรตกลงลำดับชื่อตั้งแต่ตอนเขียนโครงร่าง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับการวางแผนการวิจัยใน การเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์

กฎตัดสินใจ authorship 5 ขั้นสำหรับทีมวิจัย

  1. ตอนเขียนโครงร่าง ทำตารางรายชื่อผู้ร่วมงานเทียบกับเกณฑ์ 4 ข้อ และบทบาท CRediT แล้วตกลงลำดับชื่อเบื้องต้น
  2. ทบทวนตารางทุกครั้งที่บทบาทเปลี่ยน เช่น มีผู้ร่วมวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่ม หรือมีคนถอนตัว
  3. ทุกคนที่ผ่านข้อ 1 ต้องได้รับต้นฉบับไปทบทวน ไม่ตัดใครออกด้วยการไม่ส่งต้นฉบับให้
  4. ก่อนส่ง ให้ผู้แต่งทุกคนอนุมัติฉบับสุดท้ายเป็นลายลักษณ์อักษร และขออนุญาตผู้ที่จะระบุในกิตติกรรมประกาศ
  5. หลังส่งแล้ว การเพิ่มหรือลดชื่อต้องมีคำอธิบายและหนังสือยินยอมที่ลงนามโดยผู้แต่งทุกคนและผู้ที่ถูกเพิ่มหรือลด

บริบทไทย: authorship ในเกณฑ์ ก.พ.อ. และ พ.ร.บ.การอุดมศึกษา

สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยไทย authorship ไม่ได้มีผลแค่ต่อวารสาร แต่ผูกกับการขอตำแหน่งทางวิชาการโดยตรง ประกาศ ก.พ.อ. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ. รศ. และ ศ. พ.ศ. 2564 กำหนดในเอกสารแนบท้ายว่าผลงานที่เสนอต้องเป็นงานที่ผู้ขอเป็นผู้ประพันธ์อันดับแรก (first author) ผู้มีส่วนสำคัญทางปัญญา (essentially intellectual contributor) หรือผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) และนิยามว่า first author คือผู้ที่มีชื่อแรก รับผิดชอบการทำผลงาน และเขียนต้นฉบับชิ้นนั้นด้วยตนเอง ส่วน corresponding author คือผู้มีบทบาทและความรับผิดชอบในการเผยแพร่ผลงาน รวมทั้งทำหน้าที่ติดต่อกับบรรณาธิการ [8] นิยามนี้สอดคล้องกับหลักของ ICMJE ที่ว่าชื่อต้องสะท้อนงานที่ทำจริง

ประกาศเดียวกันกำหนดให้ผู้ขอยื่นแบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการสำหรับทุกผลงาน โดยลงนามรับรองโดยผู้ขอ first author และ corresponding author เพื่อรับรองบทบาทของผู้ร่วมงานทุกคนว่าทำส่วนไหนอย่างไร เมื่อลงนามแล้วจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และหากพบภายหลังว่าระบุการมีส่วนร่วมไม่ตรงกับความเป็นจริง ให้ถือว่าเข้าข่ายผิดจริยธรรม [8] สำหรับงานวิจัยที่มาจากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาที่จะนำไปใช้ขอตำแหน่งต้องเป็นผู้ริเริ่ม กำกับดูแล และมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลการวิจัยนั้น [8] ซึ่งก็คือแนวคิดเดียวกับการแยกผู้แต่งออกจากผู้ที่กำกับดูแลโดยทั่วไปตาม ICMJE

บทลงโทษก็ชัดเจน ข้อ 25 ของประกาศกำหนดว่า หากตรวจพบว่าผู้ขอระบุการมีส่วนร่วมในผลงานไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือนำผลงานของผู้อื่นมาอ้างเป็นของตน ให้สภาสถาบันงดการพิจารณาครั้งนั้น ดำเนินการทางวินัย และห้ามเสนอขอตำแหน่งไม่น้อยกว่าห้าปีแต่ไม่เกินสิบปี และถ้าตรวจพบหลังได้รับแต่งตั้งแล้ว ให้ถอดถอนตำแหน่ง [8] ผู้ขอจึงควรตรวจประกาศและข้อบังคับฉบับล่าสุดของสถาบันตนเสมอ

ในระดับกฎหมาย พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 มาตรา 70 ห้ามจ้าง วาน หรือใช้ให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อใช้ในการศึกษาหรือการขอตำแหน่งทางวิชาการ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ และห้ามรับจ้างทำ เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือโดยสุจริตตามสมควร ส่วนมาตรา 77 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ [9] ประเด็นนี้เคยเป็นข่าวใหญ่ในเดือนมกราคม 2566 เมื่อ Bangkok Post รายงานว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สั่งให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศตรวจสอบว่ามีอาจารย์ซื้อบทความวิชาการหรือไม่ หลังมีการกล่าวหาว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซื้อบทความด้านวัสดุนาโนแล้วอ้างเป็นผลงานของตน รวมถึงอ้างเป็นผู้แต่งผลงานหลายชิ้นนอกสาขาความเชี่ยวชาญ [10]

สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ การแก้ไขภาษา การพิสูจน์อักษร และการตรวจทานโดยผู้เชี่ยวชาญ เป็นการช่วยเหลือที่ ICMJE ให้ระบุในกิตติกรรมประกาศ [1] ต่างจากการจ้างผู้อื่นทำผลงานแทนซึ่งกฎหมายห้าม [9] ผู้เขียนยังต้องเป็นผู้ทำวิจัย วิเคราะห์ และรับผิดชอบเนื้อหาเองทั้งหมด ประเด็นจริยธรรมการตีพิมพ์อื่น ๆ อ่านเพิ่มได้ที่ แนวทาง COPE

สรุป

ใช้รายการต่อไปนี้ตรวจรายชื่อผู้แต่งก่อนส่งบทความ

  • ผู้แต่งทุกคนผ่านเกณฑ์ ICMJE ครบ 4 ข้อ และทุกคนที่ผ่านครบ 4 ข้อมีชื่ออยู่ในบทความ
  • ผู้ที่ผ่านข้อ 1 ได้รับต้นฉบับไปทบทวนและมีโอกาสอนุมัติ ไม่มีใครถูกตัดออกเพราะไม่ได้รับต้นฉบับ
  • ผู้ที่หาทุน บริหาร กำกับดูแลทั่วไป เก็บข้อมูลตามแผน แก้ไขภาษา หรือพิสูจน์อักษรเพียงอย่างเดียว อยู่ในกิตติกรรมประกาศพร้อมระบุบทบาท และให้อนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว
  • ไม่มีเครื่องมือ AI ในรายชื่อผู้แต่ง และเปิดเผยการใช้ AI ตามที่วารสารกำหนด
  • กรอกบทบาท CRediT ครบทุกคน และบทบาทสอดคล้องกับสิ่งที่เขียนในส่วน Methods
  • ผู้ประพันธ์บรรณกิจเก็บหลักฐานการอนุมัติฉบับสุดท้าย หนังสืออนุญาต และไฟล์ข้อมูลกับ output การวิเคราะห์
  • ถ้าจะใช้บทความขอตำแหน่งทางวิชาการ แบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมตรงกับคำแถลง CRediT และความเป็นจริง เพราะลงนามแล้วแก้ไม่ได้

รายการข้อ 5 และข้อ 6 คือจุดที่ authorship มาบรรจบกับสถิติ คนที่มีบทบาท Formal analysis ต้องอธิบายการวิเคราะห์ได้ และตัวเลขในบทความต้องตรงกับ output ที่เก็บไว้ บริการ ตรวจสอบสถิติก่อนส่ง ของ Editverse ช่วยตรวจว่าวิธีวิเคราะห์ การรายงานผล และตัวเลขในตารางสอดคล้องกัน โดยบรรณาธิการที่ถือปริญญาเอกหรือแพทยศาสตรบัณฑิตในสาขาเดียวกับคุณ เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ ไม่ขอมีชื่อเป็นผู้แต่ง และไม่รับประกันการตอบรับจากวารสาร ติดต่อได้ที่ [email protected]

คำถามที่พบบ่อย

เกณฑ์ ICMJE 4 ข้อมีอะไรบ้าง

มีส่วนสำคัญต่องาน ร่างหรือทบทวนต้นฉบับอย่างมีสาระ อนุมัติฉบับสุดท้าย และยอมรับผิดชอบต่อทุกส่วนของงาน

คนที่หาทุนหรือแก้ภาษาเพียงอย่างเดียวควรอยู่ตรงไหน

อยู่ในกิตติกรรมประกาศพร้อมระบุบทบาท และควรได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน

CRediT ตัดสินว่าใครเป็นผู้แต่งหรือไม่

ไม่ใช่ CRediT ใช้บอกว่าใครทำอะไร ส่วนการเป็นผู้แต่งยังต้องผ่านเกณฑ์ ICMJE ครบทั้ง 4 ข้อ

เอกสารอ้างอิง

  1. International Committee of Medical Journal Editors (ICMJE). (2026). Recommendations for the conduct, reporting, editing, and publication of scholarly work in medical journals: Defining the role of authors and contributors (updated January 2026). https://www.icmje.org/recommendations/browse/roles-and-responsibilities/defining-the-role-of-authors-and-contributors.html
  2. Marušić, A., Bošnjak, L., & Jerončić, A. (2011). A systematic review of research on the meaning, ethics and practices of authorship across scholarly disciplines. PLoS ONE, 6(9), e23477. doi:10.1371/journal.pone.0023477 PMID: 21931600
  3. NISO. (2022). ANSI/NISO Z39.104-2022, CRediT, Contributor Roles Taxonomy. https://www.niso.org/publications/z39104-2022-credit และแหล่งข้อมูล CRediT: https://credit.niso.org/
  4. Allen, L., Scott, J., Brand, A., Hlava, M., & Altman, M. (2014). Publishing: Credit where credit is due. Nature, 508(7496), 312–313. doi:10.1038/508312a
  5. Brand, A., Allen, L., Altman, M., Hlava, M., & Scott, J. (2015). Beyond authorship: Attribution, contribution, collaboration, and credit. Learned Publishing, 28(2), 151–155. doi:10.1087/20150211
  6. Flanagin, A., Carey, L. A., Fontanarosa, P. B., Phillips, S. G., Pace, B. P., Lundberg, G. D., & Rennie, D. (1998). Prevalence of articles with honorary authors and ghost authors in peer-reviewed medical journals. JAMA, 280(3), 222–224. doi:10.1001/jama.280.3.222 PMID: 9676661
  7. Wislar, J. S., Flanagin, A., Fontanarosa, P. B., & DeAngelis, C. D. (2011). Honorary and ghost authorship in high impact biomedical journals: A cross sectional survey. BMJ, 343, d6128. doi:10.1136/bmj.d6128 PMID: 22028479
  8. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.). (2565). ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 และเอกสารแนบท้าย. ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 139 ตอนพิเศษ 4 ง (7 มกราคม 2565). https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/17193313.pdf
  9. พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562. (2562). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 136 ตอนที่ 57 ก (1 พฤษภาคม 2562), มาตรา 70 และมาตรา 77. สำเนาฉบับราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์: https://nida.ac.th/cn/wp-content/uploads/2023/04/act_edu.pdf
  10. Bangkok Post. (2023, January 14). Unis told to run ‘ghostwrite’ checks. https://www.bangkokpost.com/thailand/general/2482217/unis-told-to-run-ghostwrite-checks

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *