แผนผังเลือก reporting guideline ตามรูปแบบการศึกษา 8 แบบ ได้แก่ CONSORT 2025 STROBE PRISMA 2020 STARD 2015 TRIPOD+AI CARE COREQ และ SRQR

เลือก reporting guideline ให้ตรงกับรูปแบบการศึกษา

การเลือก reporting guideline ให้ตรงกับรูปแบบการศึกษา คือการระบุว่าต้นฉบับของคุณเป็นการทดลองแบบสุ่ม การศึกษาเชิงสังเกต การทบทวนอย่างเป็นระบบ หรือรูปแบบอื่น แล้วใช้แบบตรวจ (checklist) ที่คู่กับรูปแบบนั้น เช่น CONSORT, STROBE หรือ PRISMA เพื่อให้ผู้ทบทวนเห็นข้อมูลที่ต้องใช้ประเมินงานครบ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่นาน แต่เลือกผิดแล้วต้องกลับมาแก้ทั้งโครงของ Methods และ Results จึงควรตัดสินใจก่อนเริ่มเขียน

บทความนี้เขียนสำหรับนักวิจัย อาจารย์ และนักศึกษาบัณฑิตศึกษาที่ต้องส่งต้นฉบับเข้าวารสารทางการแพทย์และสุขภาพ เนื้อหาครอบคลุมความหมายของ reporting guideline หลักตัดสินใจจากรูปแบบการศึกษา ข้อมูลของแปดแนวทางหลัก ตัวอย่างจับคู่แปดงานสมมติ วิธีอ้างอิงแบบตรวจในต้นฉบับและจดหมายนำส่ง และข้อกำหนดของวารสารไทยที่ตรวจสอบได้

Reporting guideline คืออะไร และทำไมวารสารถามหา

EQUATOR Network นิยาม reporting guideline ว่าเป็น “checklist แผนภาพการไหล หรือข้อความที่มีโครงสร้าง เพื่อแนะนำผู้นิพนธ์ในการรายงานงานวิจัยแต่ละประเภท ซึ่งพัฒนาด้วยวิธีการที่ชัดเจน” และเป็นรายการข้อมูลขั้นต่ำที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจงาน นักวิจัยอื่นทำซ้ำได้ แพทย์นำไปตัดสินใจทางคลินิกได้ และนำไปรวมในการทบทวนอย่างเป็นระบบได้ [1] ICMJE ยกตัวอย่าง CONSORT สำหรับการทดลองแบบสุ่ม STROBE สำหรับการศึกษาเชิงสังเกต PRISMA สำหรับการทบทวนอย่างเป็นระบบ และ STARD สำหรับการศึกษาความแม่นยำของการวินิจฉัย และสนับสนุนให้วารสารขอให้ผู้นิพนธ์ใช้แนวทางเหล่านี้ เพราะช่วยให้บรรณาธิการ ผู้ทบทวน และผู้อ่านประเมินงานได้ [2]

หลักฐานว่าวารสารที่รับรองแนวทางได้ผลต่างกันมีอยู่ Turner และคณะรวบรวม 50 การประเมินที่ตรวจ RCT รวม 16,604 เรื่อง พบว่า 25 จาก 27 ตัวชี้วัดความครบถ้วนของการรายงานเอนเอียงไปทางวารสารที่รับรอง CONSORT (ต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 5 ตัวชี้วัด) โดยการอธิบายการปกปิดการสุ่ม (allocation concealment) ครบถ้วนใน RCT 45% (393/876) ของวารสารที่รับรอง เทียบกับ 22% (329/1520) ของวารสารที่ไม่รับรอง ผู้ทบทวนสรุปว่าการรับรอง CONSORT อาจช่วยให้รายงานครบขึ้น แต่การประเมินที่นำมารวมไม่ใช่ RCT และมีความเสี่ยงต่ออคติ จึงอ่านเป็นหลักฐานเชิงสนับสนุนมากกว่าข้อพิสูจน์ [3]

หลักเลือก: ดูรูปแบบการศึกษา ไม่ใช่หัวข้อวิจัย

หัวข้อวิจัยอย่างโรคไตหรือการพยาบาลไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้แนวทางใด สิ่งที่กำหนดคือคุณทำอะไรกับข้อมูล EQUATOR จัดแนวทางหลักตามรูปแบบการศึกษาไว้ในตาราง “Reporting guidelines for main study types” ได้แก่ การทดลองแบบสุ่ม การศึกษาเชิงสังเกต การทบทวนอย่างเป็นระบบ โปรโตคอลการศึกษา การศึกษาเชิงวินิจฉัยและพยากรณ์ รายงานผู้ป่วย แนวปฏิบัติทางคลินิก การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยพรีคลินิกในสัตว์ การพัฒนาคุณภาพ และการประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์ [4] ภาพที่ 1 สรุปแปดแนวทางที่นักวิจัยสุขภาพไทยพบบ่อยที่สุด

แผนผังเลือก reporting guideline ตามรูปแบบการศึกษา 8 แบบ ได้แก่ CONSORT 2025 STROBE PRISMA 2020 STARD 2015 TRIPOD+AI CARE COREQ และ SRQR
ภาพที่ 1: แผนผังเลือก reporting guideline ตามรูปแบบการศึกษา จัดกลุ่มตามตารางของ EQUATOR Network [4] และเอกสารต้นฉบับของแต่ละแนวทาง สร้างภาพด้วย R

กฎตัดสินที่ทีมเราใช้ ตอบตามลำดับ 6 ข้อและหยุดเมื่อได้คำตอบข้อแรกที่ตรง (เป็นแนวปฏิบัติของเรา ไม่ใช่มาตรฐานที่ตีพิมพ์) ข้อ 1 งานนี้เล่าผู้ป่วยหนึ่งรายหรือไม่กี่ราย ใช่ไปที่ CARE ข้อ 2 งานนี้รวบรวมและสังเคราะห์งานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วอย่างเป็นระบบ ใช่ไปที่ PRISMA ข้อ 3 ข้อมูลหลักเป็นถ้อยคำหรือข้อความเชิงคุณภาพ ถ้ามาจากการสัมภาษณ์หรือสนทนากลุ่มไปที่ COREQ ถ้ามาจากแหล่งอื่น เช่น การสังเกตหรือเอกสาร ไปที่ SRQR ข้อ 4 สร้างหรือตรวจสอบแบบจำลองที่ทำนายผลของผู้ป่วยรายบุคคล ใช่ไปที่ TRIPOD+AI ข้อ 5 วัดว่าการตรวจหนึ่งแม่นยำเพียงใดเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน ใช่ไปที่ STARD ข้อ 6 ผู้วิจัยสุ่มจัดผู้เข้าร่วมเข้ากลุ่มรับการแทรกแซง ใช่ไปที่ CONSORT ถ้าไม่ตรงข้อใดและเป็นการสังเกตกลุ่มคนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ให้ใช้ STROBE

แปดแนวทางหลัก: ใช้กับงานแบบไหน และมีกี่รายการ

ตารางที่ 1 สรุปข้อมูลจากเอกสารต้นฉบับและเว็บไซต์ทางการของแต่ละแนวทาง CONSORT 2025 เป็นฉบับปรับปรุงของ CONSORT 2010 ที่เผยแพร่ พ.ศ. 2568 [5] จึงควรเช็กเวอร์ชันก่อนดาวน์โหลดแบบตรวจเสมอ

ตารางที่ 1: แปดแนวทางหลักสำหรับการวิจัยสุขภาพ (ข้อมูลจำนวนรายการจากเอกสารต้นฉบับ)

แนวทางใช้กับเนื้อหาสำคัญ
CONSORT 2025การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมแบบตรวจ 30 รายการและแผนภาพการไหลของผู้เข้าร่วม [5, 6]
STROBEcohort, case-control, cross-sectional22 รายการ เป็นรายการร่วม 18 รายการ และเฉพาะแต่ละรูปแบบ 4 รายการ [7]
PRISMA 2020การทบทวนอย่างเป็นระบบแบบตรวจ 27 รายการ แบบตรวจบทคัดย่อ และแผนภาพการไหล [8]
STARD 2015ความแม่นยำของการตรวจวินิจฉัย30 รายการ แบ่งตามหัวข้อ IMRAD [9]
TRIPOD+AIแบบจำลองทำนายที่ใช้การถดถอยหรือ machine learning27 รายการ และแบบตรวจบทคัดย่อ 13 รายการ [10]
CAREรายงานผู้ป่วย13 หัวข้อหลัก [11] (อ่านรายละเอียดในบทความ เขียน case report ตามแนวทาง CARE)
COREQวิจัยเชิงคุณภาพแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม32 รายการ ใน 3 หมวด คือทีมวิจัยและ reflexivity การออกแบบ และการวิเคราะห์ [12]
SRQRวิจัยเชิงคุณภาพทุกรูปแบบ21 รายการ [13]

สังเกตว่า STROBE ครอบคลุมสามรูปแบบเชิงสังเกตในแบบตรวจชุดเดียว [7] และ TRIPOD+AI เข้ามาแทน TRIPOD 2015 ซึ่งเอกสารต้นฉบับระบุว่าไม่ควรใช้อีก [10] ส่วนรายละเอียดการใช้กับงานย้อนหลังและเวชระเบียน อ่านต่อในบทความ STROBE Checklist สำหรับงาน Retrospective และ Observational และถ้างานของคุณคือการทบทวนอย่างเป็นระบบ ขั้นตอนค้นหา คัดเลือก และประเมินคุณภาพอยู่ใน วิธีทำ Systematic Review สำหรับวิทยานิพนธ์บัณฑิตศึกษาไทย บทความนี้จึงไม่ซ้ำรายละเอียดของสองเรื่องนั้น

ตัวอย่างลงมือทำ: จับคู่แปดงานสมมติกับแนวทาง

สมมติภาควิชาหนึ่งมีแปดโครงการที่กำลังเตรียมส่งตีพิมพ์ ตารางที่ 2 แสดงวิธีมองจากคำอธิบายวิธีวิจัยไปหาแนวทาง งานทั้งแปดเป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่โครงการจริง

ตารางที่ 2: ตัวอย่างสมมติ 8 งาน (แถวที่ 2 รวม cohort และ cross-sectional เพราะใช้ STROBE ชุดเดียวกัน): วิธีวิจัยที่ระบุในต้นฉบับ แนวทางที่เลือก และสิ่งที่ต้องเตรียมเพิ่ม

งานสมมติข้อสังเกตที่ชี้ไปหาแนวทางแนวทางที่เลือกสิ่งที่ต้องเตรียมเพิ่ม
สุ่มผู้ป่วยเข่าเสื่อมเข้าโปรแกรมออกกำลังกาย A หรือ Bผู้วิจัยเป็นคนจัดผู้เข้าร่วมเข้ากลุ่มด้วยการสุ่มCONSORT 2025แผนภาพการไหลของผู้เข้าร่วมและรายการวิธีสุ่ม
ทบทวนเวชระเบียนย้อนหลังหาปัจจัยเสี่ยงการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ (cohort) หรือสำรวจความรู้เรื่องวัคซีนของนักศึกษาพยาบาล ณ เวลาเดียว (cross-sectional)สังเกตกลุ่มที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่มีการสุ่มจัดกลุ่มSTROBEนิยามตัวแปร การจัดการอคติ ข้อมูลที่ขาด และอัตราตอบกลับถ้าเป็นแบบสำรวจ
ค้นและสังเคราะห์งานวิจัยเรื่องการให้ยาแก้ปวดหลังผ่าตัดหน่วยวิเคราะห์คืองานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วPRISMA 2020กลยุทธ์ค้นหาเต็มและแผนภาพการไหล
ตรวจความแม่นยำของแบบคัดกรองสั้นเทียบกับการตรวจมาตรฐานมีการตรวจที่ศึกษาและเกณฑ์อ้างอิงSTARD 2015ตาราง 2×2 และแผนภาพการไหลของผู้ได้รับการตรวจ
สร้างแบบจำลองทำนายภาวะแทรกซ้อนจากข้อมูลผู้ป่วยด้วยการถดถอยหรือ machine learningผลลัพธ์คือการทำนายระดับบุคคลTRIPOD+AIวิธีตรวจสอบแบบจำลองและข้อมูลที่ใช้พัฒนา
รายงานผู้ป่วยหนึ่งรายที่มีอาการและการตอบสนองต่อการรักษาผิดปกติผู้ป่วยหนึ่งราย มีบทเรียนทางคลินิกCAREไทม์ไลน์และหนังสือยินยอม
สัมภาษณ์เชิงลึกพยาบาลเรื่องภาระงานกะดึกข้อมูลเป็นถ้อยคำจากการสัมภาษณ์COREQข้อมูลผู้สัมภาษณ์ การเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ธีม
วิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้การสังเกตหรือวิเคราะห์เอกสาร ไม่ใช่การสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงคุณภาพนอกกรอบสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มSRQRแนวคิดวิธีวิทยาและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

ส่วนที่ทีมมักสับสนมีสามจุด จุดแรก แบบจำลองทำนายกับการวัดความแม่นยำของการตรวจ ถ้าคุณพัฒนาสมการจากหลายตัวแปรเพื่อทำนายผลของผู้ป่วยรายบุคคลให้ใช้ TRIPOD+AI ถ้าเปรียบเทียบการตรวจหนึ่งกับเกณฑ์อ้างอิงให้ใช้ STARD [9, 10] จุดที่สอง งานที่ไม่ได้สุ่มจัดกลุ่มไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม จึงไม่ใช้ CONSORT แม้จะเรียกว่าการทดลอง ให้ค้นแนวทางที่ตรงในห้องสมุดของ EQUATOR [4] จุดที่สาม การทบทวนงานวิจัยที่ไม่ใช่การทบทวนอย่างเป็นระบบ เช่น การทบทวนเชิงบรรยาย ไม่เข้า PRISMA โดยอัตโนมัติ ให้ตรวจคำแนะนำของวารสารว่าบทความประเภทนั้นต้องการแบบตรวจหรือไม่

เมื่องานไม่อยู่ในแปดแนวทางนี้ หาอย่างไร

ตารางหลักของ EQUATOR ยังมีแนวทางสำหรับโปรโตคอลการศึกษา (SPIRIT และ PRISMA-P) แนวปฏิบัติทางคลินิก (AGREE และ RIGHT) การวิจัยพรีคลินิกในสัตว์ (ARRIVE) การพัฒนาคุณภาพ (SQUIRE) และการประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์ (CHEERS) [4] และ CONSORT, STROBE, PRISMA และ CARE มีส่วนขยายสำหรับงานเฉพาะทาง เช่น CONSORT Harms 2022 สำหรับรายงานอันตรายจากการรักษาในการทดลองแบบสุ่ม [14] ขั้นตอนที่ทีมเราใช้คือ เปิดห้องสมุดของ EQUATOR ค้นด้วยรูปแบบการศึกษา ไม่ใช่ชื่อโรค แล้วเลือกแนวทางหลักก่อน จากนั้นดูว่ามีส่วนขยายที่ตรงกับงานหรือไม่ และตรวจกับคำแนะนำของวารสารเป้าหมายอีกครั้ง

วิธีกรอกและอ้างอิง checklist ในต้นฉบับและจดหมายนำส่ง

ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นวิธีปฏิบัติของทีมเรา ไม่ใช่ข้อกำหนดกลางของทุกวารสาร ให้ปรับตามคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ของวารสารที่คุณส่ง

ขั้นที่ 1 เลือกก่อนเขียน ระบุแนวทางตั้งแต่ออกแบบโครงต้นฉบับ เพื่อให้หัวข้อย่อยใน Methods และ Results ครบตามรายการตั้งแต่ร่างแรก แทนที่จะมาเติมทีหลัง

ขั้นที่ 2 ดาวน์โหลดเวอร์ชันล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการ และเทียบกับเวอร์ชันที่วารสารระบุ ถ้าวารสารระบุเวอร์ชันเก่า ให้เขียนถึงบรรณาธิการเพื่อยืนยันว่ารับเวอร์ชันใหม่ได้หรือไม่

ขั้นที่ 3 กรอกเลขหน้าหรือเลขบรรทัดทุกรายการ รายการที่ไม่เกี่ยวข้องให้เขียนว่า “ไม่เกี่ยวข้อง” พร้อมเหตุผลสั้น ๆ อย่าปล่อยว่าง

ขั้นที่ 4 เขียนชื่อแนวทางและเวอร์ชันไว้ใน Methods ประโยคเดียวพอ เช่น “This study is reported according to the STROBE statement for cohort studies.”

ขั้นที่ 5 แนบแบบตรวจที่กรอกแล้วเป็นไฟล์เสริม และกล่าวถึงในจดหมายนำส่ง ตัวอย่างประโยค “The completed STROBE checklist is provided as Supplementary File 1.” รูปแบบเต็มของจดหมายนำส่งอยู่ใน จดหมายนำส่งบทความวิชาการ: แม่แบบและตัวอย่างสำหรับนักวิจัยไทย

ขั้นที่ 6 อัปเดตเลขหน้าหลังแก้ไขตามผู้ทบทวน เมื่อย้ายหรือเพิ่มข้อความ เลขที่เคยกรอกจะคลาดเคลื่อน ให้กรอกใหม่ก่อนส่งฉบับแก้ไขทุกครั้ง

บริบทไทย: วารสารไทยระบุอะไรเกี่ยวกับ reporting guideline

วารสารไทยบน ThaiJO สองฉบับที่ตรวจสอบนโยบายได้ระบุแนวทางชัดเจน Journal of the Medical Association of Thailand ระบุในนโยบายการรายงานงานวิจัยอย่างโปร่งใสว่า รายงาน RCT ควรใช้ checklist และแผนภาพการไหลของ CONSORT 2010 ซึ่งมี 25 รายการ และแนะนำให้ใช้ PRISMA สำหรับการทบทวนอย่างเป็นระบบ MOOSE สำหรับการวิเคราะห์อภิมานของการศึกษาเชิงสังเกต STARD สำหรับการศึกษาการวินิจฉัย STROBE สำหรับ cohort, case-control และ cross-sectional COREQ หรือ RATS สำหรับงานเชิงคุณภาพ และ CARE สำหรับรายงานผู้ป่วย ทั้งยังระบุว่าจะ “strongly request” ให้ผู้นิพนธ์ปฏิบัติตาม [15]

จุดที่ควรสังเกตคือข้อความของ JMAT ที่เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569 ยังอ้าง CONSORT 2010 [15] ขณะที่ CONSORT 2025 เผยแพร่แล้ว [5, 6] ถ้าคุณส่งงาน RCT เข้าวารสารที่ยังระบุเวอร์ชันเก่า ให้ตรวจกับบรรณาธิการว่ารับเวอร์ชันใดก่อนกรอก ส่วน Bangkok Medical Journal ระบุให้ใช้แนวทางที่เหมาะกับรูปแบบการศึกษา เช่น CONSORT สำหรับการทดลองแบบสุ่ม STROBE สำหรับการศึกษาเชิงสังเกต STARD สำหรับการศึกษาความแม่นยำของการวินิจฉัย หรือ SQUIRE สำหรับรายงานการพัฒนาคุณภาพ และให้ส่งแบบตรวจ CARE เมื่อเป็น case report [16] ข้อมูลทั้งสองวารสารมาจากหน้าแนวทางสำหรับผู้นิพนธ์ซึ่งอาจเปลี่ยนได้ ควรเปิดฉบับล่าสุดก่อนส่งทุกครั้ง

การเลือกวารสารไทยและระดับ TCI ที่เหมาะกับงาน ดูเพิ่มได้ที่ TCI กลุ่ม 1 กับกลุ่ม 2 ต่างกันอย่างไร

สรุป

เลือก reporting guideline จากสิ่งที่คุณทำกับข้อมูล ไม่ใช่จากหัวข้อวิจัย แล้วใช้เวอร์ชันล่าสุดที่วารสารรับ

  • ระบุรูปแบบการศึกษาด้วยคำถาม 6 ข้อในภาพที่ 1 ก่อนเริ่มเขียน
  • เปิดห้องสมุดของ EQUATOR เมื่องานไม่อยู่ในแปดแนวทางหลัก และดูส่วนขยายที่ตรงกับงาน
  • ตรวจเวอร์ชัน เช่น CONSORT 2025 และ TRIPOD+AI และเทียบกับที่วารสารระบุ
  • กรอกเลขหน้าหรือบรรทัดทุกรายการ และเขียนเหตุผลของรายการที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • เขียนชื่อแนวทางไว้ใน Methods และกล่าวถึงแบบตรวจที่แนบในจดหมายนำส่ง
  • ปรับเลขหน้าใหม่ก่อนส่งฉบับแก้ไขทุกครั้ง

หากต้องการให้บรรณาธิการที่มีวุฒิ MD หรือ PhD ในสาขาเดียวกับงานของคุณตรวจต้นฉบับเทียบกับแบบตรวจที่เลือกทีละรายการและขัดเกลาภาษาอังกฤษ ดูรายละเอียดบริการเขียนบทความทางการแพทย์ของเรา หากมีคำถาม ต้องการสอบถามส่วนลดพิเศษสำหรับนักศึกษาหรือนักวิจัยที่ไม่มีทุน หรือต้องการให้ชี้แจงขอบเขตงาน ส่งข้อความผ่านแบบฟอร์มที่หน้าติดต่อเราหรืออีเมล [email protected] ได้เลย บริการของเราดำเนินการตามแนวทาง ICMJE, COPE และ GPP3 โดยระบุการสนับสนุนด้านการเขียนและแก้ไขไว้ในกิตติกรรมประกาศ [17, 18]

เอกสารอ้างอิง

  1. EQUATOR Network. (n.d.). What is a reporting guideline? [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.equator-network.org/about-us/what-is-a-reporting-guideline/
  2. International Committee of Medical Journal Editors. (n.d.). Preparing a manuscript for submission to a medical journal [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.icmje.org/recommendations/browse/manuscript-preparation/preparing-for-submission.html
  3. Turner, L., Shamseer, L., Altman, D. G., Weeks, L., Peters, J., Kober, T., … Moher, D. (2012). Consolidated standards of reporting trials (CONSORT) and the completeness of reporting of randomised controlled trials (RCTs) published in medical journals. Cochrane Database of Systematic Reviews, (11), MR000030. doi:10.1002/14651858.MR000030.pub2 PMID: 23152285
  4. EQUATOR Network. (n.d.). Library for health research reporting [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.equator-network.org/library/
  5. Hopewell, S., Chan, A.-W., Collins, G. S., Hróbjartsson, A., Moher, D., Schulz, K. F., … Boutron, I. (2025). CONSORT 2025 statement: Updated guideline for reporting randomised trials. BMJ, 389, e081123. doi:10.1136/bmj-2024-081123 PMID: 40228833
  6. SPIRIT–CONSORT Group. (n.d.). SPIRIT–CONSORT website [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.consort-spirit.org/
  7. von Elm, E., Altman, D. G., Egger, M., Pocock, S. J., Gøtzsche, P. C., & Vandenbroucke, J. P. (2007). The Strengthening the Reporting of Observational Studies in Epidemiology (STROBE) statement: Guidelines for reporting observational studies. The Lancet, 370(9596), 1453–1457. doi:10.1016/S0140-6736(07)61602-X PMID: 18064739
  8. Page, M. J., McKenzie, J. E., Bossuyt, P. M., Boutron, I., Hoffmann, T. C., Mulrow, C. D., … Moher, D. (2021). The PRISMA 2020 statement: An updated guideline for reporting systematic reviews. BMJ, 372, n71. doi:10.1136/bmj.n71 PMID: 33782057
  9. Bossuyt, P. M., Reitsma, J. B., Bruns, D. E., Gatsonis, C. A., Glasziou, P. P., Irwig, L., … Cohen, J. F. (2015). STARD 2015: An updated list of essential items for reporting diagnostic accuracy studies. BMJ, 351, h5527. doi:10.1136/bmj.h5527 PMID: 26511519
  10. Collins, G. S., Moons, K. G. M., Dhiman, P., Riley, R. D., Beam, A. L., Van Calster, B., … Logullo, P. (2024). TRIPOD+AI statement: Updated guidance for reporting clinical prediction models that use regression or machine learning methods. BMJ, 385, e078378. doi:10.1136/bmj-2023-078378 PMID: 38626948
  11. Gagnier, J. J., Kienle, G., Altman, D. G., Moher, D., Sox, H., & Riley, D. (2013). The CARE guidelines: Consensus-based clinical case reporting guideline development. Journal of Medical Case Reports, 7, 223. doi:10.1186/1752-1947-7-223 PMID: 24228906
  12. Tong, A., Sainsbury, P., & Craig, J. (2007). Consolidated criteria for reporting qualitative research (COREQ): A 32-item checklist for interviews and focus groups. International Journal for Quality in Health Care, 19(6), 349–357. doi:10.1093/intqhc/mzm042 PMID: 17872937
  13. O’Brien, B. C., Harris, I. B., Beckman, T. J., Reed, D. A., & Cook, D. A. (2014). Standards for reporting qualitative research: A synthesis of recommendations. Academic Medicine, 89(9), 1245–1251. doi:10.1097/ACM.0000000000000388 PMID: 24979285
  14. EQUATOR Network. (n.d.). CONSORT 2025 statement: Updated guideline for reporting randomised trials [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.equator-network.org/reporting-guidelines/consort/
  15. Journal of the Medical Association of Thailand. (n.d.). Submissions and author guidelines [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAThai/about/submissions
  16. Bangkok Medical Journal. (n.d.). Author guidelines [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/bkkmedj/author-guidelines
  17. International Committee of Medical Journal Editors. (n.d.). Defining the role of authors and contributors [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.icmje.org/recommendations/browse/roles-and-responsibilities/defining-the-role-of-authors-and-contributors.html
  18. Battisti, W. P., Wager, E., Baltzer, L., Bridges, D., Cairns, A., Carswell, C. I., Citrome, L., Gurr, J. A., Mooney, L. A., Moore, B. J., Peña, T., Sanes-Miller, C. H., Veitch, K., Woolley, K. L., & Yarker, Y. E. (2015). Good publication practice for communicating company-sponsored medical research: GPP3. Annals of Internal Medicine, 163(6), 461–464. doi:10.7326/M15-0288 PMID: 26259067

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *