แผนภูมิแท่งจำนวนรายการย่อยในแต่ละหัวข้อของแบบตรวจ CARE รวม 13 หัวข้อ 30 รายการ

เขียน case report ตามแนวทาง CARE ทีละขั้นตอน

เขียน case report ตามแนวทาง CARE คือการรายงานผู้ป่วยหนึ่งรายหรือมากกว่าตามแบบตรวจ 13 หัวข้อหลัก ตั้งแต่ชื่อเรื่อง ไทม์ไลน์ ไปจนถึงมุมมองของผู้ป่วยและความยินยอม เพื่อให้บรรณาธิการและผู้อ่านประเมินและนำข้อมูลไปใช้ต่อได้ รายงานผู้ป่วยที่เขียนดีบอกสัญญาณแรกของประโยชน์และโทษของการรักษา เป็นข้อมูลให้งานวิจัยและแนวเวชปฏิบัติ และใช้สอนนักศึกษาได้ แต่ในการศึกษาที่ตรวจงานตีพิมพ์แล้ว ไทม์ไลน์และมุมมองของผู้ป่วยเป็นสองหัวข้อที่รายงานน้อยที่สุดอย่างสม่ำเสมอ

บทความนี้เขียนสำหรับแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และแพทย์ประจำบ้านที่กำลังจะส่ง case report เนื้อหาครอบคลุมที่มาและขอบเขตของ CARE รายการทั้ง 13 หัวข้อ ความยินยอมและการปกปิดตัวตน วิธีทำไทม์ไลน์ หลักฐานว่าอะไรมักตกหล่น ขั้นตอนเขียนพร้อมตัวอย่างรูปแบบชื่อเรื่อง และข้อกำหนดของวารสารไทยที่ตรวจสอบได้

CARE คืออะไร และใช้กับงานแบบไหน

CARE (CAse REport) พัฒนาโดยกระบวนการฉันทามติสามระยะ ประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรมและสัมภาษณ์ก่อนประชุม การประชุมร่างแนวทาง และการขอความเห็นหลังประชุมพร้อมทดลองใช้ มีผู้ร่วมกระบวนการ 27 คน ผลคือแบบตรวจ 13 หัวข้อหลัก [1] ผู้พัฒนาเป็นกลุ่มแพทย์ นักวิจัย และบรรณาธิการวารสาร ซึ่งทำงานระหว่าง ค.ศ. 2011–2012 แนวทางนี้ได้รับการรับรองจากวารสารหลายฉบับและมีฉบับแปลเก้าภาษา [2] EQUATOR Network จัดให้ CARE เป็นแนวทางหลักสำหรับรายงานผู้ป่วย (case reports) [3]

นิยามของ CARE คือบทเล่าที่อธิบายปัญหาทางการแพทย์ของผู้ป่วยหนึ่งรายหรือมากกว่า เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ หรือการศึกษา [1] ส่วนวารสารแต่ละฉบับกำหนดขอบเขตเอง เช่น Bangkok Medical Journal กำหนดให้ case report อธิบายผู้ป่วย 1–3 ราย หรือครอบครัวเดียว พร้อมข้อความทางการศึกษาหรือคลินิกที่ชัดเจน [4] ถ้ามีผู้ป่วยมากกว่านั้นจนกลายเป็นการศึกษาเชิงสังเกตที่มีกลุ่มศึกษาชัดเจน ควรตรวจคำแนะนำของวารสารและตารางแนวทางตามรูปแบบการศึกษาของ EQUATOR ก่อนตัดสินใจ ดูภาพรวมได้ในบทความ เลือก reporting guideline ให้ตรงกับรูปแบบการศึกษา

13 หัวข้อของแบบตรวจ CARE ที่ผู้ทบทวนมองหา

แบบตรวจ CARE ฉบับภาษาอังกฤษ ค.ศ. 2013 บนเว็บไซต์ทางการมี 13 หัวข้อหลัก และเมื่อนับรายการย่อย (a, b, c, d) รวมได้ 30 รายการ (นับโดยทีมเรา) ตารางที่ 1 สรุปเป็นภาษาไทยตามลำดับของแบบตรวจ [5] โดยแต่ละหัวข้อในแบบตรวจมีคอลัมน์ให้ระบุเลขบรรทัดที่รายงาน ซึ่งวารสารบางฉบับขอให้แนบ

ตารางที่ 1: สรุป CARE Checklist ตามหัวข้อ (สรุปเป็นภาษาไทยจากแบบตรวจต้นฉบับ [5])

หัวข้อ (ข้อ)สิ่งที่ต้องรายงาน
ชื่อเรื่อง (1)การวินิจฉัยหรือการรักษาหลักที่เป็นจุดสนใจ ตามด้วยคำว่า “case report”
คำสำคัญ (2)2–5 คำที่ระบุการวินิจฉัยหรือการรักษา และรวมคำว่า “case report”
บทคัดย่อ (3a–3d)ความโดดเด่นของรายนี้ อาการหรือผลตรวจสำคัญ การวินิจฉัย การรักษาและผลลัพธ์หลัก และบทเรียนสำคัญ โดยไม่มีเอกสารอ้างอิง
บทนำ (4)1–2 ย่อหน้าอธิบายว่าทำไมรายนี้ไม่เหมือนรายอื่น (อ้างอิงได้)
ข้อมูลผู้ป่วย (5a–5d)ข้อมูลที่ปกปิดตัวตนแล้ว อาการนำสำคัญ ประวัติทางการแพทย์ ครอบครัว และจิตสังคม รวมข้อมูลพันธุกรรมที่เกี่ยวข้อง และการรักษาในอดีตพร้อมผล
ผลตรวจทางคลินิก (6)ผลตรวจร่างกายและผลทางคลินิกที่สำคัญ
ไทม์ไลน์ (7)ข้อมูลในอดีตและปัจจุบันของการเจ็บป่วยครั้งนี้ เรียงเป็นไทม์ไลน์
การประเมินเพื่อวินิจฉัย (8a–8d)การตรวจที่ทำ อุปสรรคในการวินิจฉัย การวินิจฉัยพร้อมโรคอื่นที่พิจารณา และการพยากรณ์โรคเมื่อเหมาะสม
การรักษา (9a–9c)ชนิดของการรักษา วิธีให้ (ขนาด ความแรง ระยะเวลา) และการเปลี่ยนแปลงพร้อมเหตุผล
การติดตามและผลลัพธ์ (10a–10d)ผลลัพธ์ที่ประเมินโดยแพทย์และผู้ป่วย ผลตรวจติดตาม ความร่วมมือและการทนต่อการรักษา และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
อภิปราย (11a–11d)จุดแข็งและข้อจำกัด วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของข้อสรุป และบทเรียนหลักหนึ่งย่อหน้า
มุมมองของผู้ป่วย (12)ผู้ป่วยแสดงมุมมองต่อการรักษาที่ได้รับ 1–2 ย่อหน้า
ความยินยอม (13)ผู้ป่วยให้ความยินยอมหรือไม่ และแนบหลักฐานเมื่อวารสารขอ
แผนภูมิแท่งจำนวนรายการย่อยในแต่ละหัวข้อของแบบตรวจ CARE รวม 13 หัวข้อ 30 รายการ
ภาพที่ 1: จำนวนรายการย่อยในแต่ละหัวข้อของ CARE Checklist สีส้มคือไทม์ไลน์และมุมมองของผู้ป่วย ซึ่งรายงานน้อยในงานที่ตีพิมพ์แล้ว ที่มา: CARE Checklist 2013 [5] นับรายการโดยทีมงาน สร้างภาพด้วย R

ความยินยอมของผู้ป่วยและการปกปิดข้อมูลระบุตัวตน

ICMJE ระบุว่าผู้ป่วยมีสิทธิความเป็นส่วนตัวที่ไม่ควรถูกละเมิดโดยไม่มีความยินยอม ข้อมูลระบุตัวตน รวมชื่อ อักษรย่อ หรือเลขประจำตัวโรงพยาบาล ไม่ควรตีพิมพ์ในคำบรรยาย ภาพถ่าย หรือแผนผังพงศาวลี เว้นแต่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์และผู้ป่วย (หรือผู้ปกครอง) ให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร การขอความยินยอมนี้ต้องให้ผู้ป่วยที่ระบุตัวตนได้ดูต้นฉบับที่จะตีพิมพ์ ต้องแจ้งว่าข้อมูลอาจเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตได้หลังตีพิมพ์ และต้องเก็บหนังสือยินยอมไว้กับวารสารหรือผู้นิพนธ์ [6]

วารสารไทยที่ตรวจสอบได้ระบุสอดคล้องกัน Bangkok Medical Journal กำหนดให้ต้องมีความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อผู้ป่วยอาจระบุตัวตนได้จากข้อความ ภาพ หรือข้อมูลอื่น และชี้ชัดว่าความยินยอมให้รักษาหรือเข้าร่วมวิจัยอย่างเดียวไม่ถือเป็นความยินยอมให้ตีพิมพ์ [4] ส่วน Journal of the Medical Association of Thailand ระบุเอกสารที่ต้องแนบรวมสำเนาหนังสือยินยอม (สำหรับ case report) และสำเนาหนังสือรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย [7]

ในทางปฏิบัติ ให้ขอความยินยอมก่อนเขียนต้นฉบับ ไม่ใช่ตอนวารสารขอ ตัดข้อมูลระบุตัวตนออกให้หมด เช่น ชื่อ อักษรย่อ เลขประจำตัวโรงพยาบาล และเลือกเล่าวันที่เป็นระยะเวลาสัมพัทธ์ (เดือนที่ 0, 3, 6) แทนวันที่จริงเมื่อไม่จำเป็น (แนวปฏิบัติของเรา) และเขียนในบทความว่าได้รับความยินยอมแล้ว ตรงกับรายการที่ 13 ของ CARE

ไทม์ไลน์: ทำอย่างไรให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมในหนึ่งนาที

รายการที่ 7 ของ CARE ให้นำข้อมูลในอดีตและปัจจุบันของการเจ็บป่วยครั้งนี้มาเรียงเป็นไทม์ไลน์ [5] เว็บไซต์ CARE มีตัวอย่างและคำแนะนำการสร้างไทม์ไลน์เป็นเอกสารเสริม [3] หลักคือเรียงตามเวลา ใช้เวลาเริ่มต้นเป็นจุดอ้างอิง และผูกแต่ละเหตุการณ์กับสิ่งที่ผู้อ่านต้องรู้เพื่อตัดสินใจว่าเหตุการณ์ใดเป็นเหตุหรือผล ตารางที่ 2 เป็นแม่แบบโครงสร้าง ไม่ใช่ข้อมูลผู้ป่วยจริง

ตารางที่ 2: แม่แบบไทม์ไลน์สำหรับ case report (โครงสร้างตัวอย่าง ไม่ใช่ข้อมูลผู้ป่วยจริง)

เวลา (สัมพัทธ์)เหตุการณ์ข้อมูลที่ควรใส่
ก่อนเริ่มเหตุการณ์ประวัติสำคัญและยาที่ใช้ประจำโรคประจำตัว ประวัติครอบครัว ยาและขนาด
วันที่ 0เริ่มมีอาการนำอาการหลักและลักษณะ
วันที่ Xมาโรงพยาบาลและตรวจครั้งแรกผลตรวจสำคัญที่พบ
วันที่ X ถึง Yการตรวจเพื่อวินิจฉัยและการวินิจฉัยการตรวจที่ทำ ผล และโรคที่แยกออกไป
วันที่ Yเริ่มการรักษาชนิดการรักษา ขนาด ระยะเวลา
วันที่ Zเปลี่ยนการรักษา (ถ้ามี)เหตุผลที่เปลี่ยน
การติดตาม (เดือนที่ A, B)ผลลัพธ์และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ผลที่แพทย์ประเมิน ผลที่ผู้ป่วยรายงาน ผลตรวจติดตาม

หลักฐาน: หัวข้อไหนของ CARE ที่หายไปบ่อยที่สุด

Ravi และคณะตรวจรายงานผู้ป่วย 1,178 เรื่องที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2015 จากวารสารการแพทย์ของอินเดีย 36 ฉบับ พบว่าไม่มีเรื่องใดปฏิบัติตาม CARE ได้ในระดับ “ดีเยี่ยม” ส่วนหัวข้อที่ปฏิบัติได้ดีที่สุดคือข้อมูลทางคลินิก (97.9%) รองลงมาคือคำสำคัญ (88.5%) และบทนำ (71.5%) ขณะที่ไทม์ไลน์มีเพียง 4.6% ความยินยอม 2.8% และมุมมองของผู้ป่วย 0% และมีวารสารเพียงฉบับเดียวที่กล่าวถึง CARE บนเว็บไซต์ [8] (ภาพที่ 2)

แผนภูมิแท่งร้อยละของรายงานผู้ป่วยที่ปฏิบัติตามหัวข้อ CARE พบไทม์ไลน์ ความยินยอม และมุมมองของผู้ป่วยต่ำมาก
ภาพที่ 2: ร้อยละของรายงานผู้ป่วยที่ปฏิบัติตามหัวข้อ CARE ในวารสารการแพทย์ของอินเดีย 36 ฉบับ ปี ค.ศ. 2015 ที่มา: Ravi และคณะ (2018) จัดทำภาพด้วย R จากตัวเลขในบทคัดย่อ

การศึกษาอีกชิ้นให้ภาพที่ใกล้กัน Calvache และคณะตรวจรายงานผู้ป่วย 114 เรื่องที่ตีพิมพ์ในวารสารที่มี impact สูงสามฉบับและวารสารเฉพาะรายงานผู้ป่วยหนึ่งฉบับ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ค.ศ. 2017 ค่ามัธยฐานของความครบถ้วนในการรายงานอยู่ที่ 81% (IQR 63–96%) หัวข้อที่ต่ำที่สุดคือชื่อเรื่อง คำสำคัญ ไทม์ไลน์ และมุมมองของผู้ป่วย (2–34%) และวารสารที่รับรอง CARE มีความครบถ้วนสูงกว่าวารสารที่ไม่รับรอง (77% เทียบกับ 65%) [9] ส่วน Dragnev และ Wong ตรวจรายงานผู้ป่วย 55 เรื่องเกี่ยวกับการแพร่กระจายไปม้ามเพียงตำแหน่งเดียว พบว่าไม่มีเรื่องใดทำตาม CARE ครบ มากที่สุดครบ 29 จาก 36 รายการ ร้อยละ 47.3 ของบทคัดย่อไม่ระบุผลลัพธ์หลัก และไม่มีเรื่องใดรายงานมุมมองของผู้ป่วย [10]

สามการศึกษานี้เลือกตัวอย่างต่างกัน (วารสารอินเดีย วารสารที่มี impact สูง และหัวข้อโรคเฉพาะ) จึงไม่ควรนำตัวเลขมาเทียบตรง ๆ แต่ชี้ไปทางเดียวกัน คือไทม์ไลน์และมุมมองของผู้ป่วยรายงานน้อยในทุกการศึกษา ส่วนความยินยอมต่ำมากในการตรวจของ Ravi และคณะ ใครใส่สามข้อนี้ครบจึงต่างจากรายงานส่วนใหญ่ทันที

ตัวอย่างลงมือทำ: ตัดสินใจและเขียน 6 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 ตรวจ 4 ข้อก่อนเริ่มเขียน เป็นเกณฑ์ของทีมเรา ไม่ใช่มาตรฐานที่ตีพิมพ์ ตอบให้ได้ทั้ง 4 ข้อก่อนเขียน (1) รายนี้ใหม่หรือไม่เหมือนรายงานเดิมตรงไหน ตอบได้ในหนึ่งประโยค (2) บทเรียนสำคัญที่ผู้อ่านนำไปใช้ได้คืออะไร ตอบได้ในหนึ่งประโยค (3) ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วหรือยัง (4) ข้อมูลในเวชระเบียนครบพอจะสร้างไทม์ไลน์ ผลตรวจ และผลติดตามหรือไม่ ถ้าข้อ 1 หรือข้อ 2 ตอบไม่ได้ รายงานจะไม่ผ่านรายการที่ 4 และ 11d ของ CARE ตั้งแต่ต้น ถ้าข้อ 3 ยังไม่ได้ ให้ขอก่อนเขียนต่อ

ขั้นที่ 2 ตั้งชื่อเรื่องและคำสำคัญ ตามรายการที่ 1 และ 2 ให้ชื่อเรื่องขึ้นต้นด้วยการวินิจฉัยหรือการรักษาหลัก แล้วลงท้ายด้วย “case report” ตัวอย่างรูปแบบ (ไม่ใช่รายงานผู้ป่วยจริง) เช่น แทนที่จะตั้งว่า “A case of fever and rash in a 45-year-old woman” ซึ่งไม่บอกการวินิจฉัย ให้ตั้งว่า “Drug reaction with eosinophilia and systemic symptoms after allopurinol: a case report” แล้วเลือกคำสำคัญ 2–5 คำที่มี “case report” รวมอยู่ด้วย

ขั้นที่ 3 เขียนส่วนข้อมูลก่อนบทนำ เริ่มจากข้อมูลผู้ป่วย ผลตรวจ ไทม์ไลน์ การวินิจฉัย การรักษา และผลติดตาม (รายการ 5–10) เพราะเป็นส่วนที่มีข้อเท็จจริงครบที่สุด แล้วค่อยเขียนบทนำและอภิปรายตามบทเรียนที่เลือกไว้

ขั้นที่ 4 เขียนอภิปรายให้ครบสี่ข้อย่อย จุดแข็งและข้อจำกัด วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เหตุผลของข้อสรุป และบทเรียนหนึ่งย่อหน้า คำแนะนำของ Bangkok Medical Journal เตือนให้หลีกเลี่ยงข้อสรุปที่ผู้ป่วยรายเดียวหรือชุดผู้ป่วยขนาดเล็กไม่สามารถรองรับ [4]

ขั้นที่ 5 เขียนบทคัดย่อเป็นลำดับสุดท้าย ให้ครบสี่ส่วนตามรายการ 3a–3d และอย่าใส่เอกสารอ้างอิง ตรวจให้แน่ใจว่ามีผลลัพธ์หลัก เพราะ Dragnev และ Wong พบว่าเกือบครึ่งของบทคัดย่อที่ตรวจไม่ระบุสิ่งนี้ [10]

ขั้นที่ 6 กรอกแบบตรวจพร้อมเลขบรรทัด ใส่เลขบรรทัดของทุกรายการที่รายงานแล้ว รายการที่ไม่เกี่ยวข้องให้เขียนเหตุผล แล้วแนบเมื่อวารสารขอ เช่น Bangkok Medical Journal ให้ส่งแบบตรวจ CARE เมื่อใช้ได้ [4]

บริบทไทย: วารสารไทยขออะไรจาก case report

วารสารไทยที่อยู่บนระบบ ThaiJO และตรวจสอบนโยบายได้สองฉบับระบุสอดคล้องกัน Journal of the Medical Association of Thailand ระบุในนโยบายการรายงานงานวิจัยอย่างโปร่งใสว่า “For case report, use the checklists of the CARE guidelines” และแนะนำให้ผู้นิพนธ์ใช้ EQUATOR Network อ้างอิง รวมทั้งต้องส่งสำเนาหนังสือรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยและสำเนาหนังสือยินยอมสำหรับ case report [7] ส่วน Bangkok Medical Journal ระบุว่า case report ควรมีบทคัดย่อแบบไม่แยกหัวข้อไม่เกิน 250 คำ ลำดับบทความคือ บทนำ การนำเสนอผู้ป่วย อภิปราย สรุป และมีหัวข้อความยินยอม พร้อมให้ใส่ไทม์ไลน์เมื่อเป็นประโยชน์ [4] (ข้อมูลจากหน้าแนวทางสำหรับผู้นิพนธ์ของทั้งสองวารสาร เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569 และอาจเปลี่ยนได้)

สำหรับวารสารที่อยู่ใน TCI เกณฑ์หลักของ TCI รอบที่ 5 กำหนดให้วารสารมีหัวข้อจริยธรรมการตีพิมพ์ครบทั้งบรรณาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นิพนธ์ และจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และสัตว์ (ถ้ามี) [11] จึงควรเตรียมเอกสารจริยธรรมและความยินยอมให้พร้อมก่อนส่งทุกครั้ง การเลือกวารสารและระดับ TCI ดูเพิ่มได้ที่ TCI กลุ่ม 1 กับกลุ่ม 2 ต่างกันอย่างไร และเรื่องผู้ร่วมนิพนธ์ใน Authorship ตามเกณฑ์ ICMJE

สรุป

case report ที่ดีไม่ใช่เรื่องเล่าผู้ป่วยที่น่าสนใจ แต่เป็นรายงานที่ผู้อ่านนำบทเรียนไปใช้และตรวจสอบได้ CARE ช่วยให้ไม่ตกหล่น โดยเฉพาะไทม์ไลน์ มุมมองของผู้ป่วย และหลักฐานความยินยอม

  • ตอบให้ได้ก่อนเขียน ว่ารายนี้ใหม่ตรงไหน และบทเรียนคืออะไร
  • ขอความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ป่วยดูต้นฉบับ แล้วเก็บหลักฐานไว้
  • ตัดข้อมูลระบุตัวตนออก และใช้เวลาสัมพัทธ์ในไทม์ไลน์เมื่อไม่จำเป็นต้องระบุวันที่จริง
  • ชื่อเรื่องขึ้นต้นด้วยการวินิจฉัยหรือการรักษา และลงท้ายด้วย “case report”
  • ใส่ไทม์ไลน์ มุมมองของผู้ป่วย และผลลัพธ์หลักในบทคัดย่อ
  • เขียนจุดแข็งและข้อจำกัด และอย่าสรุปเกินกว่าที่ผู้ป่วยหนึ่งรายหรือชุดผู้ป่วยขนาดเล็กรองรับได้
  • กรอกแบบตรวจ CARE พร้อมเลขบรรทัด และอ่านคำแนะนำของวารสารเป้าหมายก่อนส่ง

หากต้องการให้บรรณาธิการที่มีวุฒิ MD หรือ PhD ในสาขาเดียวกับงานของคุณตรวจต้นฉบับเทียบกับ CARE ทีละข้อและขัดเกลาภาษาอังกฤษ ดูรายละเอียดบริการเขียนบทความทางการแพทย์ของเรา หากมีคำถาม ต้องการสอบถามส่วนลดพิเศษสำหรับนักศึกษาหรือนักวิจัยที่ไม่มีทุน หรือต้องการให้ชี้แจงขอบเขตงาน ส่งข้อความผ่านแบบฟอร์มที่หน้าติดต่อเราหรืออีเมล [email protected] ได้เลย บริการของเราดำเนินการตามแนวทาง ICMJE, COPE และ GPP3 โดยระบุการสนับสนุนด้านการเขียนและแก้ไขไว้ในกิตติกรรมประกาศ [12, 13]

เอกสารอ้างอิง

  1. Gagnier, J. J., Kienle, G., Altman, D. G., Moher, D., Sox, H., & Riley, D. (2013). The CARE guidelines: Consensus-based clinical case reporting guideline development. Journal of Medical Case Reports, 7, 223. doi:10.1186/1752-1947-7-223 PMID: 24228906
  2. Riley, D. S., Barber, M. S., Kienle, G. S., Aronson, J. K., von Schoen-Angerer, T., Tugwell, P., … Sox, H. (2017). CARE guidelines for case reports: Explanation and elaboration document. Journal of Clinical Epidemiology, 89, 218–235. doi:10.1016/j.jclinepi.2017.04.026 PMID: 28529185
  3. EQUATOR Network. (n.d.). Reporting guideline: CARE (case reports) [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.equator-network.org/reporting-guidelines/care/
  4. Bangkok Medical Journal. (n.d.). Author guidelines [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/bkkmedj/author-guidelines
  5. CARE Statement. (2013). CARE checklist of information to include when writing a case report (English). https://www.care-statement.org/checklist
  6. International Committee of Medical Journal Editors. (n.d.). Protection of research participants [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.icmje.org/recommendations/browse/roles-and-responsibilities/protection-of-research-participants.html
  7. Journal of the Medical Association of Thailand. (n.d.). Submissions and author guidelines [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAThai/about/submissions
  8. Ravi, R., Mulkalwar, A., Thatte, U. M., & Gogtay, N. J. (2018). Medical case reports published in PubMed-indexed Indian journals in 2015: Adherence to 2013 CARE guidelines. Indian Journal of Medical Ethics, 3(3), 192–195. doi:10.20529/IJME.2018.036 PMID: 29699955
  9. Calvache, J. A., Vera-Montoya, M., Ordoñez, D., Hernandez, A. V., Altman, D., & Moher, D. (2020). Completeness of reporting of case reports in high-impact medical journals. European Journal of Clinical Investigation, 50(4), e13215. doi:10.1111/eci.13215 PMID: 32068257
  10. Dragnev, N. C., & Wong, S. L. (2018). Do we CARE about the quality of case reports? A systematic assessment. Journal of Surgical Research, 231, 428–433. doi:10.1016/j.jss.2018.07.027 PMID: 30278963
  11. ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI). (2569). เกณฑ์ประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 (พ.ศ. 2568–2572) [เอกสารประกอบการบรรยาย, 9 มกราคม 2569]. e-library.siam.edu (PDF)
  12. International Committee of Medical Journal Editors. (n.d.). Defining the role of authors and contributors [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.icmje.org/recommendations/browse/roles-and-responsibilities/defining-the-role-of-authors-and-contributors.html
  13. Battisti, W. P., Wager, E., Baltzer, L., Bridges, D., Cairns, A., Carswell, C. I., Citrome, L., Gurr, J. A., Mooney, L. A., Moore, B. J., Peña, T., Sanes-Miller, C. H., Veitch, K., Woolley, K. L., & Yarker, Y. E. (2015). Good publication practice for communicating company-sponsored medical research: GPP3. Annals of Internal Medicine, 163(6), 461–464. doi:10.7326/M15-0288 PMID: 26259067

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *