แผนภาพตัดสินใจในส่วน results section ว่าควรเขียนผลในเนื้อความ ทำตาราง หรือทำภาพ ตามจำนวนตัวเลขและสิ่งที่ผู้อ่านต้องการ

Results Section ภาษาอังกฤษ: รายงานตัวเลขให้ถูกต้องและกระชับ

Results section ที่ดีรายงานผลตามลำดับคำถามวิจัย ใช้ past tense ให้ตัวเลขครบทั้งตัวเศษ ตัวส่วน ขนาดผล และ 95% CI โดยไม่คัดลอกข้อมูลจากตารางมาเขียนซ้ำในเนื้อความ และไม่ตีความเกินกว่าข้อมูล

ผู้อ่านส่วน Results ควรถามคำถามเดียว คือ “ตัวเลขนี้ตรวจสอบได้หรือไม่” ปัญหาที่อาจพบในต้นฉบับของนักวิจัยไทยจึงไม่ใช่ไวยากรณ์อย่างเดียว แต่เป็นรูปแบบที่ติดมาจากบทที่ 4 ของวิทยานิพนธ์ภาษาไทย เช่น ขึ้นต้นด้วย “จากตารางที่ 2 พบว่า” แล้วอ่านทุกตัวเลขในตารางซ้ำ ใช้ ± แทน SD เขียน p = 0.000 หรือสรุปว่า “ไม่มีความแตกต่าง” ทันทีที่ค่า P เกิน 0.05 บทความนี้รวบรวมกฎที่ตรวจสอบได้จาก SAMPL Guidelines ของ Lang และ Altman, ICMJE Recommendations และ CONSORT 2025 พร้อมแผนภาพตัดสินใจเรื่องตารางกับข้อความ ตัวอย่างแก้ประโยคจริงทีละขั้น และข้อกำหนดของวารสารไทยใน ThaiJO

Results section มีหน้าที่อะไร และต่างจาก Discussion อย่างไร

ICMJE กำหนดหน้าที่ของส่วน Results ไว้ชัดเจน คือ นำเสนอผลตามลำดับที่มีเหตุผลทั้งในเนื้อความ ตาราง และภาพ โดยให้ผลหลักหรือผลที่สำคัญที่สุดมาก่อน ต้องรายงานผลลัพธ์หลักและผลลัพธ์รองทุกตัวที่ระบุไว้ในส่วน Methods และ “ไม่ต้องเขียนข้อมูลทั้งหมดในตารางหรือภาพซ้ำในเนื้อความ ให้เน้นหรือสรุปเฉพาะข้อสังเกตที่สำคัญที่สุด” [1] หลักข้อนี้ทำให้ Results กับ Methods ต้องจับคู่กันทีละข้อ ถ้า Methods บอกว่าวัดผลลัพธ์สี่ตัว Results ต้องมีครบสี่ตัว ไม่ใช่เลือกเฉพาะตัวที่มีนัยสำคัญ ดูวิธีวางโครงส่วนวิธีการให้รับกับผลได้ที่ การเขียนส่วน Methods

ความต่างจาก Discussion คือหน้าที่ Results ตอบว่า “พบอะไร” ส่วน Discussion ตอบว่า “หมายความว่าอย่างไร” ICMJE ระบุให้ Discussion ไม่ทวนข้อมูลจากส่วน Results ซ้ำในรายละเอียด [1] ดังนั้นประโยคอย่าง “which indicates that the program is effective for Thai students” หรือการเทียบกับงานวิจัยอื่นควรย้ายไปไว้ใน Discussion ส่วน Results ควรเหลือแค่ผล ตัวเลข และการอ้างถึงตารางหรือภาพ อ่านวิธีเขียนส่วนตีความได้ที่ วิธีเขียนบท Discussion

ลำดับที่พบบ่อยในงานวิจัยเชิงปริมาณมีสี่ช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลำดับรายการในส่วน Results ของ CONSORT 2025 (ข้อ 22 การไหลของผู้เข้าร่วม ข้อ 25 ข้อมูลพื้นฐาน ข้อ 26 ผลลัพธ์) ได้แก่ จำนวนผู้เข้าร่วมและการคัดออก ลักษณะพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ผลลัพธ์หลัก แล้วจึงผลลัพธ์รองและการวิเคราะห์เพิ่มเติม CONSORT 2025 ข้อ 26 ระบุว่า สำหรับผลลัพธ์หลักและรองทุกตัว ต้องรายงานแยกตามกลุ่มทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมที่นำเข้าการวิเคราะห์ จำนวนที่มีข้อมูล ณ เวลาวัดผล ผลของแต่ละกลุ่ม และขนาดผลพร้อมความแม่นยำ เช่น 95% CI และสำหรับผลลัพธ์แบบสองค่าให้รายงานทั้งขนาดผลสัมบูรณ์และสัมพัทธ์ [2] แม้งานของคุณไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม โครงนี้ก็เป็นแม่แบบที่ดีสำหรับงานเชิงปริมาณทั่วไป

กฎการรายงานตัวเลขตาม SAMPL Guidelines

SAMPL (Statistical Analyses and Methods in the Published Literature) เป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานด้านการรายงานสถิติที่ Thomas Lang และ Douglas Altman พัฒนาขึ้น เผยแพร่ผ่าน EQUATOR Network และตีพิมพ์ใน International Journal of Nursing Studies ปี 2015 [3] หลักการแรกของ SAMPL ยกมาจาก ICMJE คือ ต้องอธิบายวิธีสถิติละเอียดพอที่ผู้อ่านที่มีความรู้และมีข้อมูลต้นฉบับจะตรวจผลซ้ำได้ หลักการที่สองคือ ต้องรายงานรายละเอียดพอให้นำผลไปรวมในการวิเคราะห์อื่นได้ เช่น ตัวเศษและตัวส่วนของร้อยละ เพราะค่า P อย่างเดียวไม่พอสำหรับการวิเคราะห์ซ้ำ ต้องมีสถิติเชิงพรรณนาของแต่ละกลุ่ม ขนาดตัวอย่าง ขนาดผล และความแม่นยำของค่าประมาณ ซึ่งโดยทั่วไปคือ 95% CI [3]

ตารางที่ 1: กฎการรายงานตัวเลขที่ใช้บ่อยที่สุดใน results section

ประเด็นเขียนแบบที่พบบ่อยเขียนตามแนวปฏิบัติ
ร้อยละ70% of participants passed42 of 60 participants (70.0%) passed — ให้ทั้งตัวเศษและตัวส่วน [3] [1]
ข้อมูลกระจายแบบปกติ78.4 ± 9.678.4 (SD 9.6) — SAMPL ให้ใช้รูปแบบ mean (SD) ไม่ใช้ ± [3]
ข้อมูลเบ้median 12median 12 (IQR 8–19) — ให้ขอบล่างและขอบบน ไม่ใช่แค่ความกว้าง [3]
ความแปรปรวนmean (SE)ใช้ SD, ช่วงเปอร์เซ็นไทล์ หรือพิสัย ไม่ใช้ SE แสดงการกระจายของข้อมูล [3]
ค่า Pp = 0.000, NS, p < 0.05P = 0.03 หรือ P < 0.001 — รายงานค่าจริง ไม่เขียน NS [3]
ผลลัพธ์หลักมีแค่ค่า Pขนาดผล (effect size) พร้อม 95% CI แยกตามกลุ่ม [3] [2]
ผลลัพธ์แบบสองค่ารายงานแค่ RR หรือ ORรายงานทั้งขนาดผลสัมบูรณ์และสัมพัทธ์ เช่น risk difference และ RR [2]

ที่มา: SAMPL Guidelines [3], ICMJE [1], CONSORT 2025 ข้อ 26 [2]

มีสามจุดที่ควรเน้นเป็นพิเศษ จุดแรกคือการปัดเศษ SAMPL แนะนำให้ปัดเท่าที่สมเหตุสมผล เช่น อายุเฉลี่ยมักปัดเป็นปีเต็มได้โดยไม่กระทบการวิเคราะห์ และถ้าความแตกต่างที่มีความหมายน้อยที่สุดของมาตรวัดคือ 5 คะแนน ก็รายงานคะแนนเป็นจำนวนเต็มได้ [3] ทศนิยมสามตำแหน่งที่โปรแกรมพิมพ์ออกมาไม่ได้ทำให้งานแม่นยำขึ้น จุดที่สองคือค่า P SAMPL ให้รายงานเป็นค่าเท่ากับเมื่อทำได้ ทศนิยมหนึ่งหรือสองตำแหน่ง เช่น P = 0.03 หรือ 0.22 ไม่เขียนเป็นอสมการอย่าง P < 0.05 ห้ามเขียน “NS” และค่าที่เล็กที่สุดที่ต้องรายงานคือ P < 0.001 ยกเว้นงานด้านพันธุศาสตร์ [3] ดังนั้น p = 0.000 ที่โปรแกรมสถิติพิมพ์ออกมาควรเขียนใหม่เป็น P < 0.001

จุดที่สามคือรูปแบบตัวเลขต้องตามวารสาร ไม่ใช่ตามความเคยชิน วารสารชีวการแพทย์จำนวนมากเขียน P ตัวพิมพ์ใหญ่และมีเลขศูนย์นำหน้า เช่น P = 0.03 (ให้ตรวจคำแนะนำผู้เขียนของวารสารเป้าหมาย) ขณะที่วารสารที่ใช้รูปแบบ APA ฉบับที่ 7 ใช้ตัวเอียงพิมพ์เล็กและไม่ใส่ศูนย์นำหน้าค่าที่เกิน 1 ไม่ได้ เช่น p = .03 [4] ทั้งสองแบบถูกต้องในระบบของตัวเอง ที่ผิดคือการผสมสองระบบในบทความเดียว ความผิดพลาดเรื่องตัวเลขไม่ใช่เรื่องเล็ก งานของ Nuijten และคณะตรวจค่า P มากกว่า 250,000 ค่าจากวารสารจิตวิทยาแปดฉบับระหว่างปี 1985–2013 พบว่าครึ่งหนึ่งของบทความที่ใช้การทดสอบสมมติฐานมีค่า P อย่างน้อยหนึ่งค่าที่ไม่สอดคล้องกับค่าสถิติทดสอบและองศาอิสระ และหนึ่งในแปดของบทความมีความคลาดเคลื่อนรุนแรงที่อาจเปลี่ยนข้อสรุปทางสถิติ [5] นี่คือเหตุผลที่ควรรายงานค่าสถิติทดสอบ องศาอิสระ และค่า P ให้ครบ เพื่อให้ผู้อ่านคำนวณย้อนกลับได้

ตาราง ข้อความ หรือภาพ: กฎตัดสินใจเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน

ICMJE ระบุว่าตารางช่วยแสดงข้อมูลอย่างกระชับและให้ความละเอียดได้ตามต้องการ การย้ายข้อมูลไปไว้ในตารางมักช่วยให้เนื้อความสั้นลง แต่ต้องจำกัดตารางและภาพไว้เฉพาะที่จำเป็นต่อการอธิบายประเด็นของบทความ ให้ใช้กราฟแทนตารางที่มีข้อมูลจำนวนมาก และห้ามแสดงข้อมูลชุดเดียวกันซ้ำทั้งในกราฟและตาราง [1] SAMPL อธิบายบทบาทไว้สั้น ๆ ว่าตารางให้ค่าที่แน่นอน ส่วนภาพให้ภาพรวมของข้อมูล [3] สองหลักนี้นำมาสร้างเป็นกฎตัดสินใจได้ดังภาพที่ 1

แผนภาพตัดสินใจในส่วน results section ว่าควรเขียนผลในเนื้อความ ทำตาราง หรือทำภาพ ตามจำนวนตัวเลขและสิ่งที่ผู้อ่านต้องการ
ภาพที่ 1: กฎตัดสินใจว่าจะรายงานผลแต่ละข้อในเนื้อความ ตาราง หรือภาพ และหน้าที่ของเนื้อความเมื่อมีตารางหรือภาพแล้ว ที่มา: สร้างจากหลักของ ICMJE [1] และ SAMPL [3] เกณฑ์ราว 3–4 ค่าเป็นแนวปฏิบัติเชิงบรรณาธิการ ไม่ใช่ตัวเลขที่แนวปฏิบัติกำหนด

วิธีใช้คือถามทีละผลลัพธ์ ถ้าผลข้อนั้นมีตัวเลขน้อย เช่น การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสองกลุ่มที่มีผลต่าง 95% CI และค่า P ก็เขียนในประโยคเดียวได้โดยไม่ต้องสร้างตาราง ถ้ามีหลายตัวแปร หลายกลุ่ม หรือหลายช่วงเวลา ให้ถามต่อว่าผู้อ่านต้องการค่าที่แน่นอนเพื่อนำไปเทียบหรือรวมกับการศึกษาอื่น หรือต้องการเห็นรูปแบบ เช่น แนวโน้มตามเวลาหรือการกระจายของข้อมูล คำตอบแรกนำไปสู่ตาราง คำตอบหลังนำไปสู่ภาพ

เมื่อเลือกตารางหรือภาพแล้ว เนื้อความไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนหน้าที่เป็นการชี้ผลสำคัญหนึ่งถึงสองข้อพร้อมอ้างหมายเลขตาราง ตัวอย่างที่ผิดคือ “Table 2 shows that the mean age was 45.2, the mean BMI was 24.1, 62% were female…” ซึ่งเป็นการอ่านตารางให้ฟัง ตัวอย่างที่ถูกคือ “Baseline characteristics were similar between groups (Table 2).” แล้วพูดถึงเฉพาะตัวแปรที่ไม่สมดุลหรือมีผลต่อการตีความ ข้อกำหนดของวารสารไทยก็ไปทางเดียวกัน Siriraj Medical Journal ขอให้ใช้ตารางอย่างประหยัดและให้ข้อมูลในตาราง “ไม่ซ้ำกับผลที่บรรยายไว้ที่อื่นในบทความ” และจำกัดบทความต้นฉบับไว้ไม่เกิน 3,500 คำ (ไม่รวมเอกสารอ้างอิง) กับตารางและภาพรวมกันไม่เกิน 6 รายการ [6] เมื่อมีพื้นที่จำกัดขนาดนี้ การเขียนซ้ำจึงทำให้เสียทั้งจำนวนคำและโควตาตาราง

ตัวอย่างทีละขั้น: จากผลวิเคราะห์สู่ย่อหน้า Results

สมมติการทดลองโปรแกรมให้ความรู้ในนักศึกษา 120 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 60 คน ผลลัพธ์หลักคือคะแนนความรู้ ผลลัพธ์รองคือสัดส่วนผู้ผ่านเกณฑ์ ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลสมมติเพื่อการสอน และคำนวณตามสูตรมาตรฐานตามขั้นตอนด้านล่าง

  1. เรียงลำดับตาม Methods: ผลลัพธ์หลักก่อน (คะแนนความรู้) แล้วจึงผลลัพธ์รอง (สัดส่วนผู้ผ่านเกณฑ์) [1]
  2. คำนวณขนาดผล: ผลต่างค่าเฉลี่ย = 78.4 − 72.1 = 6.3 คะแนน SD รวม (pooled) = √[(59 × 9.6² + 59 × 10.3²)/118] ≈ 9.96 ค่า SE ของผลต่าง = 9.96 × √(2/60) ≈ 1.82 ได้ t(118) = 6.3/1.82 ≈ 3.47 และ 95% CI = 6.3 ± 1.98 × 1.82 = 2.7 ถึง 9.9 คะแนน ค่า P ≈ 0.0007 จึงรายงานเป็น P < 0.001
  3. ผลลัพธ์สองค่า ให้ทั้งสัมบูรณ์และสัมพัทธ์: 42/60 = 70.0% และ 30/60 = 50.0% ผลต่างสัดส่วน 20.0 จุดร้อยละ (95% CI 2.8 ถึง 37.2) และ RR = 0.700/0.500 = 1.40 (95% CI 1.03 ถึง 1.89) [2] ค่า χ²(1) = 5.00 ให้ P = 0.025 ซึ่งตามรูปแบบ SAMPL ปัดเป็น P = 0.03 แต่ถ้าวารสารใช้ APA จะเขียน p = .025
  4. ตัดสินใจรูปแบบ: มีสองผลลัพธ์ แต่ละผลลัพธ์มีราว 5–6 ตัวเลข จึงทำตารางที่ 3 และให้เนื้อความชี้เฉพาะผลต่างและขนาดผล ไม่อ่านค่า SD ทุกกลุ่มซ้ำ
  5. ตรวจความสอดคล้อง: ตัวเลขในเนื้อความ ตาราง และบทคัดย่อต้องตรงกันทุกตัว และค่าสถิติต้องคำนวณย้อนกลับได้ เพราะงานของ Nuijten และคณะพบความไม่สอดคล้องของค่า P ในครึ่งหนึ่งของบทความจิตวิทยาที่ใช้การทดสอบสมมติฐาน [5]

ตารางที่ 3: ตัวอย่างสมมติ ผลการทดลองโปรแกรมให้ความรู้ในนักศึกษา 120 คน

ผลลัพธ์กลุ่มทดลอง (n = 60)กลุ่มควบคุม (n = 60)ขนาดผล (95% CI)P
คะแนนความรู้, mean (SD)78.4 (9.6)72.1 (10.3)ผลต่างค่าเฉลี่ย 6.3 (2.7 ถึง 9.9)< 0.001
ผ่านเกณฑ์, n/N (%)42/60 (70.0)30/60 (50.0)ผลต่างสัดส่วน 20.0 จุดร้อยละ (2.8 ถึง 37.2); RR 1.40 (1.03 ถึง 1.89)0.03

ข้อมูลสมมติเพื่อการสอน คำนวณตามสูตรมาตรฐาน: ผลต่างค่าเฉลี่ยใช้ t-test แบบ pooled SD, t(118) = 3.47, P = 0.0007; ผลต่างสัดส่วนใช้ Wald CI; RR ใช้ log method; χ²(1) = 5.00 (ไม่ปรับ continuity correction), P = 0.025

ฉบับร่าง (ยังไม่ผ่าน)

From Table 3, it was found that the experimental group had knowledge score 78.4 ± 9.6 and the control group had 72.1 ± 10.3, which was significantly different (p = 0.000). Moreover, 70% of the experimental group passed the criteria while only 50% of the control group passed, showing that the program is very effective.

ฉบับแก้ไข

Mean knowledge scores were higher in the intervention group than in the control group (mean difference 6.3 points, 95% CI 2.7 to 9.9; P < 0.001; Table 3). Forty-two of 60 participants (70.0%) in the intervention group and 30 of 60 (50.0%) in the control group met the passing criterion (risk difference 20.0 percentage points, 95% CI 2.8 to 37.2; relative risk 1.40, 95% CI 1.03 to 1.89; P = 0.03).

สังเกตสิ่งที่เปลี่ยนไป ฉบับแก้ไขเริ่มประโยคด้วยผลลัพธ์ ไม่ใช่ด้วยตาราง ใช้ past tense ตัด ± และ p = 0.000 ออก เพิ่มตัวเศษและตัวส่วน เพิ่มขนาดผลพร้อม 95% CI ทั้งแบบสัมบูรณ์และสัมพัทธ์ ขึ้นต้นประโยคที่สองด้วยตัวเลขที่สะกดเป็นคำ (Forty-two) และตัดวลี “showing that the program is very effective” ออก เพราะเป็นการตีความที่ควรอยู่ใน Discussion และยังเกินกว่าที่ข้อมูลบอกได้

Tense และสำนวน: แปลงประโยคไทยเป็นภาษาอังกฤษ

คู่มือ APA ฉบับที่ 7 แนะนำให้ใช้ past tense เมื่อบรรยายผลการวิจัย และใช้ present tense เมื่ออภิปรายความหมายของผลและสรุป [4] ในทางปฏิบัติ ประโยคที่บรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นในการศึกษาใช้ past tense เช่น Scores increased หรือ Twelve participants withdrew ส่วนประโยคที่ชี้ไปยังตารางหรือภาพซึ่งยังอยู่ในบทความมักใช้ present tense เช่น Table 2 shows the baseline characteristics ประเด็นที่นักวิจัยไทยพลาดบ่อยคือใช้ present tense กับผลทั้งหมด เช่น The intervention group has higher scores ซึ่งทำให้ผลเฉพาะของกลุ่มตัวอย่างฟังเหมือนข้อเท็จจริงทั่วไป ส่วนการเลือกใช้ passive หรือ active voice ในประโยคผลลัพธ์ อ่านเพิ่มได้ที่ Passive Voice ในภาษาอังกฤษวิชาการ

ตารางที่ 2: แปลงประโยคแบบบทที่ 4 ภาษาไทยให้เป็นประโยค Results ภาษาอังกฤษ

ประโยคแบบแปลตรงจากภาษาไทยปัญหาประโยคที่แนะนำ
From Table 2, it was found that… (จากตารางที่ 2 พบว่า…)เริ่มประโยคด้วยตาราง ไม่ใช่ผลลัพธ์Mean scores were higher in the intervention group than in the control group (Table 2).
…was significant at the .05 level. (มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05)ไม่มีขนาดผลและค่า P จริง…(mean difference 6.3 points, 95% CI 2.7 to 9.9; P < 0.001).
There was no difference between groups. (ไม่มีความแตกต่าง)ค่า P ไม่มีนัยสำคัญไม่ได้พิสูจน์ว่าเท่ากันThe difference was not statistically significant (…; 95% CI −1.2 to 4.0; P = 0.29).
The sample consisted of 120 persons… (กลุ่มตัวอย่างจำนวน 120 คน)ใช้คำว่า sample แบบไม่เชิงเทคนิคA total of 120 participants were included.
The results show that… (ผลการวิจัยแสดงว่า)ใช้ present tense กับผลที่เกิดขึ้นแล้วScores increased from… to… (past tense) และใช้ present เฉพาะเมื่อชี้ไปที่ตาราง เช่น Table 2 shows…
Group A tended to be better (p = 0.08).ชี้นำให้ตีความว่าได้ผลThe proportion was 58.3% vs 45.0% (difference …, 95% CI …; P = 0.08). แล้วปล่อยการตีความไว้ที่ Discussion

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่ข้อมูลจริง ข้อสังเกตเรื่องคำว่า sample และ significant มาจาก ICMJE [1] เรื่อง tense อ้างอิงคู่มือ APA [4] (APA กำหนดเฉพาะ past tense สำหรับการรายงานผลและ present tense สำหรับการอภิปรายความหมาย ส่วนการใช้ present tense เมื่อชี้ไปที่ตารางเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในการเขียน ไม่ใช่ข้อกำหนดของ APA)

อีกเรื่องที่ ICMJE เตือนไว้โดยตรงคือ อย่าใช้คำศัพท์สถิติในความหมายทั่วไป ได้แก่ random, normal, significant, correlations และ sample [1] ตัวอย่างเช่น ถ้าเขียน a significant increase ผู้อ่านจะเข้าใจว่ามีการทดสอบทางสถิติและมีนัยสำคัญ หากหมายถึงแค่ “เพิ่มขึ้นมาก” ให้ใช้ a substantial increase หรือดีกว่านั้นคือให้ตัวเลข คำว่า random ก็ควรใช้เฉพาะเมื่อมีกระบวนการสุ่มจริง ไม่ใช่แปลจากคำว่า “เลือกมาแบบสุ่ม ๆ” ที่หมายถึงตามสะดวก ข้อผิดพลาดภาษาอังกฤษอื่นที่พบบ่อยดูได้ที่ ข้อผิดพลาดภาษาอังกฤษที่นักวิจัยไทยมักพบ

ระวัง spin: รายงานผลที่ไม่มีนัยสำคัญอย่างตรงไปตรงมา

Results ที่ถูกต้องทางตัวเลขยังอาจชี้นำผู้อ่านได้ Boutron และคณะนิยาม spin ว่าเป็นกลยุทธ์การรายงานที่เน้นว่าการรักษาในกลุ่มทดลองได้ผล ทั้งที่ผลลัพธ์หลักไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ หรือดึงความสนใจผู้อ่านออกจากผลที่ไม่มีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะมีเจตนาใด ทีมนี้ตรวจรายงานการทดลองแบบสุ่ม 616 เรื่องที่ตีพิมพ์ในเดือนธันวาคม 2006 คัดได้ 72 เรื่องที่ผลลัพธ์หลักไม่มีนัยสำคัญ และพบ spin ในส่วน Results ของเนื้อความ 21 เรื่อง (29.2%; 95% CI 19.0%–41.1%) ในส่วน Discussion 31 เรื่อง (43.1%) และในส่วน Conclusions 36 เรื่อง (50.0%) ส่วนในบทคัดย่อ พบในส่วน Results 27 เรื่อง (37.5%) และในส่วน Conclusions 42 เรื่อง (58.3%) และมีรายงานมากกว่าร้อยละ 40 ที่พบ spin อย่างน้อยสองส่วนในเนื้อความหลัก [7]

กราฟแท่งร้อยละของรายงาน RCT 72 เรื่องที่พบ spin ในชื่อเรื่อง บทคัดย่อ และส่วน Results Discussion Conclusions จากงานของ Boutron และคณะ 2010
ภาพที่ 2: ร้อยละของรายงานการทดลองแบบสุ่ม 72 เรื่อง (ผลลัพธ์หลักไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ) ที่พบ spin ในแต่ละส่วนของบทความ พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95% ที่มา: Boutron และคณะ (2010) [7] ตัวเลขจากบทคัดย่อของบทความต้นฉบับ

ข้อมูลนี้บอกว่าในกลุ่มรายงานที่ผลลัพธ์หลักไม่มีนัยสำคัญ มีราว 3 ใน 10 เรื่อง (21 จาก 72) ที่พบ spin ตั้งแต่ส่วน Results ของเนื้อความแล้ว ไม่ใช่แค่ใน Discussion วิธีป้องกันในทางปฏิบัติคือ รายงานผลลัพธ์หลักก่อนเสมอแม้จะไม่มีนัยสำคัญ ให้ขนาดผลและ 95% CI เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่าข้อมูลสอดคล้องกับผลขนาดใดได้บ้าง ระบุการวิเคราะห์กลุ่มย่อยหรือการวิเคราะห์ที่ไม่ได้วางแผนไว้ว่าเป็นการวิเคราะห์เชิงสำรวจ ตามที่ SAMPL กำหนด [3] และหลีกเลี่ยงวลีอย่าง tended to หรือ marginally significant ซึ่งเป็นการตีความ ไม่ใช่การรายงาน ถ้าค่า P = 0.08 ก็รายงานว่า 0.08 พร้อมช่วงความเชื่อมั่น แล้วปล่อยให้ Discussion อธิบายอย่างระมัดระวัง

บริบทไทย: วารสาร ThaiJO และนิสัยจากบทที่ 4

วารสารไทยในระบบ ThaiJO ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) จำนวนมากเขียนข้อกำหนดของส่วนผลการวิจัยไว้ในคำแนะนำผู้เขียน ตัวอย่างเช่น Journal of Interdisciplinary Development (Humanities and Social Sciences) กำหนดว่าผลการวิจัยต้อง “ตอบวัตถุประสงค์ทุกข้อ เสนอผลที่พบตามวัตถุประสงค์การวิจัยตามลำดับอย่างชัดเจน” และรูปภาพที่นำเสนอต้อง “มีรายละเอียดของข้อมูลครบถ้วนและเข้าใจได้โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปอ่านที่เนื้อความอีก” [8] ข้อกำหนดหลังนี้คือเหตุผลเดียวกับที่ ICMJE ให้ชื่อตารางสั้นแต่อธิบายตัวเองได้ [1] ส่วนวารสารการแพทย์ที่ตีพิมพ์ภาษาอังกฤษอย่าง Siriraj Medical Journal กำหนดโครงบทความต้นฉบับให้มีหัวข้อสถิติแยกก่อน Results และจำกัดทั้งจำนวนคำและจำนวนตารางกับภาพ [6]

ปัญหาที่อาจพบในต้นฉบับที่แปลงจากวิทยานิพนธ์ไทยคือการยกรูปแบบบทที่ 4 ของวิทยานิพนธ์มาทั้งบท ซึ่งมีตารางแยกต่อสมมติฐาน ตามด้วยย่อหน้า “จากตารางที่ 4.x พบว่า” ที่อ่านทุกค่าในตารางซ้ำ ในเล่มวิทยานิพนธ์รูปแบบนี้อาจเป็นที่ยอมรับตามคู่มือของบัณฑิตวิทยาลัย แต่ในบทความวารสารที่จำกัดตารางไว้ 6 รายการ วิธีที่ได้ผลคือรวมตารางที่ใช้ตัวแปรชุดเดียวกัน ย้ายตารางรองไปไว้ในเอกสารเสริม (supplementary material) ซึ่ง ICMJE อนุญาตไว้ [1] และเขียนเนื้อความเฉพาะผลที่ตอบคำถามวิจัย อีกจุดหนึ่งคือการรายงานแค่ “มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05” ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไปในรายงานภาษาไทย เมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษสำหรับวารสารนานาชาติ ควรเปลี่ยนเป็นค่า P จริงพร้อมขนาดผลและ 95% CI ตามตารางที่ 1

สรุป

เช็กลิสต์ก่อนส่ง results section:

  • ผลลัพธ์ทุกตัวที่ประกาศไว้ใน Methods ปรากฏใน Results และเรียงจากผลลัพธ์หลักไปผลลัพธ์รอง
  • ร้อยละทุกค่ามีตัวเศษและตัวส่วน เช่น 42/60 (70.0%)
  • ใช้ mean (SD) สำหรับข้อมูลกระจายปกติ และ median (IQR ขอบล่าง–ขอบบน) สำหรับข้อมูลเบ้ ไม่ใช้ ± และไม่ใช้ SE แทนการกระจาย
  • ผลลัพธ์หลักมีขนาดผลพร้อม 95% CI และผลลัพธ์แบบสองค่ามีทั้งค่าสัมบูรณ์และสัมพัทธ์
  • ค่า P เป็นค่าจริง ไม่มี p = 0.000 หรือ NS และใช้รูปแบบเดียวตามวารสารตลอดทั้งบทความ
  • เนื้อความไม่อ่านตารางซ้ำ และข้อมูลชุดเดียวกันไม่อยู่ทั้งในตารางและกราฟ
  • ใช้ past tense กับผล ใช้ present tense เมื่อชี้ไปที่ตารางหรือภาพ และไม่ใช้ significant, random, sample ในความหมายทั่วไป
  • ไม่มีการตีความหรือวลีชี้นำ เช่น tended to, marginally significant ในส่วนผล
  • ตัวเลขในบทคัดย่อ เนื้อความ และตารางตรงกันทุกตัว

Results ที่ดีไม่ได้ยาวที่สุด แต่ตรวจสอบได้และอ่านจบได้เร็ว หากต้องการให้บรรณาธิการที่มีวุฒิปริญญาเอกหรือแพทยศาสตร์ในสาขาของคุณตรวจทั้งภาษาอังกฤษ tense รูปแบบตัวเลข และความสอดคล้องระหว่างเนื้อความกับตารางก่อนส่งวารสาร ดูรายละเอียดบริการ แก้ไขบทความ ของ Editverse เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ และไม่มีใครรับประกันการตอบรับตีพิมพ์ได้

คำถามที่พบบ่อย

Results section ควรใช้ tense อะไร

ใช้ past tense กับผลการศึกษา และใช้ present tense เมื่อชี้ไปที่ตารางหรือภาพ

ร้อยละควรรายงานอย่างไร

ร้อยละทุกค่าต้องมีตัวเศษและตัวส่วน เช่น 42/60 (70.0%)

เขียน marginally significant ได้หรือไม่

ไม่ควร หลีกเลี่ยงวลีชี้นำอย่าง tended to หรือ marginally significant และรายงานผลที่ไม่มีนัยสำคัญอย่างตรงไปตรงมา

เอกสารอ้างอิง

  1. International Committee of Medical Journal Editors (ICMJE). (n.d.). Recommendations for the Conduct, Reporting, Editing, and Publication of Scholarly Work in Medical Journals, Section IV.A.3: Manuscript sections (Results; Tables). Retrieved October 2026, from https://www.icmje.org/recommendations/browse/manuscript-preparation/preparing-for-submission.html
  2. Hopewell, S., Chan, A.-W., Collins, G. S., Hróbjartsson, A., Moher, D., Schulz, K. F., … Boutron, I. (2025). CONSORT 2025 statement: Updated guideline for reporting randomised trials. BMJ, 389, e081123. doi:10.1136/bmj-2024-081123 PMID: 40228833
  3. Lang, T. A., & Altman, D. G. (2015). Basic statistical reporting for articles published in biomedical journals: The “Statistical Analyses and Methods in the Published Literature” or the SAMPL Guidelines. International Journal of Nursing Studies, 52(1), 5–9. doi:10.1016/j.ijnurstu.2014.09.006 PMID: 25441757 (ฉบับเต็มเผยแพร่ที่ EQUATOR Network: https://www.equator-network.org/reporting-guidelines/sampl/)
  4. American Psychological Association. (2020). Publication manual of the American Psychological Association (7th ed.). American Psychological Association. doi:10.1037/0000165-000
  5. Nuijten, M. B., Hartgerink, C. H. J., van Assen, M. A. L. M., Epskamp, S., & Wicherts, J. M. (2016). The prevalence of statistical reporting errors in psychology (1985–2013). Behavior Research Methods, 48(4), 1205–1226. doi:10.3758/s13428-015-0664-2 PMID: 26497820
  6. Siriraj Medical Journal. (n.d.). Submissions: Author guidelines (Original Article; Tables). Retrieved October 2026, from https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sirirajmedj/about/submissions
  7. Boutron, I., Dutton, S., Ravaud, P., & Altman, D. G. (2010). Reporting and interpretation of randomized controlled trials with statistically nonsignificant results for primary outcomes. JAMA, 303(20), 2058–2064. doi:10.1001/jama.2010.651 PMID: 20501928
  8. Journal of Interdisciplinary Development (Humanities and Social Sciences). (n.d.). Submissions: คำแนะนำการเตรียมต้นฉบับ หัวข้อ ผลการวิจัย (Results). Retrieved October 2026, from https://so07.tci-thaijo.org/index.php/IDHS/about/submissions

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *