ชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษ: ตั้งอย่างไรให้ชัดและถูกค้นเจอ
ชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษที่ดีต้องบอกให้ผู้อ่านและฐานข้อมูลรู้ทันทีว่าศึกษาอะไร ในใคร ด้วยรูปแบบใด โดยความยาวสำคัญน้อยกว่าความแม่นยำของคำ บทความนี้สรุปหลักฐานจากงานวิจัยเรื่องชื่อเรื่องกับการอ้างอิง เทียบโครงสร้างชื่อเรื่องที่ใช้จริง และแสดงวิธีแก้ชื่อที่แปลตรงจากภาษาไทยทีละขั้น
ชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษทำหน้าที่อะไรบ้าง
ชื่อเรื่องเป็นส่วนเดียวของบทความที่ทุกคนอ่าน ตั้งแต่บรรณาธิการที่คัดกรองต้นฉบับ ผู้ทบทวนที่ตัดสินใจว่าจะรับงานหรือไม่ ไปจนถึงนักวิจัยที่เลื่อนผ่านผลการค้นหาหลายร้อยรายการ คำแนะนำของคณะกรรมการบรรณาธิการวารสารการแพทย์นานาชาติ (ICMJE) นิยามชื่อเรื่องว่าเป็น “คำอธิบายที่กลั่นจากบทความทั้งเรื่อง” และควรมีข้อมูลที่เมื่อรวมกับบทคัดย่อแล้วทำให้การค้นคืนทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งไวและจำเพาะ ICMJE ยังระบุว่าแนวทางการรายงานแนะนำให้ใส่รูปแบบการศึกษาในชื่อเรื่อง โดยเฉพาะการทดลองแบบสุ่มและการทบทวนอย่างเป็นระบบ และวารสารบางแห่งต้องการ short title ซึ่งมักไม่เกิน 40 ตัวอักษรรวมช่องว่าง [1]
หน้าที่ด้านการค้นคืนเห็นได้ชัดใน PubMed ซึ่งมีช่องค้นเฉพาะชื่อเรื่อง [ti] สำหรับคำและตัวเลขที่อยู่ในชื่อเรื่อง และช่อง [tiab] ที่รวมชื่อเรื่อง บทคัดย่อ และคำสำคัญของผู้เขียน [2] ผู้ทำการทบทวนวรรณกรรมมักใช้ช่องเหล่านี้สร้างกลยุทธ์การค้น ถ้าคำหลักของงานคุณไม่อยู่ในชื่อเรื่องหรือบทคัดย่อ โอกาสถูกพบก็ลดลงทันที วารสารไทยก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้เช่นกัน คำแนะนำผู้แต่งของจดหมายเหตุทางแพทย์ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย (Journal of the Medical Association of Thailand) ระบุตรง ๆ ว่าชื่อเรื่องต้องสั้น เจาะจง และชัดเจน [3]
ดังนั้นชื่อเรื่องจึงมีสามหน้าที่พร้อมกัน คือ บอกเนื้อหาให้ถูกต้อง ทำให้ถูกค้นเจอ และจูงใจให้คนคลิกอ่านต่อ สองหน้าที่แรกเป็นเรื่องที่วัดได้และควบคุมได้ ส่วนหน้าที่สุดท้ายขึ้นกับคุณภาพของงานเองมากกว่าเทคนิคการตั้งชื่อ ชื่อเรื่องยังเป็นคู่หูของบทคัดย่อ ถ้าชื่อเรื่องดึงผู้อ่านเข้ามาได้ บทคัดย่อคือส่วนที่ตัดสินว่าเขาจะอ่านต่อหรือไม่ ดูวิธีเขียนส่วนนั้นได้ที่ เขียนบทคัดย่อให้โดน
ชื่อสั้นหรือยาวดีกว่า: หลักฐานจากงานวิจัย
คำแนะนำที่นักวิจัยไทยได้ยินบ่อยคือ “ชื่อเรื่องยิ่งสั้นยิ่งดี” หลักฐานที่มีอยู่ซับซ้อนกว่านั้น งานที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดคือ Letchford และคณะ (2015) ซึ่งวิเคราะห์บทความที่ถูกอ้างอิงสูงสุด 20,000 เรื่องในแต่ละปีจาก Scopus ช่วงปี 2007–2013 รวม 140,000 รายการ โดยนับความยาวชื่อเป็นจำนวนตัวอักษร ผลคือบทความที่ชื่อสั้นกว่าได้รับการอ้างอิงมากกว่า แต่ขนาดความสัมพันธ์ระดับบทความเล็กมาก (Kendall’s τ = −0.07 สำหรับปี 2010) และเมื่อควบคุมผลของวารสารแล้ว ความสัมพันธ์ระดับบทความไม่มีนัยสำคัญในปี 2011–2013 ข้อค้นพบที่ชัดกว่าอยู่ที่ระดับวารสาร คือวารสารที่ตีพิมพ์บทความชื่อสั้นได้รับการอ้างอิงต่อบทความมากกว่า (τ = −0.19) [4]
งานอื่นให้ผลต่างออกไป Habibzadeh และ Yadollahie (2010) ศึกษาบทความ 9,031 เรื่องจาก 22 วารสาร พบว่าโดยรวมชื่อยาวกลับสัมพันธ์กับการอ้างอิงที่มากกว่า (Spearman ρ = 0.266 เมื่อนับเป็นตัวอักษร) และความสัมพันธ์นี้ชัดในวารสารที่มี impact factor มากกว่า 10 ถึง 7 ใน 8 วารสาร แต่พบเพียง 2 ใน 14 วารสารที่ impact factor ต่ำกว่านั้น [5] Jacques และ Sebire (2010) ซึ่งเทียบบทความที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดกับน้อยที่สุดในวารสารการแพทย์ พบว่าชื่อยาว การมีโคลอน และการมีตัวย่อสัมพันธ์กับการอ้างอิงที่มากกว่า ขณะที่การระบุชื่อประเทศในชื่อเรื่องสัมพันธ์กับการอ้างอิงที่น้อยกว่า [6]
ฝั่งที่ไม่พบความสัมพันธ์ก็มี Fox และ Burns (2015) ใช้ข้อมูลต้นฉบับที่ส่งวารสาร Functional Ecology พบว่าจำนวนคำในชื่อเรื่องไม่ทำนายการอ้างอิง ส่วนชื่อความยาวปานกลางผ่านการพิจารณาของบรรณาธิการได้ดีกว่าเล็กน้อย และชื่อที่เน้นประเด็นเชิงแนวคิดกว้างทำได้ดีกว่าชื่อที่ระบุชื่อสิ่งมีชีวิตเฉพาะ [7] Njire Braticevic และคณะ (2020) ศึกษาบทความต้นฉบับ 2,623 เรื่องใน 30 วารสารเทคโนโลยีการแพทย์ ไม่พบสหสัมพันธ์ที่มีความหมายระหว่างจำนวนคำกับการอ้างอิง (r = 0.07) แต่ชื่อแบบบอกข้อค้นพบถูกอ้างอิงมากกว่าแบบบรรยาย [8] และ Chokshi และคณะ (2016) พบในวารสารรังสีวิทยาสามฉบับว่าทุกคำที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับการอ้างอิงเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 และ 1.6 ในสองวารสาร แต่ลดลงร้อยละ 0.8 ในอีกวารสารหนึ่ง [9]

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติจากหลักฐานทั้งหมดนี้คือ งานทุกชิ้นเป็นการศึกษาเชิงสังเกต ซึ่งบอกได้เพียงความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่าการตัดหรือเติมคำจะทำให้การอ้างอิงเปลี่ยน และขนาดผลส่วนใหญ่เล็กเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น เช่น คุณภาพงาน วารสารที่ตีพิมพ์ และหัวข้อ เป้าหมายจึงไม่ใช่ตัวเลขจำนวนคำที่ “ดีที่สุด” แต่คือชื่อที่ไม่มีคำเปล่าประโยชน์ และมีคำที่ผู้อ่านในสาขาจะใช้ค้นครบถ้วน แล้วจึงปรับให้อยู่ในขีดจำกัดของวารสารเป้าหมาย
รูปแบบโครงสร้างชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษและตัวอย่างจริง
Jamali และ Nikzad (2011) แบ่งชื่อเรื่องเป็นแบบบรรยาย (descriptive) แบบบอกข้อค้นพบ (declarative หรือ indicative) และแบบคำถาม แล้ววิเคราะห์บทความ 2,172 เรื่องจากวารสาร PLoS หกฉบับ พบว่าชื่อแบบคำถามถูกดาวน์โหลดมากกว่าแต่ถูกอ้างอิงน้อยกว่าแบบอื่น ชื่อยาวถูกดาวน์โหลดน้อยลงเล็กน้อย และชื่อที่มีโคลอนมักยาวกว่าและได้ทั้งการดาวน์โหลดและการอ้างอิงน้อยกว่า [10] ซึ่งตรงข้ามกับผลเรื่องโคลอนในวารสารรังสีวิทยา [9] ตารางด้านล่างสรุปสี่รูปแบบที่พบบ่อยพร้อมตัวอย่างที่ตีพิมพ์จริง
ตารางที่ 1: รูปแบบโครงสร้างชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษที่พบบ่อย พร้อมตัวอย่างจากบทความที่ตีพิมพ์จริง
| รูปแบบ | ตัวอย่างจริง | จุดแข็ง | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| บรรยายหัวข้อ (descriptive) | Article title type and its relation with the number of downloads and citations [10] | เป็นกลาง ใช้ได้กับทุกผลลัพธ์ รวมถึงผลที่ไม่มีนัยสำคัญ | ถ้าใส่คำกว้าง ๆ มากเกินไปจะยาวแต่ไม่ได้บอกอะไรเพิ่ม |
| บอกข้อค้นพบ (declarative) | The advantage of short paper titles [4] | ผู้อ่านรู้ข้อสรุปทันที งานหนึ่งพบว่าบทความต้นฉบับที่ใช้ชื่อแบบนี้ถูกอ้างอิงมากกว่าแบบบรรยาย [8] | ใช้เมื่อหลักฐานแข็งแรงพอเท่านั้น และวารสารบางแห่งไม่สนับสนุน |
| ตั้งเป็นคำถาม (question) | Are shorter article titles more attractive for citations? Cross-sectional study of 22 scientific journals [5] | ดึงความสนใจ เหมาะกับประเด็นที่ยังถกเถียง | ในวารสาร PLoS ชื่อแบบคำถามถูกดาวน์โหลดมากกว่าแต่ถูกอ้างอิงน้อยกว่า [10] |
| ชื่อหลัก + โคลอน + รูปแบบการศึกษา | Determinants of Glycemic Control in Thai Adults with Insulin-Treated Type 2 Diabetes Mellitus: A Cross-Sectional Study [11] | ตอบข้อกำหนดของแนวทางการรายงาน และช่วยให้ผู้คัดกรองงานทบทวนวรรณกรรมเห็นรูปแบบทันที | ผลเรื่องโคลอนกับการอ้างอิงไม่สอดคล้องกันระหว่างการศึกษา [10] [9] |
ชื่อเรื่องทุกรายการคัดลอกจากเมทาดาตาของ Crossref และ PubMed โดยไม่แก้ไข

ภาพที่ 2 แสดงว่าแม้งานที่ศึกษาเรื่องชื่อเรื่องเองก็ใช้ชื่อยาวต่างกันมาก ชื่อที่ยาวที่สุดคือรายงานการทดลองแบบสุ่มของวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ใหญ่ไทย ยาว 217 ตัวอักษรหรือ 30 คำ [12] ชื่อนี้ยาวเพราะต้องบอกรูปแบบการทดลอง ชนิดวัคซีน สูตรการฉีด สารร่วม และประชากร ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่ผู้อ่านเฉพาะทางต้องใช้ตัดสินว่างานนี้เกี่ยวกับคำถามของเขาหรือไม่ ส่วนชื่อที่สั้นที่สุด 35 ตัวอักษรของ Letchford และคณะ สั้นได้เพราะหัวข้อแคบและข้อค้นพบสื่อได้ในวลีเดียว [4] ความยาวที่เหมาะจึงขึ้นกับจำนวนองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการระบุงาน ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว
เมื่อแนวทางการรายงานกำหนดสิ่งที่ต้องอยู่ในชื่อเรื่อง
สำหรับงานทางการแพทย์และสุขภาพ แนวทางการรายงานหลักกำหนดเนื้อหาของชื่อเรื่องไว้ชัดเจน CONSORT 2025 ข้อ 1a กำหนดให้ระบุว่าเป็นการทดลองแบบสุ่ม [13] STROBE ข้อ 1(a) ให้ระบุรูปแบบการศึกษาด้วยคำที่ใช้ทั่วไปในชื่อเรื่องหรือบทคัดย่อ [14] และ PRISMA 2020 ข้อ 1 ให้ระบุว่ารายงานเป็นการทบทวนอย่างเป็นระบบ [15] การเติม “: a randomised controlled trial” หรือ “: a systematic review and meta-analysis” ท้ายชื่อเรื่องจึงไม่ใช่การเพิ่มความยาวโดยไม่จำเป็น แต่เป็นข้อมูลที่บรรณาธิการและผู้ทำการทบทวนใช้คัดกรอง
ตัวอย่างก่อนและหลังแก้: กฎตัดสินใจ 7 ขั้น
ปัญหาที่พบได้บ่อยในชื่อเรื่องที่แปลจากภาษาไทยไม่ใช่ความยาวเกิน แต่เป็นการแปลโครงสร้างภาษาไทยมาตรง ๆ คำว่า “การศึกษา” “การพัฒนา” หรือ “ปัจจัยที่มีผลต่อ” เป็นธรรมเนียมของชื่อวิจัยภาษาไทย แต่เมื่อแปลเป็น A Study of, The Development of หรือ Factors Affecting จะได้ชื่อที่เปิดด้วยคำที่ผู้อ่านแทบไม่ใช้ค้น และบางครั้งสื่อความเป็นเหตุเป็นผลเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับ กฎตัดสินใจด้านล่างช่วยแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
กฎตัดสินใจ 7 ขั้น สำหรับตั้งชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษ (ทำตามลำดับ)
- เขียนองค์ประกอบหลักแยกเป็นบรรทัด: ประชากร สิ่งที่ศึกษา (intervention หรือ exposure) ผลลัพธ์ บริบท และรูปแบบการศึกษา
- เลือกคำหลัก 2–3 คำที่ผู้อ่านจะพิมพ์ค้น แล้ววางไว้ในครึ่งแรกของชื่อเรื่อง
- ตัดคำที่ไม่บอกข้อมูล เช่น A study of, An investigation of, The development of, Research on
- ตรวจว่ากริยาสอดคล้องกับรูปแบบวิจัย: งานภาคตัดขวางใช้ associated with ไม่ใช้ effect of หรือ affecting
- ถ้าเป็นการทดลองแบบสุ่ม งานสังเกต หรือการทบทวนอย่างเป็นระบบ ให้ระบุรูปแบบการศึกษาตามแนวทางการรายงาน
- เทียบจำนวนตัวอักษรกับข้อกำหนดของวารสาร และเตรียม short title หรือ running head แยกไว้
- ลองค้นคำหลักของคุณใน PubMed ด้วยแท็ก [ti] เพื่อดูว่างานใกล้เคียงใช้คำอะไร แล้วปรับให้ตรงกับภาษาที่สาขาใช้จริง
ตัวอย่างทีละขั้น สมมุติว่าชื่อภาษาไทยคือ “การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับอินซูลินในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง” และผู้เขียนแปลตรงได้ว่า
A Study of Factors Affecting Blood Sugar Control of Type 2 Diabetes Patients Who Received Insulin Injection at One Hospital in Thailand
ขั้น 1 องค์ประกอบคือ ผู้ใหญ่ไทยที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และใช้อินซูลิน ผลลัพธ์คือการควบคุมระดับน้ำตาล รูปแบบคือภาคตัดขวาง ขั้น 2 คำหลักที่สาขาใช้คือ glycemic control และ insulin-treated type 2 diabetes ขั้น 3 ตัด A Study of ขั้น 4 เปลี่ยน Affecting เป็น associated with เพราะข้อมูลภาคตัดขวางบอกความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์เหตุ ขั้น 5 เติม a cross-sectional study ตาม STROBE ข้อ 1a ขั้น 6 ได้ 117 ตัวอักษร ส่วน short title ไม่เกิน 40 ตัวอักษรอาจเป็น
Glycemic control on insulin in Thai T2D (39 ตัวอักษร)
ผลลัพธ์ชื่อเรื่องฉบับเต็ม
Factors associated with glycemic control in Thai adults with insulin-treated type 2 diabetes: a cross-sectional study
เปรียบเทียบกับชื่อจริงที่ตีพิมพ์ในวารสาร Patient Preference and Adherence ซึ่งใช้โครงสร้างเดียวกันเกือบทุกส่วน: Determinants of Glycemic Control in Thai Adults with Insulin-Treated Type 2 Diabetes Mellitus: A Cross-Sectional Study [11]
ตารางที่ 2 แสดงการใช้กฎเดียวกันกับงานสาขาการศึกษา สังเกตว่าฉบับแก้ไขไม่จำเป็นต้องสั้นที่สุดเสมอ ฉบับแรกสั้นลงจาก 135 เหลือ 117 ตัวอักษร แต่ได้รูปแบบการศึกษาและศัพท์มาตรฐานเพิ่มเข้ามา ส่วนฉบับที่สองสั้นลงจาก 112 เหลือ 83 ตัวอักษร เพราะตัดคำนามนำหน้าที่ไม่ได้ให้ข้อมูลออกไป
ตารางที่ 2: ตัวอย่างก่อนและหลังแก้ไขชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษ
| ฉบับร่าง (แปลตรงจากภาษาไทย) | ฉบับแก้ไข | สิ่งที่เปลี่ยน |
|---|---|---|
| A Study of Factors Affecting Blood Sugar Control of Type 2 Diabetes Patients Who Received Insulin Injection at One Hospital in Thailand (135 ตัวอักษร, 22 คำ) | Factors associated with glycemic control in Thai adults with insulin-treated type 2 diabetes: a cross-sectional study (117 ตัวอักษร, 16 คำ) | ตัด A Study of, เปลี่ยน Affecting เป็น associated with ให้ตรงกับรูปแบบภาคตัดขวาง, ใช้ศัพท์ที่ผู้อ่านค้นจริง (glycemic control), เพิ่มรูปแบบการศึกษา |
| The Development of an English Speaking Skill Training Program Based on Task-Based Learning for Grade 10 Students (112 ตัวอักษร, 17 คำ) | Task-based speaking training for Thai grade 10 students: a quasi-experimental study (83 ตัวอักษร, 11 คำ) | ย้ายคำหลัก task-based ขึ้นต้น, ตัด The Development of, ระบุบริบทไทยและรูปแบบการวิจัย |
| ฉบับเดียวกันในรูปแบบบอกข้อค้นพบ | Task-based learning improves English speaking in Thai grade 10 students: a quasi-experimental study (99 ตัวอักษร, 13 คำ) | ใช้ได้เฉพาะเมื่อผลชัดเจนและมีกลุ่มเปรียบเทียบเพียงพอ ถ้าไม่แน่ใจให้คงรูปแบบบรรยาย |
ฉบับร่างเป็นตัวอย่างสมมุติเพื่อการสอน สร้างจากสำนวนแปลตรงที่บรรณาธิการพบบ่อย ฉบับแก้ไขแถวแรกเทียบได้กับชื่อเรื่องจริงของ Riangkam และคณะ (2025) [11] จำนวนตัวอักษรนับรวมช่องว่าง
ข้อควรระวังสำหรับชื่อแบบบอกข้อค้นพบคือ ชื่อลักษณะนี้ให้คำมั่นกับผู้อ่าน ถ้าผลลัพธ์เป็นเพียงความสัมพันธ์จากข้อมูลภาคตัดขวาง หรือได้ผลเฉพาะบางกลุ่มย่อย ชื่อแบบบอกข้อค้นพบจะกล่าวเกินหลักฐาน ซึ่งผู้ทบทวนอาจขอให้แก้ ชื่อแบบบรรยายที่แม่นยำจึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในกรณีส่วนใหญ่
คำสำคัญในชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษ: ทำให้ถูกค้นเจอ
ชื่อเรื่องที่ถูกค้นเจอคือชื่อที่ใช้คำเดียวกับที่ผู้อ่านพิมพ์ค้น หลักปฏิบัติมีดังนี้
- ใช้ศัพท์มาตรฐานของสาขา เช่น glycemic control แทน blood sugar control ในบริบททางคลินิก วิธีตรวจง่าย ๆ คือค้นคำทั้งสองแบบใน PubMed ด้วยแท็ก [ti] แล้วดูว่างานในวารสารเป้าหมายใช้แบบใด [2]
- วางคำหลักไว้ต้นชื่อ เพราะรายการผลการค้นหาและบางระบบอาจตัดชื่อยาว ผู้อ่านจึงอาจเห็นเพียงครึ่งแรก
- ระวังตัวย่อ Chokshi และคณะพบว่าตัวย่อในชื่อเรื่องสัมพันธ์กับการอ้างอิงที่มากกว่าในวารสารรังสีวิทยา [9] แต่นั่นใช้ได้กับตัวย่อที่ผู้อ่านในสาขารู้จักทันทีเท่านั้น ตัวย่อที่ตั้งขึ้นเองในงานควรเขียนเต็ม
- ใส่บริบทเมื่อจำเป็นต่อการตีความ Jacques และ Sebire พบว่าการระบุประเทศสัมพันธ์กับการอ้างอิงที่น้อยกว่า [6] แต่ถ้าผลขึ้นกับระบบสุขภาพหรือประชากรไทย การระบุ Thai หรือ Thailand ช่วยให้ผู้อ่านตัดสินความเกี่ยวข้องได้ถูกต้อง สิ่งที่ควรเลี่ยงคือรายละเอียดระดับพื้นที่ที่ไม่เปลี่ยนความหมาย เช่น ชื่อตำบลหรือชื่อโรงพยาบาล ซึ่งควรอยู่ในส่วนวิธีการ
- ไม่ใส่คำที่สื่อเกินข้อมูล เช่น effect, impact หรือ improve ในงานที่ไม่มีการทดลอง
ส่วนคำสำคัญ (keywords) ที่วารสารให้กรอกแยก ใช้เสริมคำค้นที่ไม่มีที่ในชื่อเรื่อง เช่น คำพ้องหรือชื่อเรียกอื่นของตัวแปร เมื่อรวมกับชื่อเรื่องและบทคัดย่อจะเป็นชุดข้อความที่ PubMed ใช้ค้นในช่อง [tiab] [2]
บริบทไทย: ชื่อวิทยานิพนธ์สองภาษาและข้อกำหนดของวารสารไทย
นักศึกษาบัณฑิตศึกษาไทยต้องตั้งชื่อเรื่องสองภาษาตั้งแต่ขั้นโครงร่าง ตัวอย่างเช่น คู่มือการเขียนวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กำหนดให้ปกนอกระบุชื่อวิทยานิพนธ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และให้ชื่อภาษาอังกฤษใช้อักษรตัวใหญ่ที่อักษรตัวแรกของทุกคำ ยกเว้นบุพบทและสันธาน เว้นแต่คำนั้นจะเป็นคำแรกของชื่อ [16] นี่คือรูปแบบ Title Case ซึ่งต่างจากวารสารจำนวนมากที่ใช้ sentence case ในชื่อบทความ เมื่อแปลงวิทยานิพนธ์เป็นบทความวารสาร จึงต้องปรับตัวพิมพ์ตามคำแนะนำผู้แต่งของวารสารนั้น ไม่ใช่คัดลอกจากปกวิทยานิพนธ์
วารสารไทยในฐาน TCI และ ThaiJO แต่ละฉบับมีข้อกำหนดเฉพาะ จดหมายเหตุทางแพทย์ฯ ต้องการชื่อเรื่องที่สั้น เจาะจง และชัดเจน [3] ส่วน Siriraj Medical Journal ให้ใส่ running head ซึ่งไม่บังคับ แต่ถ้าใส่ต้องไม่เกิน 50 ตัวอักษรรวมช่องว่าง [17] ข้อกำหนดลักษณะนี้คือเหตุผลที่ควรเตรียม short title ไว้ตั้งแต่แรก การเลือกวารสารให้เหมาะกับงานก็ส่งผลต่อรูปแบบชื่อเรื่องด้วย ดูแนวทางได้ที่ วิธีเลือกวารสาร Q1 Q2 Q3 Q4
อีกประเด็นที่พบบ่อยคือชื่อภาษาไทยกับภาษาอังกฤษไม่ตรงกัน เช่น ชื่อไทยระบุกลุ่มตัวอย่างแต่ชื่ออังกฤษไม่ระบุ หรือชื่ออังกฤษใช้คำว่า effect ทั้งที่ชื่อไทยใช้คำว่าความสัมพันธ์ ชื่อทั้งสองภาษาควรสื่อองค์ประกอบเดียวกัน แต่ไม่จำเป็นต้องแปลคำต่อคำ เพราะธรรมเนียมการตั้งชื่อของสองภาษาต่างกัน ข้อผิดพลาดภาษาอังกฤษที่เกิดจากการแปลโครงสร้างไทยตรง ๆ มีอีกหลายแบบ ดูเพิ่มได้ที่ ข้อผิดพลาดภาษาอังกฤษที่นักวิจัยไทยมักพบ
สรุป
ใช้รายการนี้ตรวจชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษก่อนส่งวารสารหรือยื่นโครงร่าง
- ชื่อเรื่องบอกประชากร สิ่งที่ศึกษา และผลลัพธ์หลักครบ
- คำหลักที่ผู้อ่านจะค้นอยู่ในครึ่งแรกของชื่อเรื่อง
- ไม่มีคำเปล่าประโยชน์ เช่น A study of, The development of, An investigation of
- กริยาตรงกับรูปแบบวิจัย: associated with สำหรับงานสังเกต และใช้ effect หรือ improve เฉพาะงานทดลอง
- ระบุรูปแบบการศึกษาตาม CONSORT, STROBE หรือ PRISMA เมื่อเกี่ยวข้อง
- ใช้ศัพท์มาตรฐานของสาขา ตรวจด้วยการค้น [ti] ใน PubMed หรือฐานข้อมูลของสาขา
- ตัวย่อในชื่อเรื่องเป็นตัวย่อที่สาขารู้จักทันทีเท่านั้น
- ใช้ชื่อแบบบอกข้อค้นพบเฉพาะเมื่อหลักฐานรองรับ และไม่ใช้คำถามถ้าวารสารไม่นิยม
- ความยาวอยู่ในขีดจำกัดของวารสาร และเตรียม short title หรือ running head ไว้แล้ว
- ตัวพิมพ์ (Title Case หรือ sentence case) ตรงกับคำแนะนำผู้แต่ง
- ชื่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษสื่อองค์ประกอบเดียวกัน
ชื่อเรื่องที่แม่นยำไม่ได้รับประกันว่างานจะได้รับการตีพิมพ์หรือถูกอ้างอิง แต่ช่วยให้งานถึงมือผู้อ่านที่ใช่และลดคำถามจากบรรณาธิการตั้งแต่หน้าแรก หากต้องการให้บรรณาธิการที่มีปริญญาเอกหรือแพทยศาสตรบัณฑิตในสาขาเดียวกับคุณตรวจชื่อเรื่อง บทคัดย่อ และภาษาอังกฤษทั้งต้นฉบับให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของวารสารเป้าหมาย ดูรายละเอียดได้ที่บริการแก้ไขบทความวิชาการ ของเรา เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ
คำถามที่พบบ่อย
ชื่อเรื่องสั้นหรือยาวดีกว่า
ความแม่นยำของคำสำคัญกว่าความยาว ชื่อเรื่องควรบอกประชากร สิ่งที่ศึกษา และผลลัพธ์หลักครบ และอยู่ในขีดจำกัดของวารสาร
คำใดควรตัดออกจากชื่อเรื่อง
คำเปล่าประโยชน์ เช่น A study of, The development of และ An investigation of
ใช้คำว่า effect ในชื่อเรื่องได้เมื่อใด
ใช้ effect หรือ improve เฉพาะงานทดลอง ส่วนงานเชิงสังเกตควรใช้ associated with
เอกสารอ้างอิง
- International Committee of Medical Journal Editors. (n.d.). Preparing a manuscript for submission to a medical journal: Title page. ICMJE Recommendations. https://www.icmje.org/recommendations/browse/manuscript-preparation/preparing-for-submission.html
- National Library of Medicine. (n.d.). PubMed user guide: Search field descriptions and tags. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/help/
- Journal of the Medical Association of Thailand. (n.d.). Submissions: Author guidelines. ThaiJO. https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAThai/about/submissions
- Letchford, A., Moat, H. S., & Preis, T. (2015). The advantage of short paper titles. Royal Society Open Science, 2(8), 150266. doi:10.1098/rsos.150266 PMID: 26361556
- Habibzadeh, F., & Yadollahie, M. (2010). Are shorter article titles more attractive for citations? Cross-sectional study of 22 scientific journals. Croatian Medical Journal, 51(2), 165–170. doi:10.3325/cmj.2010.51.165 PMID: 20401960
- Jacques, T. S., & Sebire, N. J. (2010). The impact of article titles on citation hits: An analysis of general and specialist medical journals. JRSM Short Reports, 1(1), 2. doi:10.1258/shorts.2009.100020 PMID: 21103094
- Fox, C. W., & Burns, C. S. (2015). The relationship between manuscript title structure and success: Editorial decisions and citation performance for an ecological journal. Ecology and Evolution, 5(10), 1970–1980. doi:10.1002/ece3.1480 PMID: 26045949
- Njire Braticevic, M., Babic, I., Abramovic, I., Jokic, A., & Horvat, M. (2020). Title does matter: A cross-sectional study of 30 journals in the Medical Laboratory Technology category. Biochemia Medica, 30(1), 010708. doi:10.11613/BM.2020.010708 PMID: 32063731
- Chokshi, F. H., Kang, J., Kundu, S., & Castillo, M. (2016). Bibliometric analysis of manuscript title characteristics associated with higher citation numbers: A comparison of three major radiology journals, AJNR, AJR, and Radiology. Current Problems in Diagnostic Radiology, 45(6), 356–360. doi:10.1067/j.cpradiol.2016.03.002 PMID: 27162149
- Jamali, H. R., & Nikzad, M. (2011). Article title type and its relation with the number of downloads and citations. Scientometrics, 88(2), 653–661. doi:10.1007/s11192-011-0412-z
- Riangkam, C., Sanguanthammarong, S., & Lertwattanarak, R. (2025). Determinants of glycemic control in Thai adults with insulin-treated type 2 diabetes mellitus: A cross-sectional study. Patient Preference and Adherence, 19, 1909–1922. doi:10.2147/PPA.S521692 PMID: 40636520
- Chansinghakul, D., Tantawichien, T., Limkittikul, K., Ratanasuwan, W., Wang, Y., Petit, C., Guinet-Morlot, F., Frago, C., & Pineda-Peña, A. C. (2024). Randomized controlled trial of the immunogenicity and safety of a serum-free purified Vero rabies vaccine (PVRV-NG2) using a simulated postexposure Zagreb regimen with human rabies immunoglobulin in adults in Thailand. Open Forum Infectious Diseases, 11(11), ofae633. doi:10.1093/ofid/ofae633 PMID: 39544495
- Hopewell, S., Chan, A.-W., Collins, G. S., Hróbjartsson, A., Moher, D., Schulz, K. F., et al. (2025). CONSORT 2025 statement: Updated guideline for reporting randomised trials. BMJ, 389, e081123. doi:10.1136/bmj-2024-081123 PMID: 40228833
- von Elm, E., Altman, D. G., Egger, M., Pocock, S. J., Gøtzsche, P. C., & Vandenbroucke, J. P. (2007). The Strengthening the Reporting of Observational Studies in Epidemiology (STROBE) statement: Guidelines for reporting observational studies. PLoS Medicine, 4(10), e296. doi:10.1371/journal.pmed.0040296 PMID: 17941714
- Page, M. J., McKenzie, J. E., Bossuyt, P. M., Boutron, I., Hoffmann, T. C., Mulrow, C. D., et al. (2021). The PRISMA 2020 statement: An updated guideline for reporting systematic reviews. BMJ, 372, n71. doi:10.1136/bmj.n71 PMID: 33782057
- สำนักวิชาบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). คู่มือการเขียนวิทยานิพนธ์ หน่วยที่ 1 [เอกสาร PDF]. https://grad.wu.ac.th/wp-content/uploads/2022/03/Unit1-WU-thesis-writing-manual-TH.pdf
- Siriraj Medical Journal. (n.d.). Submissions: Manuscript format. ThaiJO. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sirirajmedj/about/submissions
มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?
ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ





