ไทม์ไลน์ทุน FF 12 เดือน แสดงงวดเงิน 60/30/10 และการวางแผนย้อนจากกำหนดส่งต้นฉบับในเดือนเมษายน

ทุน FF (Fundamental Fund): ส่งมอบบทความให้ตรงเงื่อนไขทุน

ทุน FF หรือทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ผูกงบประมาณไว้กับผลผลิตที่ต้องส่งมอบ ดังนั้นแผนงานที่ดีต้องเริ่มจากถามว่าบทความระดับใดต้องส่งวารสารภายในวันไหน แล้วจึงย้อนกลับมาวางการเก็บข้อมูลและการเขียน

ทุน FF คืออะไร และเงินไหลมาถึงนักวิจัยอย่างไร

คู่มือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) อธิบายว่างบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund; FF) คืองบสำหรับแผนงานหรือโครงการด้านการวิจัยและนวัตกรรมตามภารกิจของหน่วยงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้รับงบโดยตรงคือหน่วยรับงบประมาณ เช่น สถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่นักวิจัยรายบุคคล [1]

ผลในทางปฏิบัติคือ นักวิจัยไม่ได้ยื่นทุน FF ตรงกับ สกสว. แต่ยื่นผ่านมหาวิทยาลัยต้นสังกัด มหาวิทยาลัยออกประกาศหลักเกณฑ์ของตนเอง คัดข้อเสนอโครงการ แล้วจึงนำเข้าระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS) ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เปิดรับข้อเสนอสำหรับปีงบประมาณ 2571 ในระบบภายใน (PRPM) ระหว่างวันที่ 1–15 กรกฎาคม 2569 ก่อนส่งเฉพาะโครงการที่ผ่านการพิจารณาเข้า NRIIS [2] ประกาศเดียวกันยังระบุว่ามหาวิทยาลัยจะแจ้งอนุมัติงบหลังได้รับกรอบวงเงินจาก สกสว. ซึ่งคาดว่าราวเดือนกันยายน 2570 และแนะนำให้เริ่มดำเนินการวิจัยหลังได้รับอนุมัติแล้ว เพราะบางโครงการอาจไม่ได้รับงบ [2]

ความแตกต่างระหว่างสถาบันจึงเป็นเรื่องปกติ เกณฑ์ผลผลิต เพดานงบ และรูปแบบโครงการขึ้นกับประกาศของแต่ละมหาวิทยาลัยในแต่ละปี และอาจเปลี่ยนจากปีก่อน เช่น ประกาศปีงบประมาณ 2570 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ยังเปิดรับทั้งโครงการเดี่ยวและชุดโครงการ [3] แต่ประกาศปีงบประมาณ 2571 รับเฉพาะโครงการเดี่ยว [2] อีกข้อที่มักถูกมองข้ามคือภาระไม่ได้จบเมื่อปิดโครงการ คู่มือ สกสว. กำหนดให้รายงานการใช้ประโยชน์และผลลัพธ์ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี [1] หากต้องการเปรียบเทียบ FF กับแหล่งทุนอื่น อ่านเพิ่มได้ที่ NSTDA vs NRCT vs TRF: เลือกแหล่งทุนวิจัยไทยแบบไหน

ผลผลิตตามระดับงบประมาณ: ตัวอย่างจากประกาศจริง

หลักคิดที่เห็นได้ในประกาศหลายแห่งคือ ยิ่งขอเงินมาก ยิ่งต้องผูกพันผลงานตีพิมพ์ระดับสูงขึ้น ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือประกาศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปีงบประมาณ 2571 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ประกาศนี้แบ่งเกณฑ์ตามสถานะหัวหน้าโครงการและช่วงงบประมาณ และใช้ CiteScore ของ Scopus เป็นตัวกำหนดระดับวารสาร [2]

ตารางที่ 1: เกณฑ์ผลผลิตของกลุ่มโครงการวิจัย ทุน FF ปีงบประมาณ 2571 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ [2]

งบประมาณที่เสนอขอ (ต่อปี/โครงการ)หัวหน้าโครงการเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่หัวหน้าโครงการไม่ใช่นักวิจัยใหม่
ไม่เกิน 500,000 บาทScopus อย่างน้อย 1 บทความScopus Top 50% (Q2 CiteScore) อย่างน้อย 1 บทความ
500,001–700,000 บาทScopus Top 25% (Q1 CiteScore) อย่างน้อย 1 บทความScopus Top 25% (Q1 CiteScore) อย่างน้อย 1 บทความ
700,001–1,000,000 บาทScopus Top 10% (Tier 1 CiteScore) อย่างน้อย 1 บทความScopus Top 10% (Tier 1 CiteScore) อย่างน้อย 1 บทความ
1,400,000 บาทเกินเพดาน 1,000,000 บาทของนักวิจัยรุ่นใหม่Top 10% อย่างน้อย 1 บทความ + Scopus อีก 1 บทความ
1,700,000 บาทเกินเพดานTop 10% อย่างน้อย 1 บทความ + Top 25% อีก 1 บทความ

นักวิจัยรุ่นใหม่ในประกาศนี้คือผู้สำเร็จปริญญาเอกไม่เกิน 5 ปี ขอได้ไม่เกิน 1 โครงการและไม่เกิน 1,000,000 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ใช่นักวิจัยใหม่ขอได้ไม่เกิน 2 โครงการ และถ้าขอตั้งแต่ 2,000,000 บาทต้องหารือผลผลิตกับคณะทำงานก่อน

ตารางเกณฑ์ทุน FF ม.สงขลานครินทร์ ปี 2571 เทียบงบประมาณที่ขอกับระดับผลงานตีพิมพ์ Scopus ที่ต้องส่งมอบ
ภาพที่ 1: ช่วงงบประมาณกับระดับผลงานตีพิมพ์ที่ต้องผูกพัน ทุน FF ปีงบประมาณ 2571 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่มา: ประกาศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ข้อ 5.1 (สร้างด้วย R)

ประกาศเดียวกันกำหนดคุณสมบัติที่ผูกกับผลผลิตด้วย หัวหน้าโครงการต้องเคยเป็นผู้แต่งลำดับแรกหรือผู้ประสานงานของบทความวิจัยใน Scopus อย่างน้อย 1 เรื่องในช่วง 3 ปีย้อนหลัง (ยกเว้นผู้จบการศึกษาไม่เกิน 3 ปี) และในผลงานที่ส่งมอบ หัวหน้าโครงการต้องเป็น First Author หรือ Corresponding Author เท่านั้น [2] ข้อนี้มีผลต่อการวางแผนผู้แต่งตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ตอนเตรียมส่งบทความ

มหาวิทยาลัยมหาสารคามใช้อีกตรรกะหนึ่ง คือกำหนดงบประมาณตามผลผลิตที่ผูกพัน สไลด์ปฐมนิเทศผู้รับทุน FF68 ระบุอัตราไว้สี่ระดับ ส่วนเอกสารร่างประกาศ FF69 ที่มหาวิทยาลัยเผยแพร่ ปรับอัตราของกลุ่ม Scopus ขึ้น และกำหนดว่าผู้รับทุนต้องมีผลงานตีพิมพ์อย่างน้อย 1 ผลงานเพื่อปิดทุน [4] [5]

ตารางที่ 2: การผูกผลผลิตกับงบประมาณของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เทียบสองปีงบประมาณ [4] [5]

ผลผลิตที่ต้องส่งมอบงบประมาณ FF68 (สไลด์ปฐมนิเทศ)งบประมาณ FF69 (ร่างประกาศ)
ผลงานตีพิมพ์ ISI (Web of Science) Quartile 1–2300,000 บาท300,000 บาท
ผลงานตีพิมพ์ ISI Quartile 3–4250,000 บาท250,000 บาท
ผลงานตีพิมพ์ Scopus Quartile 1–2150,000 บาท200,000 บาท
ผลงานตีพิมพ์ Scopus Quartile 3–4100,000 บาท150,000 บาท

ตัวเลข FF69 มาจากเอกสารที่มหาวิทยาลัยเผยแพร่ในชื่อร่างประกาศ ผู้ยื่นจริงควรยึดประกาศฉบับลงนามและบันทึกข้อตกลงของโครงการตนเอง

ร่างประกาศ FF69 ยังระบุว่าโครงการอาจเป็นแบบ 1 ปี หรือหลายปี (2–3 ปี) แต่ต้องส่งมอบผลผลิตเพื่อปิดโครงการทุกปี และเปิดช่องให้เสนอสิ่งที่ส่งมอบเพิ่มเติม เช่น การพัฒนากำลังคน ต้นแบบเทคโนโลยีตั้งแต่ TRL 4 สิทธิบัตรที่ได้รับการจดทะเบียน หรือหนังสือจากงานวิจัย [5] บทเรียนจากสองตัวอย่างนี้คือ ห้ามถือว่าเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยหนึ่งใช้กับอีกแห่งได้ และห้ามสมมุติว่าเกณฑ์ปีนี้จะเหมือนปีที่แล้ว

เงื่อนไขทุน FF: งวดเงิน เอกสาร และวันปิดโครงการ

นอกจากระดับผลงาน เงื่อนไขที่กำหนดจังหวะการทำงานจริงคือกำหนดส่งเอกสารแต่ละงวด สไลด์ปฐมนิเทศ FF68 ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด โครงการมีระยะ 12 เดือน (1 ตุลาคม 2567 – 30 กันยายน 2568) และแบ่งการเบิกจ่ายเป็นสามงวด [4]

  • งวดที่ 1 (60%) – บันทึกข้อตกลงการให้ทุน และรายงานความก้าวหน้าพร้อมเบิกจ่ายในระบบ NRIIS ภายในเดือนธันวาคม
  • งวดที่ 2 (30%) – ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ และต้นฉบับบทความพร้อมหลักฐานว่าส่งวารสารแล้ว ภายในเดือนเมษายน
  • งวดที่ 3 (10%) – รายงานฉบับสมบูรณ์ และการอัปเดตสถานะของต้นฉบับ ภายในเดือนกันยายน

เอกสารเดียวกันระบุด้วยว่าผลงานตีพิมพ์ต้องปรากฏในฐานข้อมูลตามบันทึกข้อตกลงการให้ทุน จึงจะถือว่าปิดโครงการโดยสมบูรณ์ [4] แปลว่า “ส่งวารสารแล้ว” ทำให้ผ่านงวดที่ 2 ได้ แต่ยังไม่ใช่การปิดทุน

ไทม์ไลน์ทุน FF 12 เดือน แสดงงวดเงิน 60/30/10 และการวางแผนย้อนจากกำหนดส่งต้นฉบับในเดือนเมษายน
ภาพที่ 2: ไทม์ไลน์ทุน FF 12 เดือน จุดสีแดงคืองวดเงินและเอกสารตามสไลด์ปฐมนิเทศ FF68 ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แถบสีน้ำเงินคือตัวอย่างแผนงานที่วางย้อนจากกำหนดส่งต้นฉบับในเดือนเมษายน ที่มา: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (2567) และคู่มือ FF ของ สกสว. (2567) แผนกิจกรรมเป็นตัวอย่างประกอบ (สร้างด้วย R)

เมื่อวางเงื่อนไขเหล่านี้บนปฏิทินจะเห็นปัญหาทันที เดือนเมษายนคือเดือนที่ 7 ของโครงการ ต้นฉบับจึงต้องเสร็จพร้อมส่งภายในราว 7 เดือนนับจากวันเริ่ม ซึ่งรวมการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ เขียน และตรวจภาษาไว้ทั้งหมด หลังจากนั้นเวลาที่เหลือขึ้นอยู่กับวารสารเกือบทั้งหมด

วางแผนย้อนจากผลผลิต: ตัวอย่างการคำนวณทีละขั้น

ปัญหาหลักของการวางแผนแบบเดินหน้า (เริ่มเก็บข้อมูลแล้วค่อยคิดเรื่องวารสาร) คือเวลาของวารสารยาวและคาดเดายาก งานทบทวนอย่างเป็นระบบของ Andersen และคณะรวบรวม 69 การศึกษาเกี่ยวกับวารสารชีวการแพทย์ พบว่าค่ามัธยฐานของเวลาจากส่งต้นฉบับถึงตีพิมพ์แตกต่างกันตั้งแต่ 70 ถึง 558 วัน [6] งานของ Björk และ Solomon ซึ่งสุ่มบทความ 2,700 เรื่องจาก 135 วารสารใน Scopus พบว่าสาขาธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ใช้เวลาเฉลี่ยราว 18 เดือน มากกว่าสาขาเคมีซึ่งใช้ราว 9 เดือนถึงสองเท่า [7] และแม้แต่งานที่ได้รับทุนก็อาจตีพิมพ์ช้ากว่ารอบทุนมาก ในการทดลองทางคลินิกที่ได้ทุน NIH และเสร็จสิ้นแล้ว มีเพียงร้อยละ 46 ที่ตีพิมพ์ภายใน 30 เดือน และในกลุ่มที่ตีพิมพ์ ค่ามัธยฐานของเวลาถึงการตีพิมพ์คือ 23 เดือน [8]

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าวารสารเป้าหมายของคุณจะใช้เวลาเท่าไร แต่บอกว่าต้องประเมินค่านี้ก่อน แล้วใช้มันเป็นตัวตั้ง ขั้นตอนมีดังนี้

  1. อ่านประกาศและบันทึกข้อตกลง เพื่อหาระดับผลงานที่ผูกพัน (เช่น Scopus Top 25%) และนิยามของคำว่าส่งมอบ ว่าหมายถึงส่งวารสาร ตอบรับ หรือปรากฏในฐานข้อมูล
  2. ทำรายชื่อวารสารเป้าหมาย 3 ฉบับ ที่อยู่ในระดับที่กำหนดจริงในปีที่จะส่ง และบันทึกเวลาพิจารณาที่วารสารแสดงไว้หรือที่คำนวณได้จากวันที่รับและวันที่ตอบรับในบทความล่าสุดของวารสารนั้น
  3. กำหนด T คือเวลาที่คาดว่าจะใช้ตั้งแต่ส่งต้นฉบับจนบทความปรากฏในฐานข้อมูล ถ้าวางแผนเผื่อการถูกปฏิเสธหนึ่งครั้ง ให้บวกเวลาพิจารณาของวารสารแรกเข้าไปด้วย
  4. คำนวณวันส่งช้าสุด = วันสิ้นสุดโครงการ − T แล้วเทียบกับกำหนดส่งต้นฉบับของงวดเงิน เลือกวันที่เร็วกว่าเป็นเส้นตาย
  5. ถอยหลังต่อ จากเส้นตายนั้น เผื่อเวลาตรวจภาษาและจัดรูปแบบตามวารสาร (เช่น 3–4 สัปดาห์) เวลาเขียน และเวลาวิเคราะห์ จนได้วันที่การเก็บข้อมูลต้องเสร็จ

ตัวอย่างที่ทำงานได้จริง

ดร.ก. ไม่ใช่นักวิจัยใหม่ ยื่นภายใต้เกณฑ์แบบในตารางที่ 1 ด้วยงบ 650,000 บาท จึงต้องผูกพันบทความใน Scopus Top 25% (Q1 CiteScore) อย่างน้อย 1 เรื่อง โครงการเริ่ม 1 ต.ค. 2570 สิ้นสุด 30 ก.ย. 2571 วารสาร Q1 ที่เลือกใช้เวลาราว 150 วันจากส่งถึงตีพิมพ์ วันส่งช้าสุดคือ 30 ก.ย. 2571 − 150 วัน = 3 พ.ค. 2571 ส่วนเงื่อนไขงวดที่ 2 แบบมหาวิทยาลัยมหาสารคามบังคับให้ส่งภายในเมษายน เส้นตายจริงจึงเป็น 30 เม.ย. 2571 เมื่อเผื่อตรวจภาษา 4 สัปดาห์และเขียน 8 สัปดาห์ การวิเคราะห์ต้องเสร็จราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ และการเก็บข้อมูลต้องจบภายในมกราคม หากเก็บข้อมูลไม่ทัน ทางเลือกที่สมเหตุสมผลคือขอวงเงินในช่วงที่ผลผลิตสอดคล้องกับเวลาที่มี หรือเสนอเป็นโครงการหลายปี ไม่ใช่หวังว่าวารสารจะเร็วขึ้นเอง

ตารางที่ 3: ตัวอย่างการคำนวณย้อนกลับสำหรับโครงการ 12 เดือน (1 ต.ค. 2570 – 30 ก.ย. 2571)

เวลาที่วารสารใช้จนบทความปรากฏในฐานข้อมูล (T)วันส่งต้นฉบับช้าสุด หากต้องตีพิมพ์ภายใน 30 ก.ย. 2571ตรงกับวันที่เท่าไรของโครงการถ้าส่งตามกำหนดงวด 2 (30 เม.ย. 2571) จะตีพิมพ์ราว
90 วัน2 ก.ค. 2571วันที่ 27629 ก.ค. 2571 (ทันในปีโครงการ)
150 วัน3 พ.ค. 2571วันที่ 21627 ก.ย. 2571 (ทันแบบเฉียดฉิว)
270 วัน4 ม.ค. 2571วันที่ 9625 ม.ค. 2572 (หลังปิดปีงบประมาณ)
365 วัน1 ต.ค. 2570วันแรกของโครงการ30 เม.ย. 2572

สูตร: วันส่งต้นฉบับช้าสุด = วันสิ้นสุดโครงการ − T คำนวณตามปฏิทินจริง (ปี 2571 ตรงกับ ค.ศ. 2028 ซึ่งมี 29 ก.พ.) ค่า T ในตารางเป็นค่าสมมุติเพื่อสาธิต ไม่ใช่สถิติของวารสารใดวารสารหนึ่ง

ตารางที่ 3 แสดงกฎตัดสินใจที่ใช้ได้ทันที ถ้า T ของวารสารเป้าหมายเกินประมาณ 150 วัน บทความจากข้อมูลที่เก็บในปีโครงการเดียวกันแทบจะไม่มีทางตีพิมพ์ทันวันสิ้นสุดโครงการ ในกรณีนั้นต้องตรวจให้ชัดว่ามหาวิทยาลัยของคุณยอมรับสถานะใดเป็นการส่งมอบ และวางแผนติดตามหลังปิดปีงบประมาณไว้ล่วงหน้า ตัวอย่างหนึ่งคือประกาศของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ผ่อนผันให้ผู้ซึ่งยังค้างผลผลิตของทุนก่อนปีงบประมาณ 2566 ยื่นขอทุนใหม่ได้ หากส่งบทความให้วารสารแล้วและแนบหลักฐานว่าอย่างน้อยผ่านขั้น Under Review [2] การเลือกวารสารให้เหมาะกับระดับที่ต้องส่งมอบเป็นอีกทักษะหนึ่ง ดูวิธีคิดได้ที่ วิธีเลือกวารสาร Q1 Q2 Q3 Q4

หมวดงบประมาณที่เกี่ยวกับการส่งมอบบทความ

รายการงบที่ช่วยให้ส่งมอบผลผลิตได้ควรถูกวางไว้ในข้อเสนอตั้งแต่ต้น เพราะเพิ่มทีหลังได้ยาก ประกาศและเอกสารแนบท้ายทุน FF ปีงบประมาณ 2571 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นตัวอย่างที่ระบุรายละเอียดไว้ชัด [2]

  • ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ (page charge) อยู่ในหมวดค่าใช้สอยที่มหาวิทยาลัยสนับสนุน
  • ค่าวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ไม่เกิน 5,000 บาทต่อโครงการ เฉพาะงานเชิงปริมาณที่มีกลุ่มตัวอย่าง 1,000 ตัวอย่างขึ้นไป และไม่สนับสนุนหากจ้างผู้ช่วยวิจัยแล้ว
  • ค่าเดินทางเสนอผลงาน ไม่เกิน 10,000 บาทต่อโครงการสำหรับหัวหน้าโครงการ และอีกไม่เกิน 10,000 บาทสำหรับนักศึกษาบัณฑิตศึกษาในโครงการ
  • ค่าตอบแทน สนับสนุนเฉพาะการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ไม่เกินร้อยละ 5 ของงบโครงการ (ไม่รวมครุภัณฑ์)
  • ครุภัณฑ์ ตั้งเท่าที่จำเป็น อ้างอิงบัญชีมาตรฐานครุภัณฑ์ของสำนักงบประมาณ และแนบใบเสนอราคา 3 บริษัท โดยมหาวิทยาลัยจะหักค่าครุภัณฑ์ทั้งก้อนจากงวดแรก

ประกาศเดียวกันระบุรายการที่ตั้งไม่ได้ตามที่ สกสว. กำหนด เช่น เงินเดือนบุคลากรประจำ ค่าที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ค่าบำรุงสถาบัน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมทั้งกำหนดให้งบรวมลงท้ายด้วยหลักพันและแจกแจงตัวคูณทุกรายการ [2] ส่วนการเขียนตัวคูณและคำชี้แจงความจำเป็นของแต่ละหมวด ดูรายละเอียดได้ที่ วิธีเขียนส่วนงบประมาณในข้อเสนอโครงการวิจัย หากโครงการต้องใช้บริการตรวจภาษาหรือแก้ไขต้นฉบับก่อนส่งวารสาร ควรสอบถามหน่วยบริหารงานวิจัยของคุณว่าเบิกจากหมวดใดได้ เพราะแต่ละสถาบันตีความต่างกัน

บริบทไทย: กติกาที่ทำให้ผู้รับทุนติดค้างผลผลิต

การส่งมอบไม่ทันมีผลเกินกว่าโครงการเดียว ร่างประกาศ FF69 ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามกำหนดว่าหัวหน้าโครงการต้องไม่ติดค้างผลผลิตสุดท้ายของทุน FF ปีงบประมาณ 2564–2566 และต้องไม่ค้างรายงานความก้าวหน้าของ FF ปี 2567 [5] ส่วนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ระบุในหลักเกณฑ์การจัดสรรว่าจะไม่จัดสรรทุนให้นักวิจัยที่ค้างส่งรายงานฉบับสมบูรณ์หรือผลงานตามเงื่อนไขประกาศทุน [2] อีกทั้งโครงการที่ยาวเกิน 1 ปีต้องเสนอขอเป็นรายปี โดยพิจารณาจากผลผลิตที่ส่งมอบในปีก่อนหน้า [2]

รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้บทความไม่ถูกนับก็พบบ่อยเช่นกัน ประการแรกคือข้อความกิตติกรรมประกาศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กำหนดข้อความทั้งภาษาไทยและอังกฤษ โดยฉบับภาษาอังกฤษคือ “This work was supported by Prince of Songkla University (Ref. No. …), Thailand Science Research and Innovation (TSRI) [Grant numbers…], and National Science, Research and Innovation Fund (NSRF)” [2] ขณะที่สไลด์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามใช้ข้อความอีกรูปแบบหนึ่ง และกำหนดให้รายงานมหาวิทยาลัยทุกครั้งที่เผยแพร่ [4] ประการที่สองคือลำดับผู้แต่ง ถ้าหัวหน้าโครงการไม่ได้เป็น First Author หรือ Corresponding Author ตามที่ประกาศกำหนด บทความอาจไม่ถูกนับเป็นผลผลิต [2] ประการที่สามคือระดับวารสาร ซึ่งต้องตรวจในปีที่ส่งจริง เพราะ quartile และ percentile เปลี่ยนได้ทุกปี

ข้อเสนอโครงการที่เขียนผลผลิตไว้ชัดและสมจริงยังช่วยให้ผ่านการคัดเลือกด้วย ประกาศของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ระบุว่าผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาทั้งความเป็นไปได้ที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ ควบคู่กับผลงานตีพิมพ์ของหัวหน้าโครงการในรอบ 3 ปี [2] แนวทางเขียนข้อเสนอทีละส่วนดูได้ที่ คู่มือเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย TSRI NRCT และสาเหตุที่ต้นฉบับมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ด่านแรกซึ่งทำให้เสียเวลาหลายเดือน อ่านได้ที่ 10 สาเหตุที่ทำให้บทความถูก Desk Rejected

สรุป

ใช้รายการนี้ตรวจแผนทุน FF ของคุณก่อนยื่นข้อเสนอและทุกครั้งที่ถึงงวดเงิน

  • อ่านประกาศฉบับลงนามของมหาวิทยาลัยในปีที่ยื่นจริง ไม่ใช้เกณฑ์ปีก่อนหรือของสถาบันอื่น
  • ระบุระดับผลงานที่ผูกพันตามช่วงงบ (เช่น Scopus Top 50%, Top 25%, Top 10%) และนิยามของคำว่าส่งมอบ
  • ทำรายชื่อวารสารเป้าหมาย 3 ฉบับที่อยู่ในระดับนั้นจริง พร้อมประมาณเวลาส่งถึงตีพิมพ์ (T)
  • คำนวณวันส่งต้นฉบับช้าสุด = วันสิ้นสุดโครงการ − T แล้วเทียบกับกำหนดงวดเงิน
  • ถอยหลังจากเส้นตายเพื่อกำหนดวันจบการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ และการเขียน
  • วางหัวหน้าโครงการเป็น First Author หรือ Corresponding Author ตามเงื่อนไข
  • ใส่ข้อความกิตติกรรมประกาศและเลขที่สัญญาตามที่ประกาศกำหนด
  • ตั้งงบค่าตีพิมพ์และรายการที่จำเป็นต่อการส่งมอบไว้ในข้อเสนอตั้งแต่ต้น
  • รายงานความก้าวหน้าใน NRIIS ให้ตรงงวด และเตรียมรายงานผลลัพธ์ต่อเนื่อง 5 ปีหลังปิดโครงการ

ทุน FF ให้เงินตามคำสัญญาเรื่องผลผลิต ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดจึงไม่ใช่การเขียนข้อเสนอไม่สวย แต่เป็นการสัญญาผลผลิตที่เวลาในโครงการรองรับไม่ได้ ถ้าต้องการให้บรรณาธิการที่มีปริญญาเอกหรือแพทยศาสตรบัณฑิตในสาขาเดียวกับคุณช่วยตรวจข้อเสนอโครงการ ความสอดคล้องระหว่างงบกับผลผลิต และขัดเกลาต้นฉบับภาษาอังกฤษให้พร้อมส่งวารสารเป้าหมายตามกำหนดงวด ดูรายละเอียดได้ที่บริการทุนวิจัย ของเรา เราแก้ไขและยกระดับงานของคุณ เราไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ และไม่มีใครรับประกันผลการพิจารณาของวารสารหรือแหล่งทุนได้

คำถามที่พบบ่อย

ทุน FF กำหนดผลผลิตอย่างไร

ผูกระดับบทความที่ต้องส่งมอบกับช่วงงบประมาณ เช่น Scopus Top 50%, Top 25% หรือ Top 10% ตามประกาศของแต่ละมหาวิทยาลัยในปีที่ยื่น

วางแผนวันส่งบทความอย่างไร

คำนวณวันส่งต้นฉบับช้าสุด = วันสิ้นสุดโครงการ − เวลาคาดการณ์จากส่งถึงตีพิมพ์ แล้วถอยหลังเพื่อกำหนดวันจบการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ และการเขียน

ใช้เกณฑ์ปีก่อนหรือของสถาบันอื่นได้หรือไม่

ไม่ควร ให้อ่านประกาศฉบับลงนามของมหาวิทยาลัยตนเองในปีที่ยื่นจริง

เอกสารอ้างอิง

  1. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.). (2567). คู่มือการจัดทำคำของบประมาณและการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐานตามพันธกิจของหน่วยรับงบประมาณ (Fundamental Fund; FF) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 [เอกสาร PDF เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหิดล]. https://op.mahidol.ac.th/ra/contents/research_fund/FF/FF-2569_MANUAL.pdf
  2. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (2569). ประกาศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เรื่อง การสนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัย จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเภทงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 (ประกาศ ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2569). https://research.psu.ac.th/wp-content/uploads/2026/06/272_2569_การสนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัย-จากกองท.pdf
  3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (2568). ประกาศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เรื่อง การสนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัย จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเภทงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ประกาศ ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2568). https://research.psu.ac.th/wp-content/uploads/2025/07/ประกาศทุน-FF70-SIGN.pdf
  4. กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (2567). โครงการปฐมนิเทศผู้รับทุน ประเภททุน Fundamental Fund ประจำปีงบประมาณ 2568 [สไลด์ประกอบการบรรยาย 30 ตุลาคม 2567]. https://res.msu.ac.th/wp-content/uploads/2024/10/สไลด์โครงการปฐมนิเทศผู้รับทุน-FF68_สำหรับนักวิจัย-301067.pdf
  5. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (2567). ร่างประกาศมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เรื่อง หลักเกณฑ์การสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเภททุนสนับสนุนงานมูลฐาน Fundamental Fund; FF ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569. https://res.msu.ac.th/wp-content/uploads/2024/08/ร่าง-ประกาศหลักเกณฑ์-FF69.pdf
  6. Andersen, M. Z., Fonnes, S., & Rosenberg, J. (2021). Time from submission to publication varied widely for biomedical journals: A systematic review. Current Medical Research and Opinion, 37(6), 985–993. doi:10.1080/03007995.2021.1905622 PMID: 33735591
  7. Björk, B.-C., & Solomon, D. (2013). The publishing delay in scholarly peer-reviewed journals. Journal of Informetrics, 7(4), 914–923. doi:10.1016/j.joi.2013.09.001
  8. Ross, J. S., Tse, T., Zarin, D. A., Xu, H., Zhou, L., & Krumholz, H. M. (2012). Publication of NIH funded trials registered in ClinicalTrials.gov: Cross sectional analysis. BMJ, 344, d7292. doi:10.1136/bmj.d7292 PMID: 22214755

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *