แผนผังตัดสินใจ 3 ด่านว่าต้นฉบับต้องเขียนจากข้อมูล เรียบเรียงใหม่ หรือตรวจแก้ภาษา

เรียบเรียงบทความวิชาการใหม่ ต่างจากตรวจแก้ภาษาอย่างไร

เรียบเรียงบทความวิชาการใหม่ (rewriting) คือการจัดโครงสร้าง ข้อโต้แย้ง และการรายงานผลของต้นฉบับให้ตรงรูปแบบวารสาร ซึ่งต่างจากการตรวจแก้ภาษาที่ปรับเฉพาะถ้อยคำ และต่างจากการเขียนจากข้อมูลที่เริ่มจากตารางผลดิบ การเลือกงานผิดประเภทเสียทั้งเวลาและงบประมาณ เช่น ส่งตรวจแก้ภาษาทั้งที่ Discussion ยังไม่ตอบคำถามวิจัย หรือเรียบเรียงใหม่ทั้งที่ข้อมูลยังไม่พอจะตอบคำถามนั้น

บทความนี้เขียนสำหรับอาจารย์ นักวิจัย แพทย์ และนักศึกษาบัณฑิตศึกษาที่มีต้นฉบับอยู่ในมือแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าควรให้ใครทำอะไร เนื้อหาประกอบด้วยนิยามของงานสามประเภท หลักฐานเรื่องเหตุผลการปฏิเสธต้นฉบับ เกณฑ์ตัดสินใจ 3 ด่านพร้อมตัวอย่างสมมติ และข้อควรรู้เมื่อส่งวารสาร TCI หรือ Scopus

ตรวจแก้ภาษา เรียบเรียงใหม่ และเขียนจากข้อมูล ต่างกันอย่างไร

คำว่า “แก้บทความ” ครอบคลุมงานอย่างน้อยสามแบบ แบบแรกคือตรวจแก้ภาษา (language editing) ซึ่งแก้ไวยากรณ์ ศัพท์เทคนิค สำนวน และความสม่ำเสมอของคำย่อ โดยไม่แตะเนื้อหาวิทยาศาสตร์หรือลำดับของย่อหน้า แบบที่สองคือเรียบเรียงบทความวิชาการใหม่ (rewriting หรือ restructuring) ซึ่งผู้เรียบเรียงย้ายเนื้อหาให้อยู่ในส่วนที่ถูกต้อง เรียงข้อโต้แย้งใหม่ เขียนย่อหน้าที่อ่อนใหม่จากข้อมูลและผลที่ผู้นิพนธ์ให้มา และตรวจเทียบกับ reporting guideline แบบที่สามคือเขียนจากข้อมูล (writing from data) ซึ่งเริ่มจากตารางผลและผลวิเคราะห์ที่ผู้วิจัยมีอยู่แล้วแต่ยังไม่มีต้นฉบับ จึงต้องร่างทั้งบทความ

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบงานสามประเภทที่มักถูกเรียกรวมว่า “แก้บทความ”

งานจุดเริ่มต้นที่เหมาะสิ่งที่เปลี่ยนสิ่งที่ไม่เปลี่ยน
ตรวจแก้ภาษาต้นฉบับที่โครงสร้างและข้อโต้แย้งเรียบร้อยแล้วไวยากรณ์ ศัพท์ สำนวน ความสม่ำเสมอของคำและตัวย่อเนื้อหา ลำดับย่อหน้า ข้อสรุป
เรียบเรียงบทความวิชาการใหม่ต้นฉบับที่ข้อมูลและผลครบ แต่โครงสร้างหรือข้อโต้แย้งไม่ชัดที่อยู่และลำดับของเนื้อหา ย่อหน้าที่อ่อน การเชื่อม Introduction กับ Conclusion รายการตาม reporting guidelineข้อมูล วิธีวิเคราะห์ และตัวเลขผลที่ผู้นิพนธ์รายงาน
เขียนจากข้อมูลตารางผลและผลวิเคราะห์ที่ยังไม่มีต้นฉบับทั้งฉบับถูกร่างใหม่ข้อมูล การตีความ และข้อสรุปของผู้วิจัย

ต้องแยกให้ชัดเพราะโครงสร้างของบทความวิชาการไม่ใช่เรื่องรสนิยม ICMJE ระบุว่ารูปแบบ IMRAD (Introduction, Methods, Results, Discussion) ไม่ใช่รูปแบบที่ตั้งขึ้นตามอำเภอใจ แต่สะท้อนกระบวนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ [1] เมื่อเนื้อหาไม่อยู่ในส่วนที่ผู้ทบทวนคาดหมาย ผู้ทบทวนต้องเดาเองว่าตัวเลขนี้เป็นผลหรือการตีความ ซึ่งการตรวจแก้ภาษาไม่ได้แก้ปัญหานี้

ผู้ทบทวนและบรรณาธิการปฏิเสธต้นฉบับเพราะอะไร: หลักฐานจากบทความที่ตีพิมพ์

บทความหลายเรื่องวิเคราะห์ความเห็นที่บรรณาธิการและผู้ทบทวนเขียนไว้ตอนปฏิเสธต้นฉบับ ตัวอย่างหนึ่งคือ Meyer และคณะ ซึ่งวิเคราะห์ความเห็นบรรณาธิการวารสาร Academic Medicine ต่อ 369 ต้นฉบับที่ถูกปฏิเสธก่อนส่งผู้ทรงคุณวุฒิ (ธันวาคม ค.ศ. 2014 ถึงธันวาคม ค.ศ. 2015) พบ 9 กลุ่มเหตุผล ได้แก่ คำถามวิจัยหรือการออกแบบการศึกษาไม่มีประสิทธิผล 338 เรื่อง (92%) กระบวนการเก็บข้อมูลไม่เหมาะสม 180 เรื่อง (49%) การอภิปรายหรือข้อสรุปอ่อน 139 เรื่อง (37%) การวิเคราะห์หรือการนำเสนอผลอ่อน 120 เรื่อง (33%) ข้อความอ่านยากหรือเข้าใจยาก 89 เรื่อง (24%) และบทนำไม่เพียงพอ 67 เรื่อง (18%) ต้นฉบับหนึ่งเรื่องมีเหตุผลเฉลี่ยตั้งแต่สามข้อขึ้นไป [2] (ภาพที่ 1)

แผนภูมิแท่งเหตุผลที่บรรณาธิการวารสาร Academic Medicine ปฏิเสธต้นฉบับก่อนส่งทบทวน 369 เรื่อง
ภาพที่ 1: เหตุผลที่บรรณาธิการวารสาร Academic Medicine ไม่ส่งต้นฉบับไปทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ปัญหาเรื่องความชัดเจนของข้อความ (สีส้ม) เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุผล และพบน้อยกว่าปัญหาการออกแบบการศึกษามาก ที่มา: Meyer และคณะ (2018) จัดทำภาพด้วย R จากตัวเลขในบทคัดย่อ

วารสารสาขาอื่นให้ภาพเดียวกัน Ehara และ Takahashi วิเคราะห์ต้นฉบับที่ส่งถึงวารสาร AJR จากผู้นิพนธ์ต่างประเทศ พบว่าปัญหาด้านภาษาไม่ใช่เหตุผลหลักของการปฏิเสธ ยกเว้นต้นฉบับจากประเทศจีน และเหตุผลที่พบมากที่สุดในทุกประเทศคือขาดความรู้ใหม่หรือประโยชน์ใช้สอย (44–76% ของการปฏิเสธ) [3] วารสาร Clinical and Experimental Ophthalmology ปฏิเสธ 73.6% ของ 662 ต้นฉบับในปี ค.ศ. 2008 โดยเหตุผลที่พบบ่อยที่สุดคือ “ไม่เพิ่มความรู้ให้วรรณกรรมปัจจุบัน” ตามด้วยระเบียบวิธีวิจัยไม่ดี กลุ่มควบคุมมีปัญหา และ “ภาษาอังกฤษและไวยากรณ์ไม่ดีหรือจัดระเบียบไม่ดี” [4] ส่วนวารสาร Headache พบว่าหลังผ่านการทบทวน เหตุผลที่พบมากที่สุดคือข้อบกพร่องของระเบียบวิธีและการออกแบบ ตามด้วยการรายงานวิธีการไม่ดี การวิเคราะห์สถิติไม่ดี และการสรุปเกินหลักฐาน [5]

Bordage วิเคราะห์ความเห็นผู้ทบทวนต่อ 151 ต้นฉบับที่ส่งเข้าการประชุมด้านการศึกษาแพทยศาสตร์ และสรุปว่าการสรุปผลเกินจริงและการใช้สถิติผิดแก้ได้ แต่การเพิกเฉยต่อวรรณกรรม การออกแบบไม่ดี การเลือกเครื่องมือไม่เหมาะสม และการเขียนไม่ดี มีแนวโน้มเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง [6]

หลักฐานชุดนี้ให้ข้อสังเกตสามข้อ ข้อแรก ภาษาเป็นเหตุผลหนึ่งที่มีอยู่จริง แต่ไม่ใช่เหตุผลที่พบบ่อยที่สุด ข้อที่สอง เหตุผลด้านการจัดระเบียบ การอภิปราย ข้อสรุปเกินหลักฐาน และบทนำ เป็นงานของการเรียบเรียงใหม่ ข้อที่สาม เหตุผลด้านการออกแบบและการเก็บข้อมูลไม่มีบริการเรียบเรียงหรือตรวจภาษาใดแก้ให้ได้ ต้องกลับไปที่ข้อมูลหรือเปลี่ยนคำถามให้ตรงกับข้อมูลที่มี ข้อมูลมาจากวารสารต่างประเทศที่นับเหตุผลต่างกัน จึงใช้เทียบลำดับความสำคัญคร่าว ๆ ไม่ใช่สถิติของวารสารไทย

เรียบเรียงบทความวิชาการใหม่ เปลี่ยนอะไรในต้นฉบับบ้าง

งานเรียบเรียงใหม่ที่ดีเปลี่ยนสี่เรื่อง และทุกเรื่องทำจากข้อมูลและผลที่ผู้นิพนธ์ให้มา ไม่เพิ่มข้อเท็จจริงใหม่

1. จัดเนื้อหาเข้าที่ตาม IMRAD

ปัญหาที่พบบ่อยในต้นฉบับคือเนื้อหาอยู่ผิดส่วน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมจริงปรากฏครั้งแรกใน Discussion ผลการวิเคราะห์เพิ่มเติมโผล่ใน Conclusion หรือ Results มีประโยคตีความปนอยู่ การเรียบเรียงใหม่ย้ายแต่ละเรื่องกลับไปส่วนที่ผู้ทบทวนคาดหมาย โดย Methods บอกว่าทำอะไร Results บอกว่าพบอะไร และ Discussion บอกว่าตีความอย่างไร [1] ผู้เรียบเรียงควรทำรายการว่าย้ายอะไรไปที่ไหน เพื่อให้ผู้นิพนธ์ตรวจเทียบกับฉบับเดิมได้

2. ทำให้ข้อโต้แย้งเป็นเส้นเดียว

บทความที่อ่านง่ายมีห่วงโซ่ชัดเจนว่า ช่องว่างความรู้คืออะไร วัตถุประสงค์ตอบช่องว่างนั้นอย่างไร ผลหลักคืออะไร และข้อสรุปตอบวัตถุประสงค์เดิมหรือไม่ วิธีตรวจคืออ่านย่อหน้าสุดท้ายของ Introduction ประโยคแรกของ Discussion และ Conclusion ต่อกัน ถ้าสามจุดนี้ไม่พูดเรื่องเดียวกัน ต้องเรียบเรียงใหม่ก่อนตรวจภาษา และต้องปรับข้อสรุปให้ไม่เกินหลักฐาน ซึ่งเป็นเหตุผลปฏิเสธที่ปรากฏใน [5] และ [6]

3. จัดให้ตรงกับ reporting guideline

ถ้าเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม แนวทางที่ใช้คือ CONSORT 2025 [7] ถ้าเป็นงานเชิงสังเกต แนวทางที่ใช้คือ STROBE [8] ผู้เรียบเรียงควรไล่รายการเทียบกับต้นฉบับทีละข้อ แล้วระบุว่าข้อใดมีอยู่แล้ว ข้อใดย้ายที่ได้ และข้อใดขาดข้อมูลที่ต้องถามผู้นิพนธ์ เช่น ที่มาของขนาดตัวอย่างหรือวิธีจัดการข้อมูลขาดหาย โดยไม่เติมตัวเลขที่ไม่มีในข้อมูลจริง ดูรายการของ STROBE ได้ในบทความ STROBE Checklist สำหรับงาน Retrospective และ Observational

4. ทำให้ตรวจสอบได้ด้วย tracked changes และรายการข้อสงสัย

ผู้นิพนธ์ต้องอ่านและรับรองทุกประโยคก่อนส่ง เพราะ ICMJE ระบุว่าการเป็นผู้นิพนธ์หมายถึงความรับผิดชอบและความรับผิดต่อผลงานที่ตีพิมพ์ [9] จึงควรขอสามชิ้นกลับมาเสมอ ได้แก่ ไฟล์ tracked changes ที่เห็นทุกการเปลี่ยนแปลง ไฟล์ฉบับสะอาด และรายการข้อสงสัยหรือข้อมูลที่ต้องยืนยัน เช่น จุดที่ตัวเลขในข้อความกับตารางไม่ตรงกัน

ตัดสินใจอย่างไร: เกณฑ์ 3 ด่านพร้อมตัวอย่างลงมือทำ

เกณฑ์ต่อไปนี้เป็นแนวปฏิบัติของทีมเรา ไม่ใช่มาตรฐานที่ตีพิมพ์ โดยอิงหลักฐานข้างต้นว่าปัญหาด้านการออกแบบหนักกว่าปัญหาด้านโครงสร้าง และโครงสร้างต้องแก้ก่อนภาษา เพราะถ้าตรวจแก้ภาษาก่อนแล้วโครงสร้างเปลี่ยน ประโยคที่ขัดเกลาแล้วอาจถูกย้ายหรือตัดทิ้ง ต้องทำซ้ำอีกรอบ ลำดับของด่านแสดงในภาพที่ 2

แผนผังตัดสินใจ 3 ด่านว่าต้นฉบับต้องเขียนจากข้อมูล เรียบเรียงใหม่ หรือตรวจแก้ภาษา
ภาพที่ 2: แผนผังตัดสินใจ 3 ด่าน ถ้าด่านแรกไม่ผ่านให้แก้ด่านนั้นก่อน ไม่ข้ามไปแก้ด่านถัดไป ที่มา: แนวปฏิบัติของ Editverse ไทย สร้างภาพด้วย R

วิธีใช้: ให้คะแนนผ่านหรือไม่ผ่านทีละข้อจากรายการ 12 ข้อในตารางที่ 2 ด่านใดมีข้อไม่ผ่านตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ถือว่าด่านนั้นไม่ผ่าน ให้จัดการด่านแรกที่ไม่ผ่านก่อน แล้วค่อยกลับมาตรวจด่านถัดไปอีกครั้ง

ตารางที่ 2: รายการตรวจ 12 ข้อ แบ่งเป็น 3 ด่าน ด่านละ 4 ข้อ

ด่านข้อคำถามที่ต้องตอบ
1 ข้อมูลและการออกแบบ1.1คำถามวิจัยระบุชัด และข้อมูลที่มีตอบคำถามนั้นได้จริง
1.2ขนาดและที่มาของกลุ่มตัวอย่างมีเหตุผลรองรับ
1.3วิธีวิเคราะห์สถิติเหมาะกับชนิดของข้อมูล
1.4มีเอกสารรับรองจริยธรรมการวิจัยหรือการลงทะเบียนตามที่วารสารกำหนด
2 โครงสร้างและข้อโต้แย้ง2.1บทนำจบด้วยช่องว่างความรู้และวัตถุประสงค์ ซึ่งตรงกับ Conclusion
2.2Methods, Results และ Discussion อยู่ในส่วนของตัวเอง ไม่มีผลใน Methods ไม่มีการตีความใน Results
2.3Discussion ตอบคำถามหลักก่อน เทียบกับงานก่อนหน้า และเขียนข้อจำกัด
2.4รายการตาม reporting guideline ที่เกี่ยวข้องครบ เช่น STROBE หรือ CONSORT
3 ภาษา3.1ประโยคหนึ่งสื่อความหนึ่งเรื่อง อ่านรอบเดียวเข้าใจ
3.2ศัพท์เทคนิค คำย่อ และหน่วยใช้สม่ำเสมอตลอดบทความ
3.3ไวยากรณ์ กาล (tense) และ article ถูกต้อง
3.4ย่อหน้าเรียงข้อมูลลื่นไหล มีคำเชื่อมที่บอกความสัมพันธ์ของประโยค

ตัวอย่างต้นฉบับสมมติ

ตัวอย่างนี้เป็นสมมติ ไม่ใช่งานวิจัยจริง อาจารย์พยาบาลท่านหนึ่งมีงานวิจัยแบบตัดขวาง (cross-sectional) ศึกษาความเครียดจากงานของพยาบาลในโรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง เก็บข้อมูลจากพยาบาล 312 คน มีหนังสือรับรองจริยธรรมครบ และต้องการส่งวารสารที่อยู่ใน Scopus

  • ด่าน 1 ผ่าน 4 จาก 4 ข้อ: ครบทั้งสี่ข้อ จึงตรวจด่านถัดไป
  • ด่าน 2 ผ่าน 1 จาก 4 ข้อ: บทนำไม่จบด้วยวัตถุประสงค์ และ Conclusion พูดถึงปัจจัยที่ไม่ได้วัดในการศึกษา (ไม่ผ่านข้อ 2.1) อัตราการตอบกลับปรากฏครั้งแรกใน Discussion และ Results มีประโยคตีความปน (ไม่ผ่านข้อ 2.2) Discussion ไม่มีย่อหน้าข้อจำกัด (ไม่ผ่านข้อ 2.3) ผ่านเฉพาะข้อ 2.4 เพราะรายการ STROBE เกือบครบแล้ว ผลคือ ไม่ผ่านด่าน 2
  • ด่าน 3 ผ่าน 2 จาก 4 ข้อ: มีประโยคยาวหลายประโยคที่อ่านรอบเดียวไม่เข้าใจ (ไม่ผ่านข้อ 3.1) และใช้ article กับกาลไม่สม่ำเสมอ (ไม่ผ่านข้อ 3.3) ผลคือ ไม่ผ่านด่าน 3 เช่นกัน

คำตอบ: งานแรกของต้นฉบับนี้คือเรียบเรียงบทความวิชาการใหม่ เพราะด่าน 2 ไม่ผ่านก่อนด่าน 3 หลังโครงสร้างนิ่งแล้วจึงตรวจแก้ภาษาและ proofread รอบสุดท้าย ถ้าทำกลับกัน ภาษาของย่อหน้าที่ต้องย้ายหรือเขียนใหม่ในรอบแรกจะต้องแก้ซ้ำ ส่วนกรณีที่ด่าน 1 ไม่ผ่าน เช่น ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบแต่ต้องการสรุปว่าวิธีหนึ่งดีกว่าอีกวิธี ทางเลือกคือเก็บข้อมูลเพิ่ม วิเคราะห์ใหม่ หรือลดระดับข้อสรุปให้ตรงกับข้อมูลที่มี

บริบทไทย: ส่ง TCI และ Scopus ต้องเตรียมอะไรเพิ่ม

ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) เผยแพร่เกณฑ์ประเมินคุณภาพวารสารรอบที่ 5 (พ.ศ. 2568–2572) เกณฑ์หลักข้อ 4 ว่าด้วยรูปแบบบทความที่ได้มาตรฐาน กำหนดว่าข้อมูลพื้นฐานของบทความ ได้แก่ ชื่อบทความ ชื่อและสังกัดผู้นิพนธ์ บทคัดย่อ และคำสำคัญ ต้องมีเป็นภาษาอังกฤษ และสำหรับบทความภาษาไทยต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ [10] เอกสารเดียวกันระบุว่าวารสารกลุ่มที่ 1 คือวารสารที่ผ่านเกณฑ์หลักทุกข้อและได้คะแนนเกณฑ์รองรวม 16–20 จาก 20 คะแนน หรือวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus และ/หรือ Web of Science [10] ดูความต่างของกลุ่ม 1 และกลุ่ม 2 ได้ในบทความ TCI กลุ่ม 1 กับกลุ่ม 2 ต่างกันอย่างไร

ฝั่ง Scopus เกณฑ์ขั้นต่ำด้านเทคนิคที่วารสารต้องผ่านก่อนเข้าสู่การพิจารณากำหนดให้มีเนื้อหาที่ผู้อ่านนานาชาติอ่านได้ โดยมีชื่อเรื่องและบทคัดย่อภาษาอังกฤษ [11] แม้บทความฉบับเต็มเป็นภาษาไทย การตรวจแก้ภาษาเฉพาะส่วนนี้จึงคุ้มเมื่อโครงสร้างผ่านด่าน 2 แล้ว วารสารบางฉบับกำหนดรูปแบบเพิ่ม เช่น Journal of the Medical Association of Thailand กำหนดบทคัดย่อภาษาอังกฤษไม่เกิน 300 คำ (สำหรับ Original Article แบ่งเป็น Objective, Materials and Methods, Results และ Conclusion) และ “strongly recommends” ให้ใช้ reporting guideline ตามรูปแบบการศึกษา [12] จึงควรตรวจด่าน 2.4 ตามวารสารเป้าหมายก่อนส่งเสมอ (ข้อมูลจากหน้าแนวทางสำหรับผู้นิพนธ์ เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569)

ยังไม่ได้เลือกวารสาร ดู วิธีเลือกวารสารไทยใน Scopus ให้เหมาะกับงานวิจัยของคุณ ถ้าต้นฉบับถูกส่งกลับพร้อมความเห็นผู้ทบทวนแล้ว ให้อ่าน วิธีแก้ไขบทความหลังได้รับ Major Reviewer Comments

เตรียมอะไรก่อนส่งงานเรียบเรียงใหม่

ควรเตรียมต้นฉบับล่าสุดเป็นไฟล์ Word พร้อมผลวิเคราะห์ต้นทางจากโปรแกรมสถิติ เอกสารรับรองจริยธรรม ชื่อวารสารเป้าหมายพร้อมคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ และถ้าเป็นการส่งซ้ำ ให้แนบความเห็นของผู้ทบทวนและจดหมายตอบ ดู วิธีเขียนจดหมายโต้ตอบผู้ทบทวนอย่างมืออาชีพ

สรุป

งานแต่ละประเภทแก้ปัญหาคนละระดับ ตรวจข้อมูลและการออกแบบก่อน แล้วจึงตรวจโครงสร้างและข้อโต้แย้ง และท้ายสุดจึงตรวจภาษา การเรียบเรียงบทความวิชาการใหม่อยู่ตรงกลางห่วงโซ่นี้

  • ให้คะแนน 12 ข้อในตารางที่ 2 ด้วยตัวเอง และแก้ด่านแรกที่ไม่ผ่านก่อนเสมอ
  • ด่าน 1 ไม่ผ่าน: กลับไปที่ข้อมูลหรือคำถามวิจัย
  • ด่าน 2 ไม่ผ่าน: เรียบเรียงใหม่ก่อน แล้วค่อยตรวจแก้ภาษา
  • ผ่านด่าน 1 และ 2 แต่ภาษาไม่ผ่าน: ตรวจแก้ภาษารอบเดียว แล้ว proofread
  • ขอ tracked changes ฉบับสะอาด และรายการข้อสงสัยทุกครั้ง และอ่านทุกประโยคก่อนส่ง
  • ตรวจ reporting guideline และรูปแบบบทคัดย่อของวารสารเป้าหมาย (เช่น ข้อกำหนดของ TCI และ Scopus) ก่อนกดส่ง

หากต้องการให้บรรณาธิการที่มีวุฒิ PhD หรือ MD ในสาขาเดียวกับงานของคุณประเมินว่าต้นฉบับอยู่ที่ด่านไหน และเสนอแนวทางที่เหมาะ ดูรายละเอียดบริการเรียบเรียงต้นฉบับของเรา หากมีคำถาม ต้องการสอบถามส่วนลดพิเศษสำหรับนักศึกษาหรือนักวิจัยที่ไม่มีทุน หรือต้องการให้ชี้แจงขอบเขตงาน ส่งข้อความผ่านแบบฟอร์มที่หน้าติดต่อเราหรืออีเมล [email protected] ได้เลย บริการของเราดำเนินการตามแนวทาง ICMJE, COPE และ GPP3 โดยระบุการสนับสนุนด้านการเขียนและแก้ไขไว้ในกิตติกรรมประกาศ [9, 13] ดูแนวทางของ COPE ได้ในบทความ แนวทาง COPE: จริยธรรมการตีพิมพ์ที่นักวิจัยไทยทุกคนต้องรู้

เอกสารอ้างอิง

  1. International Committee of Medical Journal Editors. (n.d.). Preparing a manuscript for submission to a medical journal [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.icmje.org/recommendations/browse/manuscript-preparation/preparing-for-submission.html
  2. Meyer, H. S., Durning, S. J., Sklar, D. P., & Maggio, L. A. (2018). Making the first cut: An analysis of Academic Medicine editors’ reasons for not sending manuscripts out for external peer review. Academic Medicine, 93(3), 464–470. doi:10.1097/ACM.0000000000001860 PMID: 28767495
  3. Ehara, S., & Takahashi, K. (2007). Reasons for rejection of manuscripts submitted to AJR by international authors. American Journal of Roentgenology, 188(2), W113–W116. doi:10.2214/AJR.06.0448 PMID: 17242215
  4. Wyness, T., McGhee, C. N. J., & Patel, D. V. (2009). Manuscript rejection in ophthalmology and visual science journals: Identifying and avoiding the common pitfalls. Clinical & Experimental Ophthalmology, 37(9), 864–867. doi:10.1111/j.1442-9071.2009.02190.x PMID: 20092595
  5. Hesterman, C. M., Szperka, C. L., & Turner, D. P. (2018). Reasons for manuscript rejection after peer review from the journal Headache. Headache, 58(10), 1511–1518. doi:10.1111/head.13343 PMID: 30011058
  6. Bordage, G. (2001). Reasons reviewers reject and accept manuscripts: The strengths and weaknesses in medical education reports. Academic Medicine, 76(9), 889–896. doi:10.1097/00001888-200109000-00010 PMID: 11553504
  7. Hopewell, S., Chan, A.-W., Collins, G. S., Hróbjartsson, A., Moher, D., Schulz, K. F., … Boutron, I. (2025). CONSORT 2025 statement: Updated guideline for reporting randomised trials. BMJ, 389, e081123. doi:10.1136/bmj-2024-081123 PMID: 40228833
  8. von Elm, E., Altman, D. G., Egger, M., Pocock, S. J., Gøtzsche, P. C., & Vandenbroucke, J. P. (2007). The Strengthening the Reporting of Observational Studies in Epidemiology (STROBE) statement: Guidelines for reporting observational studies. BMJ, 335(7624), 806–808. doi:10.1136/bmj.39335.541782.AD PMID: 17947786
  9. International Committee of Medical Journal Editors. (n.d.). Defining the role of authors and contributors [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://www.icmje.org/recommendations/browse/roles-and-responsibilities/defining-the-role-of-authors-and-contributors.html
  10. ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI). (2569). เกณฑ์ประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 (พ.ศ. 2568–2572) [เอกสารประกอบการบรรยาย, 9 มกราคม 2569]. e-library.siam.edu (PDF)
  11. Elsevier. (n.d.). Scopus content policy and selection. https://www.elsevier.com/products/scopus/content/content-policy-and-selection
  12. Journal of the Medical Association of Thailand. (n.d.). Submissions and author guidelines [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2569]. https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAThai/about/submissions
  13. Battisti, W. P., Wager, E., Baltzer, L., Bridges, D., Cairns, A., Carswell, C. I., Citrome, L., Gurr, J. A., Mooney, L. A., Moore, B. J., Peña, T., Sanes-Miller, C. H., Veitch, K., Woolley, K. L., & Yarker, Y. E. (2015). Good publication practice for communicating company-sponsored medical research: GPP3. Annals of Internal Medicine, 163(6), 461–464. doi:10.7326/M15-0288 PMID: 26259067

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *