ภาพจำลองตาราง Independent Samples Test ของ SPSS แสดงช่อง Levene ที่ใช้เลือกแถว ช่อง t, df, Sig. (2-tailed) และ 95% CI ที่ต้องยกไปรายงานในบทที่ 4

SPSS แปลผล บทที่ 4: อ่าน Output และเขียนผลการวิจัยให้ถูกต้อง

SPSS แปลผล ให้ถูกต้องในบทที่ 4 คือการเลือกเฉพาะตาราง Output ที่ตอบวัตถุประสงค์การวิจัย ยกตัวเลขที่จำเป็นมาเขียนเป็นร้อยแก้วภาษาไทยในรูปแบบ APA และตัดข้อผิดพลาดซ้ำซากอย่างการเขียน p = .000 หรือการวางภาพหน้าจอแทนตารางออกไปให้หมด

ทำไมขั้นตอน SPSS แปลผล จึงผิดบ่อยในบทที่ 4

การรันคำสั่งหนึ่งครั้งใน SPSS อาจได้ตารางออกมาห้าถึงสิบตาราง แต่ละตารางมีตัวเลขหลายสิบช่อง นักศึกษาจำนวนมากจึงเลือกทางลัด คือคัดลอกทุกตารางมาวางในบทที่ 4 แล้วเขียนบรรยายตัวเลขซ้ำทีละช่อง ผลที่ได้คือบทผลการวิจัยที่ยาวแต่อ่านยาก กรรมการสอบต้องไล่หาเองว่าตัวเลขใดตอบสมมติฐานข้อไหน และยังเพิ่มโอกาสที่ตัวเลขในเนื้อความจะไม่ตรงกับตาราง

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับนักศึกษา งานของ Nuijten และคณะซึ่งใช้โปรแกรม statcheck ตรวจบทความ 30,717 เรื่องจากวารสารจิตวิทยาชั้นนำแปดฉบับในช่วงปี 1985–2013 พบผลการทดสอบสมมติฐานใน 16,695 บทความ รวม 258,105 ค่า p และพบว่าร้อยละ 49.6 ของบทความเหล่านี้ (8,273 เรื่อง) มีค่า p อย่างน้อยหนึ่งค่าที่ไม่สอดคล้องกับค่าสถิติทดสอบและองศาอิสระที่รายงานไว้ ส่วนร้อยละ 12.9 (2,150 เรื่อง) มีความคลาดเคลื่อนร้ายแรงถึงขั้นที่อาจเปลี่ยนข้อสรุปเรื่องนัยสำคัญ [1] กล่าวอีกแบบคือราวครึ่งหนึ่งของบทความที่รายงานผลการทดสอบนัยสำคัญมีค่า p อย่างน้อยหนึ่งค่าที่ไม่ตรงกับค่าสถิติทดสอบและองศาอิสระของตัวเอง (งานวิจัยนี้ไม่ได้ระบุสาเหตุว่ามาจากการคัดลอกตัวเลข)

แนวทางการรายงานสถิติของวารสาร European Urology ที่ Assel และคณะเรียบเรียงก็ระบุตรง ๆ ว่า ผู้วิจัยควรคิดถึงตัวเลขทุกตัวที่รายงาน แทนที่จะคัดลอกและวางตัวเลขจากผลพิมพ์ของโปรแกรมสถิติอย่างไม่ระมัดระวัง [2] ดังนั้นทักษะสำคัญของบทที่ 4 จึงไม่ใช่การรันโปรแกรม แต่คือการคัดเลือก แปล และเรียบเรียงตัวเลขให้ผู้อ่านเห็นคำตอบของคำถามวิจัยทันที

ตาราง Output ไหนต้องรายงานในบทที่ 4

หลักง่ายที่สุดคือ ทุกตารางในบทที่ 4 ต้องตอบวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานข้อใดข้อหนึ่ง ถ้าตอบไม่ได้ว่าตารางนั้นตอบข้อไหน ให้ตัดออกหรือย้ายไปภาคผนวก ข้อแนะนำของ ICMJE ส่วนผลการวิจัยระบุให้นำเสนอผลตามลำดับที่สมเหตุสมผล เริ่มจากข้อค้นพบหลักก่อน ไม่ต้องบรรยายข้อมูลทั้งหมดในตารางซ้ำในเนื้อความ ให้เน้นหรือสรุปเฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุด และจำกัดจำนวนตารางและภาพไว้เท่าที่จำเป็นต่อการอธิบายผล [3] ตารางด้านล่างสรุปว่าตาราง Output ที่พบบ่อยควรจัดการอย่างไร

ตาราง Output ของ SPSSรายงานในบทที่ 4 หรือไม่ตัวเลขที่ยกไปใช้
Case Processing Summary / Frequencies ของข้อมูลทั่วไปรายงานเป็นตารางข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างจำนวน (n) และร้อยละ ไม่ต้องคัดลอก Valid Percent กับ Cumulative Percent ทั้งหมด
Descriptives / Group Statisticsรายงานเสมอเมื่อตัวแปรเป็นค่าต่อเนื่องn, M, SD (ไม่ต้องใช้ Std. Error Mean ในตารางหลัก)
Reliability Statisticsรายงานครั้งเดียว ในบทที่ 3 หรือต้นบทที่ 4 ตามที่หลักสูตรกำหนดCronbach’s α และจำนวนข้อคำถาม
Tests of Normality / Levene’s Testใช้ตัดสินใจ รายงานสั้น ๆ ในเนื้อความหรือหมายเหตุใต้ตารางชื่อการทดสอบ ค่าสถิติ และ p เมื่อมีผลต่อการเลือกสถิติ
Independent / Paired Samples Testรายงานt, df, p, ผลต่างค่าเฉลี่ย และ 95% CI
ANOVA และ Multiple Comparisonsรายงาน ANOVA ทุกครั้ง และรายงาน Post hoc เมื่อ F มีนัยสำคัญF(df1, df2), p, คู่ที่ต่างกันพร้อมผลต่างค่าเฉลี่ย
Chi-Square Testsรายงานเฉพาะแถว Pearson Chi-Square (หรือ Fisher’s Exact Test เมื่อเข้าเงื่อนไข)χ²(df, N), p พร้อมตารางไขว้แสดงจำนวนและร้อยละ
Correlationsรายงานเป็นเมทริกซ์ครึ่งล่างr และ n ระบุ p ในหมายเหตุ
Model Summary / ANOVA / Coefficients ของ Regressionรายงานทั้งสามส่วนแบบย่อR², F, B, SE, β, t, p และ 95% CI ของ B
Notes, Syntax log, Warningsไม่รายงานเก็บไว้ตรวจสอบเองหรือแนบภาคผนวกถ้าอาจารย์ที่ปรึกษาต้องการ

ลำดับที่นิยมใช้ในบทที่ 4 ของวิทยานิพนธ์เชิงปริมาณมีสี่ช่วง ได้แก่ (1) ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง (2) คุณภาพของเครื่องมือ หากหลักสูตรไม่ได้ให้รายงานไว้ในบทที่ 3 (3) สถิติเชิงพรรณนาของตัวแปรหลักตามวัตถุประสงค์ และ (4) ผลการทดสอบสมมติฐานเรียงตามลำดับสมมติฐาน การจัดลำดับเช่นนี้ทำให้กรรมการเห็นทันทีว่าข้อมูลมาจากใคร วัดได้น่าเชื่อถือเพียงใด และผลตอบสมมติฐานแต่ละข้ออย่างไร

สำหรับตาราง Reliability Statistics ให้รายงานค่า Cronbach’s α คู่กับจำนวนข้อคำถามเสมอ เพราะค่าแอลฟาขึ้นกับความยาวของแบบวัด และค่าที่สูงเกิน 0.90 อาจบ่งชี้ว่ามีข้อคำถามซ้ำซ้อนกัน [4] รายละเอียดเรื่องเกณฑ์ยอมรับและข้อควรระวังของค่าแอลฟาเป็นอีกหัวข้อหนึ่ง ในที่นี้ขอเน้นเพียงว่าต้องยกตัวเลขใดจากตาราง

ตัวอย่างทีละขั้น: แปลงตาราง t-test จาก SPSS เป็นร้อยแก้วภาษาไทย

สมมติว่าผู้วิจัยต้องการทดสอบสมมติฐานข้อที่ 2 ว่า “นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนสูงกว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1” โดยเก็บข้อมูลจากนักศึกษากลุ่มละ 60 คน แล้วใช้การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มอิสระ ภาพที่ 1 เป็นภาพจำลองตาราง Independent Samples Test ที่สร้างจากข้อมูลจำลองเพื่อการอธิบาย ไม่ใช่ภาพหน้าจอจริงของโปรแกรม แต่ตัวเลขทุกช่องคำนวณให้สอดคล้องกันทางคณิตศาสตร์

ภาพจำลองตาราง Independent Samples Test ของ SPSS แสดงช่อง Levene ที่ใช้เลือกแถว ช่อง t, df, Sig. (2-tailed) และ 95% CI ที่ต้องยกไปรายงานในบทที่ 4
ภาพที่ 1: ภาพจำลองตาราง Independent Samples Test ของ SPSS พร้อมจุดที่ต้องอ่าน (ภาพประกอบเพื่อการอธิบาย ใช้ข้อมูลจำลอง ไม่ใช่ภาพหน้าจอจริงของ SPSS) ที่มา: Editverse สร้างด้วย R (ggplot2)

การอ่านตารางนี้มีห้าขั้นตามลำดับ และควรทำทุกครั้งก่อนเริ่มเขียนประโยคแรก

ขั้นอ่านจากตารางค่าในตัวอย่างสิ่งที่เขียน
1Group Statisticsชั้นปี 1: n = 60, Mean = 3.6167, Std. Deviation = .70774
ชั้นปี 4: n = 60, Mean = 4.1000, Std. Deviation = .60042
M = 3.62, SD = 0.71 และ M = 4.10, SD = 0.60
2Levene’s Test (Sig.).095 ซึ่งมากกว่า .05อ่านแถว Equal variances assumed เท่านั้น
3t, df, Sig. (2-tailed)−4.034, 118, .000t(118) = −4.03, p < .001
4Mean Difference และ 95% CI−.48333 [−.72061, −.24606]ผลต่าง 0.48 คะแนน, 95% CI [0.25, 0.72] (กลับเครื่องหมายเมื่อเขียนจากมุมชั้นปี 4)
5คำนวณขนาดอิทธิพลเพิ่มpooled SD = √[(.70774² + .60042²)/2] = 0.656d = 0.483 / 0.656 = 0.74

มีสามจุดที่มักพลาดในตัวอย่างนี้ จุดแรก ค่า Sig. ของ Levene ใช้เพียงตัดสินว่าจะอ่านแถวไหน ไม่ใช่ผลการทดสอบสมมติฐาน และไม่ควรถูกเขียนว่า “กลุ่มทั้งสองไม่แตกต่างกัน” จุดที่สอง เครื่องหมายลบของค่า t และของช่วงความเชื่อมั่นเกิดจากการที่โปรแกรมคำนวณกลุ่มที่ 1 ลบกลุ่มที่ 2 หากเขียนผลต่างจากมุมของชั้นปีที่ 4 เป็นค่าบวก ต้องกลับเครื่องหมายของขอบล่างและขอบบนพร้อมกัน จุดที่สาม ค่า Sig. (2-tailed) ที่แสดงเป็น .000 ไม่ได้แปลว่า p เป็นศูนย์ ค่าจริงในตัวอย่างนี้คือประมาณ .0000978 จึงต้องเขียนว่า p < .001

เมื่อได้ตัวเลขครบแล้ว จึงเรียบเรียงเป็นร้อยแก้วภาษาไทย โดยเริ่มจากสิ่งที่ทดสอบ ตามด้วยทิศทางของผล ค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่ม ผลการทดสอบ ขนาดของผล และปิดด้วยการตัดสินสมมติฐาน

ตัวอย่างร้อยแก้วบทที่ 4: ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจระหว่างนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 4 ด้วยการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มอิสระ (Independent samples t-test) พบว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 4 (M = 4.10, SD = 0.60) มีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจสูงกว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 (M = 3.62, SD = 0.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ t(118) = −4.03, p < .001 ผลต่างของค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.48 คะแนน (95% CI [0.25, 0.72]) และขนาดอิทธิพลอยู่ที่ d = 0.74 ดังแสดงในตารางที่ 4.3 ผลนี้สนับสนุนสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2

สังเกตว่าประโยคนี้ใช้ตัวเลขเพียงแปดชุด จากตัวเลขมากกว่ายี่สิบช่องในตาราง SPSS สัญลักษณ์สถิติ M, SD, t, p และ d พิมพ์เป็นตัวเอียง ค่า p ไม่มีเลข 0 นำหน้า ส่วนค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีเลข 0 นำหน้าได้เพราะมีค่าเกิน 1 ได้ ซึ่งเป็นหลักของ APA ฉบับที่ 7 [5, 6] ค่าขนาดอิทธิพล d ในตัวอย่างเราคำนวณเองจากค่า pooled SD ตามสูตรในขั้นที่ 5 หากรายงานค่านี้ ให้ระบุสูตรหรือวิธีคำนวณไว้ในบทที่ 3 ด้วย

แม่แบบตารางผลการวิจัยสำหรับบทที่ 4

ตารางในบทที่ 4 ควรพิมพ์ใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่วางภาพจาก Output หรือคัดลอกตารางพร้อมเส้นกรอบทุกช่องของ SPSS แม่แบบด้านล่างใช้ได้กับการเปรียบเทียบสองกลุ่ม โดยใส่ตัวเลขจากตัวอย่างข้างต้น

ตารางที่ 4.3 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจระหว่างนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 4 (N = 120)
กลุ่มnMSDtdfpCohen’s d
นักศึกษาชั้นปีที่ 1603.620.71−4.03118< .0010.74
นักศึกษาชั้นปีที่ 4604.100.60

ใต้ตารางควรมีหมายเหตุสั้น ๆ เช่น “หมายเหตุ ผลการทดสอบ Levene’s test, F(1, 118) = 2.84, p = .095 จึงใช้ค่าสถิติแบบความแปรปรวนเท่ากัน” เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าเลือกแถวใดและเพราะเหตุใด สำหรับตารางสถิติเชิงพรรณนาของตัวแปรหลัก ใช้แม่แบบต่อไปนี้ แล้วกำหนดเกณฑ์การแปลผลค่าเฉลี่ยไว้ในบทที่ 3 ให้ชัดเจนก่อน

ตารางที่ 4.2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ…… จำแนกรายด้าน (n = ……)
ด้านMSDการแปลผล
ด้านที่ 1 ……x.xxx.xxตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในบทที่ 3
ด้านที่ 2 ……x.xxx.xxตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในบทที่ 3
รวมx.xxx.xxตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในบทที่ 3

หลักการจัดตารางที่ใช้ได้ทั่วไปมีดังนี้ ใช้ทศนิยมจำนวนเท่ากันทั้งคอลัมน์และจัดจุดทศนิยมให้ตรงกัน ใช้เส้นแนวนอนเท่าที่จำเป็น ตั้งชื่อตารางให้บอกตัวแปร กลุ่ม และขนาดตัวอย่าง และใส่ค่า p เป็นตัวเลขจริงแทนเครื่องหมายดอกจันเมื่อพื้นที่พอ แนวทาง SAMPL ซึ่งเป็นแนวทางพื้นฐานของการรายงานสถิติในวารสารชีวการแพทย์แนะนำให้รายงานค่า P เป็นค่าเท่ากับเมื่อเป็นไปได้ ไม่ใช้คำว่า NS และค่า P ที่เล็กที่สุดที่จำเป็นต้องรายงานคือ P < 0.001 ยกเว้นงานด้านความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม [7]

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: p = .000 และเรื่องอื่นที่กรรมการสังเกตทันที

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในบทที่ 4 คือการเขียน “Sig. = .000” หรือ “p = .000″ ตามหน้าจอ สาเหตุคือ SPSS แสดงค่า Sig. ไว้ที่ทศนิยมสามตำแหน่ง ค่าใดที่ต่ำกว่า .0005 จะถูกปัดเป็น .000 แต่ค่า p ที่แท้จริงไม่มีทางเท่ากับศูนย์ ภาพที่ 2 แสดงค่า p จริงที่คำนวณจากการแจกแจง t ที่องศาอิสระ 118 เมื่อค่า t อยู่ระหว่าง 3.6 ถึง 8 ค่า p จริงลดลงจากประมาณ 0.00047 จนถึงประมาณ 0.000000000001 ต่างกันหลายร้อยล้านเท่า แต่ทุกค่าจะแสดงใน SPSS เป็น .000 เหมือนกันหมด

กราฟค่า p จริงตามค่าสถิติ t ที่ df 118 บนสเกลลอการิทึม แสดงว่าค่า p ทุกค่าที่ต่ำกว่า .0005 จะแสดงใน SPSS เป็น .000 และต้องรายงานเป็น p < .001
ภาพที่ 2: ค่า p ที่แท้จริงตามค่าสถิติ t ที่ df = 118 บนสเกลลอการิทึม ทุกจุดในโซนสีส้มจะแสดงใน SPSS เป็น .000 และต้องรายงานเป็น p < .001 ที่มา: Editverse คำนวณด้วย R จากการแจกแจง t

วิธีเขียนที่ถูกต้องตาม APA ฉบับที่ 7 คือรายงานค่า p จริงที่ทศนิยมสองหรือสามตำแหน่ง และเมื่อ p น้อยกว่า .001 ให้เขียนว่า p < .001 [6] แนวทางของ Assel และคณะก็ให้ตัวอย่างความละเอียดที่เหมาะสมของค่า p ไว้ว่า <0.001, 0.004, 0.045, 0.13, 0.3 และ 1 และระบุว่าค่า p ที่ต่ำมากให้รายงานเป็น p < 0.001 [2] สองแนวทางนี้ต่างกันทั้งความละเอียดของค่า p (Assel ใช้เลขนัยสำคัญ 1 ตำแหน่ง และ 2 ตำแหน่งเมื่อใกล้ .05 ส่วน APA ใช้ทศนิยม 2-3 ตำแหน่ง) และเรื่องเลข 0 นำหน้า ซึ่งขึ้นกับรูปแบบที่วารสารหรือหลักสูตรกำหนด ให้เลือกแบบเดียวแล้วใช้ให้สม่ำเสมอทั้งเล่ม หากต้องการเห็นค่าที่ละเอียดกว่าที่แสดง สามารถดับเบิลคลิกเข้าไปในเซลล์ของตารางใน Output Viewer ได้

ตารางด้านล่างรวบรวมข้อผิดพลาดอื่นที่กรรมการสอบและผู้ทบทวนวารสารสังเกตเห็นได้ทันที พร้อมวิธีแก้

ข้อผิดพลาดเหตุผลเขียนให้ถูก
p = .000SPSS ปัดค่า Sig. เหลือทศนิยม 3 ตำแหน่ง ค่าจริงไม่เคยเป็นศูนย์p < .001
Sig. = .032 หรือ P = 0.032Sig. เป็นชื่อคอลัมน์ของโปรแกรม ไม่ใช่สัญลักษณ์สถิติ และค่าที่ไม่เกิน 1 ไม่ต้องมีเลข 0 นำหน้าในรูปแบบ APAp = .032 (ตัวเอียง)
ตัวเลข 5 ตำแหน่งตามหน้าจอ เช่น −.48333ความละเอียดเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับปัดเป็น 2 ตำแหน่งให้สม่ำเสมอทั้งบท
รายงานทั้งสองแถวของ Independent Samples TestLevene ใช้เลือกแถวเดียวรายงานแถวที่ตรงกับผล Levene
เขียนว่า NS หรือ “ไม่มีนัยสำคัญ” เฉย ๆผู้อ่านตรวจสอบไม่ได้ให้ค่า p จริง เช่น p = .27
รายงานเพียง pไม่บอกขนาดและความแม่นยำของผลเพิ่มผลต่างหรือสัมประสิทธิ์พร้อม 95% CI และขนาดอิทธิพล
วางภาพหน้าจอ Output เป็นตารางหลายคู่มือวิทยานิพนธ์ไม่รับตารางที่เป็นภาพ และแก้ไขไม่ได้พิมพ์ตารางใหม่ด้วยตารางของโปรแกรมเอกสาร
เขียนว่า “จากตารางข้างต้น”อ้างอิงไม่ชัดเมื่อตารางย้ายหน้า“จากตารางที่ 4.3 พบว่า…”

ข้อผิดพลาดในตารางนี้มีจุดร่วมกันคือเกิดจากการยกตัวเลขจากหน้าจอโดยไม่ผ่านการคิด ICMJE แนะนำให้ผู้เขียนแสดงผลเป็นตัวเลข (เมื่อเป็นไปได้) พร้อมตัวบ่งชี้ความคลาดเคลื่อนหรือความไม่แน่นอน เช่น ช่วงความเชื่อมั่น และหลีกเลี่ยงการพึ่งการทดสอบสมมติฐานอย่างค่า P เพียงอย่างเดียว เพราะไม่ได้บอกขนาดของผลและความแม่นยำของการประมาณค่า [3] การเพิ่มผลต่างค่าเฉลี่ยพร้อม 95% CI และขนาดอิทธิพลจึงไม่ใช่ทางเลือกเสริม แต่เป็นสิ่งที่ผู้อ่านต้องใช้ในการตัดสินว่าผลมีความหมายในทางปฏิบัติหรือไม่ วิธีวิเคราะห์ที่เลือกต้องสอดคล้องกับที่เขียนไว้ในบทวิธีดำเนินการวิจัย (ดูเพิ่มเติมใน การเขียนส่วน Methods)

บริบทไทย: คู่มือวิทยานิพนธ์กำหนดอะไรเรื่องตารางและการรายงานผล

มหาวิทยาลัยไทยแต่ละแห่งมีคู่มือการจัดทำวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัยหรือสำนักงานบัณฑิตศึกษาเป็นของตนเอง และคู่มือเหล่านี้มีผลบังคับเหนือคำแนะนำทั่วไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคู่มือการจัดทำวิทยานิพนธ์ พ.ศ. 2568 ของสำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งกำหนดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบทผลการวิจัยไว้หลายข้อ [8]

  • ส่วนผลของการศึกษาต้องรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้อย่างกระจ่างชัดตามข้อเท็จจริง เรียงลำดับข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ใช้ตารางหรือภาพประกอบตามความเหมาะสม ต้องเป็นผลของงานวิจัยนั้นเท่านั้น ไม่นำผลการวิจัยอื่นมาปะปน และต้องวิเคราะห์ว่าสมมติฐานได้รับการสนับสนุนหรือถูกหักล้างอย่างไร
  • ตารางต้องชัดเจนและไม่เป็นภาพตาราง ใช้เลขกำกับแบบเลขบทตามด้วยเลขลำดับ เช่น ตารางที่ 4.5
  • ตารางมีเฉพาะเส้นแนวนอน เส้นบนสุดและล่างสุดเป็นเส้นคู่ และเส้นระหว่างหัวตารางกับเนื้อหาเป็นเส้นเดียว
  • ตัวเลขทศนิยมควรมีจำนวนหลักเท่ากันและจัดจุดทศนิยมให้ตรงกัน
  • ข้อความที่อธิบายตารางต้องระบุเลขกำกับตาราง เช่น “จากตารางที่ 4.5” และไม่ให้เขียนว่า “ตารางข้างต้น” หรือ “ตารางต่อไปนี้”

ข้อกำหนดเหล่านี้ตรงกับปัญหาที่กล่าวไว้ข้างต้นแทบทุกข้อ ทั้งการวางภาพหน้าจอ Output ทศนิยมไม่เท่ากัน และการอ้างตารางแบบลอย ๆ ก่อนเขียนบทที่ 4 จึงควรเปิดคู่มือของมหาวิทยาลัยตนเองฉบับล่าสุด แล้วจดข้อกำหนดเรื่องตาราง ภาพ ทศนิยม และรูปแบบการอ้างอิงไว้เป็นรายการตรวจสอบ หากคู่มือของหลักสูตรกำหนดต่างจาก APA เช่น ให้ใช้เส้นตารางรูปแบบเฉพาะ ให้ยึดคู่มือของหลักสูตรเป็นหลัก ส่วนเมื่อนำผลไปเขียนเป็นบทความภาษาอังกฤษเพื่อส่งวารสาร ให้ปรับตามคำแนะนำผู้เขียนของวารสารนั้นแทน

อีกประเด็นที่ควรระวังคือการแยกบทที่ 4 กับบทที่ 5 ไม่ชัด บทที่ 4 ควรรายงานสิ่งที่พบโดยไม่อภิปราย ส่วนการเปรียบเทียบกับงานวิจัยอื่นและการอธิบายเหตุผลของผลควรอยู่ในบทอภิปรายผล ซึ่งสอดคล้องกับที่คู่มือข้างต้นห้ามนำผลการวิจัยอื่นมาปะปนในส่วนผล [8] (แนวคิดการเขียนส่วนอภิปรายอ่านเพิ่มได้ใน วิธีเขียนบท Discussion ที่ Editor ประทับใจ) และหากยังอยู่ในขั้นวางแผน ควรกำหนดสถิติที่จะใช้ให้ตรงกับสมมติฐานตั้งแต่โครงร่างวิทยานิพนธ์ เพื่อให้บทที่ 4 ตอบสมมติฐานได้ครบทุกข้อ

สรุป

ใช้รายการตรวจสอบนี้ก่อนส่งบทที่ 4 ให้อาจารย์ที่ปรึกษาหรือกรรมการ

  • ทุกตารางตอบวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานได้ชัดเจน ตาราง Notes, Warnings และ Output ที่ไม่ได้ใช้ถูกตัดออก
  • เรียงลำดับเป็นข้อมูลทั่วไป คุณภาพเครื่องมือ (ถ้าหลักสูตรให้รายงานในบทนี้) สถิติเชิงพรรณนา และผลการทดสอบสมมติฐานตามลำดับ
  • เลือกแถวของ Independent Samples Test ตามผล Levene และรายงานแถวเดียว
  • ไม่มี p = .000 ในเล่ม ใช้ p < .001 แทน และไม่ใช้คำว่า Sig. หรือ NS ในเนื้อความ
  • รายงานค่าสถิติพร้อมองศาอิสระ ค่า p จริง ผลต่างหรือสัมประสิทธิ์พร้อม 95% CI และขนาดอิทธิพล
  • สัญลักษณ์สถิติเป็นตัวเอียง ทศนิยมสม่ำเสมอ และใช้หรือไม่ใช้เลข 0 นำหน้าตามรูปแบบที่หลักสูตรกำหนดอย่างสม่ำเสมอ
  • ตารางพิมพ์ใหม่ ไม่เป็นภาพ มีเลขกำกับแบบ 4.x และมีหมายเหตุอธิบายการทดสอบที่ใช้ตัดสินใจ
  • เนื้อความอ้างถึงตารางด้วยเลขกำกับ และสรุปเฉพาะประเด็นหลัก ไม่บรรยายตัวเลขซ้ำทุกช่อง
  • ตรวจตัวเลขในเนื้อความเทียบกับตารางและ Output อีกรอบ เพราะค่า p ที่ไม่สอดคล้องกับค่าสถิติทดสอบพบได้แม้ในบทความที่ตีพิมพ์แล้ว

หากต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญที่จบปริญญาเอกในสาขาเดียวกับงานของคุณช่วยตรวจว่าการเลือกสถิติ การอ่านผล SPSS และการเขียนบทที่ 4 ถูกต้องและสอดคล้องกับคู่มือของหลักสูตร ดูรายละเอียดบริการวิเคราะห์สถิติของเรา เราทำงานบนข้อมูลและผลวิเคราะห์ของคุณเพื่อตรวจทานและยกระดับงาน โดยไม่ได้ทำวิจัยแทนคุณ และไม่รับประกันผลการพิจารณาของกรรมการหรือวารสาร

คำถามที่พบบ่อย

SPSS แสดง p = .000 ควรรายงานอย่างไร

รายงานเป็น p < .001 และไม่ใช้คำว่า Sig. หรือ NS ในเนื้อความ

Independent Samples Test ควรรายงานแถวไหน

เลือกแถวตามผลการทดสอบ Levene และรายงานเพียงแถวเดียว

ใส่ภาพหน้าจอ Output ในเล่มได้หรือไม่

ไม่ควร ให้พิมพ์ตารางใหม่ มีเลขกำกับแบบ 4.x และมีหมายเหตุอธิบายการทดสอบที่ใช้ตัดสินใจ

เอกสารอ้างอิง

  1. Nuijten, M. B., Hartgerink, C. H. J., van Assen, M. A. L. M., Epskamp, S., & Wicherts, J. M. (2016). The prevalence of statistical reporting errors in psychology (1985–2013). Behavior Research Methods, 48(4), 1205–1226. doi:10.3758/s13428-015-0664-2 PMID: 26497820
  2. Assel, M., Sjoberg, D., Elders, A., Wang, X., Huo, D., Botchway, A., … Vickers, A. J. (2019). Guidelines for reporting of statistics for clinical research in urology. European Urology, 75(3), 358–367. doi:10.1016/j.eururo.2018.12.014 PMID: 30580902
  3. International Committee of Medical Journal Editors. (2026). Recommendations for the conduct, reporting, editing, and publication of scholarly work in medical journals (updated January 2026), Section IV.A.3 (Statistics, Results, Tables). https://www.icmje.org/icmje-recommendations.pdf
  4. Tavakol, M., & Dennick, R. (2011). Making sense of Cronbach’s alpha. International Journal of Medical Education, 2, 53–55. doi:10.5116/ijme.4dfb.8dfd PMID: 28029643
  5. American Psychological Association. (2020). Publication manual of the American Psychological Association (7th ed.). American Psychological Association. doi:10.1037/0000165-000
  6. Purdue Online Writing Lab. (n.d.). Numbers and statistics (APA 7th edition). Purdue University. https://owl.purdue.edu/owl/research_and_citation/apa_style/apa_formatting_and_style_guide/apa_numbers_statistics.html
  7. Lang, T. A., & Altman, D. G. (2015). Basic statistical reporting for articles published in biomedical journals: The “Statistical Analyses and Methods in the Published Literature” or the SAMPL Guidelines. International Journal of Nursing Studies, 52(1), 5–9. doi:10.1016/j.ijnurstu.2014.09.006 PMID: 25441757
  8. สำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (2568). คู่มือการจัดทำวิทยานิพนธ์ 2568 สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. https://postgrads.mfu.ac.th/wp-content/uploads/2023/04/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C-2568_1.pdf

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ส่งข้อความสั้นๆ ถึงเรา ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ

    Similar Posts

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *